คอลัมน์ : สามัญสำนึก ผู้เขียน : สมปอง แจ่มเกาะ
สวัสดีปีใหม่ พ.ศ. 2567 ครับ
ในวาระดิถีขึ้นปีใหม่ ขออำนาจคุณพระศรีรัตนไตรช่วยดลบันดาลให้ประชาชนคนไทยและแฟน ๆ ท่านผู้อ่านหนังสือพิมพ์ “ประชาชาติธุรกิจ” ทั้งเวอร์ชั่นพรินต์และออนไลน์มีสุขภาพแข็งแรง โชคดีมีชัย ธุรกิจการงานราบรื่น พบแต่ความสุข ความเจริญตลอดไปเทอญ
ครับ ก่อนสิ้นปี 2566 ที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสคุยถามไถ่กับผู้ประกอบการธุรกิจค้าปลีก ค้าส่ง ซัพพลายเออร์จำนวนหนึ่ง ทั้งที่เป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ (บจ.) และบริษัทที่ไม่ได้เป็น บจ.
หนึ่งในหัวข้อสนทนาที่ผมถาม เป็นคำถามปลายเปิดไว้ก็คือ
ปีใหม่นี้จะเป็นอย่างไร ?
คำตอบที่ได้ ทุกคนล้วนออกอาการส่ายหน้า และตอบกลับมาอย่างตรงไปตรงมาว่า “…ปีนี้คงเหนื่อยอีกปี แต่ก็ต้องสู้ และต้องพึ่งตัวเอง ช่วยเหลือตัวเองมากขึ้น”
หรือบางคนที่เป็นสายมูหน่อยก็บอกว่า “…จะต้องเข้าวัดทำบุญ สวดมนต์ เสริมดวง บูชาเครื่องรางของขลังให้มาก”…อะไรประมาณนั้น
เพราะไม่รู้จะหันหน้าไปพึ่งใคร (ทั้ง ๆ ที่ตอนนี้มีรัฐบาลแล้ว)
ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
นั่นเพราะว่าทุกคนต่างก็มองว่า จากนี้ไปเศรษฐกิจในภาพรวมของประเทศยังไม่สดใสเท่าที่ควร และไม่ต่างจากปีที่เพิ่งจะผ่านมาสักเท่าไหร่
อย่างน้อยที่สุด เพราะทุกวันนี้ภาวะเศรษฐกิจยังไม่มีปัจจัยบวกให้เห็นอย่างชัดเจน ทั้งการส่งออก การท่องเที่ยว ขณะที่สถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่ยังมีปัญหารุมเร้ามากมาย รวมถึงสถานการณ์สงครามที่ยังหาจุดจบไม่เจอ การกีดกันทางการค้า ราคาพลังงานที่ผันผวน ฯลฯ
อีกปมปัญหาหนึ่งที่ทุกคนห่วงกังวลก็คือ ความล่าช้าของกระบวนการงบประมาณ ในปีงบประมาณ 2567 ที่ล่าช้าออกไปจากปกติประมาณ 7 เดือน กว่าจะลงตัวและสามารถเบิกจ่ายเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้ก็น่าจะเลยกลางปีไปแล้ว
รวมถึงภาระหนี้สินครัวเรือนและภาคธุรกิจที่อยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะครัวเรือนรายได้น้อย ธุรกิจเอสเอ็มอี และลูกหนี้ภาคเกษตรกรรม
ขณะที่ค่าครองชีพก็สูงขึ้น ๆ ทุกวี่วัน จนรายได้ตามไม่ทัน คนส่วนใหญ่ต้องตกอยู่ในภาวะชักหน้าไม่ถึงหลัง
นี่คือปัญหาใหญ่
ทุกคนพูดตรงกันก็คือ ตอนนี้สถานการณ์กำลังซื้อยิ่งดำดิ่ง และยิ่งหนักขึ้น ๆ ทุกวัน
ไม่ต้องอื่นไกล ช่วงปลายปีที่ผ่านมาซึ่งเป็นช่วงหน้าขายสำคัญของสินค้าหลาย ๆ อย่าง ทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ตลาดเงียบมาก ของขายยาก แม้จะมีโปรโมชั่นออกมากระตุ้นก็เอาไม่อยู่
แล้วจะทำอย่างไรกันดีล่ะ
ทุกธุรกิจต้องเร่งปรับตัว เริ่มตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา เริ่มมีปรากฏการณ์ให้เห็นว่า บ้างก็โยกงบฯโฆษณาประชาสัมพันธ์ไปจัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย ณ จุดขายมากขึ้น เพราะหวังว่าน่าจะพอช่วยได้
บางคนก็ปล่อยเลยตามเลย ไม่กระตุ้นอะไรแล้ว ทุ่มไปก็ไม่มีประโยชน์ ได้ไม่คุ้มเสีย ขอเก็บกระสุนไว้ใช้ในวันข้างหน้า
หากสังเกตจะเห็นว่า ตอนนี้ผู้ประกอบการรายใหญ่ส่วนใหญ่เน้นกอดเงินสด เพราะรู้อยู่กับใจว่า ตอนนี้ Cash is King มีเงินสดอยู่ในมือ…สบายใจกว่าเยอะ
ไม่แปลกใจที่จะเห็นภาพความเคลื่อนไหวของธุรกิจขนาดใหญ่ที่ทยอยออกหุ้นกู้กันเป็นระยะ ๆ ตั้งแต่ช่วงปีที่ผ่านมา
ส่วนรายเล็กรายน้อยก็คงต้องเน้นทำตัวเองให้เบา ไม่มีภาระหนี้สิน
เป็นธรรมชาติของคน เมื่อไม่มั่นใจว่าในอนาคต จึงต้องเพลย์เซฟด้วยการประหยัด ใช้จ่ายอย่างระมัดระวัง
หลายคนเชื่อว่าสถานการณ์ความฝืดเคืองเช่นนี้จะยังคงอยู่ไปอีกน้อย ๆ 5-6 เดือน งบประมาณใหม่กว่าจะได้ใช้ก็คงเลยกลางปีไปแล้ว หรือเร็วสุดก็อาจจะเป็นพฤษภาคม หรือมิถุนายน
ดังนั้น ในช่วงไตรมาส 1-2 คงเน้น Wait & See ขอประคองตัวดูสถานการณ์ไปก่อน หลังจากกลางปีไปแล้วค่อยมาว่ากันอีกที
ขอสรุปไว้ที่บรรทัดสุดท้ายนี้ครับว่า เรา ๆ ท่าน ๆ คงเหนื่อยกันอีกปี ขอให้โชคดีทุก ๆ ท่านครับ