เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
GWM เพิ่มการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ หลังผลิตชดเชย EV 3.5 ครบเป็นรายแรก
Automotive GWM เพิ่มการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ หลังผลิตชดเชย EV 3.5 ครบเป็นรายแรก
ในหลวง-พระราชินี ทรงเปิดงาน “โครงการหลวง 57“ ทอดพระเนตรกุหลาบ “ควีนสุทิดา”
ข่าวในพระราชสำนัก ในหลวง-พระราชินี ทรงเปิดงาน “โครงการหลวง 57“ ทอดพระเนตรกุหลาบ “ควีนสุทิดา”
เปลี่ยนหงส์ไม่ง่าย
Columns เปลี่ยนหงส์ไม่ง่าย
‘ล้ำฤทธิ์’ ปั้น ‘ดิ โอทู แบงค็อก’ สปอร์ต-เวลเนสคอมเพล็กซ์ครบวงจร
Real Estate ‘ล้ำฤทธิ์’ ปั้น ‘ดิ โอทู แบงค็อก’ สปอร์ต-เวลเนสคอมเพล็กซ์ครบวงจร
หาเงินเก่ง กับรักษาเงินเก่ง
Finance หาเงินเก่ง กับรักษาเงินเก่ง
สมเด็จพระนางเจ้า พระบรมพระราชินี เสด็จฯ เปิดงานวันสตรีไทย 69
ข่าวในพระราชสำนัก สมเด็จพระนางเจ้า พระบรมพระราชินี เสด็จฯ เปิดงานวันสตรีไทย 69
ศุภมาส สั่งคุมเข้มแพลตฟอร์มออนไลน์ ดันกฎหมายร่วมเยียวยาผู้บริโภค เล็งเปิดทางฟ้องแบบกลุ่ม
Politics ศุภมาส สั่งคุมเข้มแพลตฟอร์มออนไลน์ ดันกฎหมายร่วมเยียวยาผู้บริโภค เล็งเปิดทางฟ้องแบบกลุ่ม
‘เซ็นทารา’ รุก รร.ลักเซอรี่ เปิด ‘รีเซิร์ฟกระบี่’ ธ.ค.นี้
Business ‘เซ็นทารา’ รุก รร.ลักเซอรี่ เปิด ‘รีเซิร์ฟกระบี่’ ธ.ค.นี้
นายกฯ ลั่นไม่หนุนลดโทษฆาตกรอุกอาจ ขอโทษชาวรัสเซีย ยันภาพรวมไทยยังปลอดภัย
Politics นายกฯ ลั่นไม่หนุนลดโทษฆาตกรอุกอาจ ขอโทษชาวรัสเซีย ยันภาพรวมไทยยังปลอดภัย
คปภ. ประสาน “ซมโปะ ประกันภัย” ใกล้ชิด ดูแลสิทธิผู้รับผลประโยชน์ “ฮลุน โซโล่”
Finance คปภ. ประสาน “ซมโปะ ประกันภัย” ใกล้ชิด ดูแลสิทธิผู้รับผลประโยชน์ “ฮลุน โซโล่”
ดูทั้งหมด

ดอกเบี้ย-Digital Wallet วัดใจรัฐบาล

09 ม.ค. 2567 | 12:42น.
digitalwallet

บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส วิเคราะห์ภาพ “ดอกเบี้ย-Digital Wallet” จุดวัดใจรัฐบาล หลังกฤษฎีกาให้ความเห็นเรื่อง พ.ร.บ.กู้เงินแล้ว พร้อมหาหุ้นเก็งกำไร รับกระแสหุ้นต่างประเทศฟื้น

วันที่ 9 มกราคม 2567 นายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด กล่าวว่า กฤษฎีกาให้ความเห็นเรื่องการออก พ.ร.บ.กู้เงิน 5 แสนล้าน กลับมายังรัฐบาล โดยเห็นว่ารัฐบาลมีอำนาจทำได้ แต่ต้องอยู่ในกรอบของกฎหมาย

กล่าวคือ การกู้เงินดังกล่าว ต้องทำในกรณีที่จำเป็นเร่งด่วน เพื่อแก้วิกฤตของประเทศ และการใช้เงินตามแผนงานต้องมีความคุ้มค่าในทางเศรษฐกิจ-สังคม หลังจากนี้รัฐบาลจะตัดสินใจเดินหน้า Digital Wallet หรือไม่ ต้องรอติดตาม

ส่วนอีกเรื่องหนึ่ง เป็นเรื่องทิศทางดอกเบี้ย ซึ่งในมุมของรัฐบาล เห็นว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ควรพิจารณาปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

ซึ่งในมุมนี้เรามองว่าเป็นการเห็นภาพเศรษฐกิจไทยที่ต่างกัน ระหว่างมุมของผู้ที่ขับเคลื่อนนโยบายการเงิน กับผู้ที่ขับเคลื่อนนโยบายการคลัง ทั้งนี้หากมุมที่ออกมาสวนทางกัน ก็จะทำให้การเดินนโยบายต่าง ๆ มีประสิทธิผลที่ลดลง

กรณีนี้ก็คงต้องรอดูท่าทีของรัฐบาลต่อไป สำหรับปัจจัยในต่างประเทศ ความสนใจอยู่ที่ราคาน้ำมันที่ปรับฐานลง ประเมินว่าทิศทางของ SET Index วันนี้อาจจะผันผวนอยู่ในกรอบแคบ รอความชัดเจนของเรื่องที่สำคัญต่าง ๆ ประเมินกรอบ 1,415-1,428 จุด สำหรับหุ้น Top Pick เลือก CRC, SJWD และ TISCO

จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมช.คลัง เปิดเผยว่า คณะกรรมการกฤษฎีกาได้ตอบข้อซักถามของกระทรวงการคลัง เกี่ยวกับ พ.ร.บ.กู้เงิน 5 แสนล้านบาท เพื่อดำเนินโครงการ Digital Wallet กลับมาแล้ว โดยทางกฤษฎีกาบอกว่า สามารถทำได้ตามอำนาจของคณะรัฐมนตรี แต่ต้องอยู่ภายใต้กรอบของ พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลัง

ทั้งนี้ กฤษฎีกาได้ตั้งข้อสังเกตใน 3 ประเด็น ที่ต้องเป็นไปตามกฎหมาย ได้แก่ 1.มาตรา 53 พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังฯ ที่ระบุว่า การกู้เงินเพิ่มเติมต้องเกิดสถานการณ์วิกฤต หรือต้องใช้กรณีจำเป็นเร่งด่วนเท่านั้น

2.มาตรา 57 พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังฯ ที่ระบุว่า การกู้เงินเพิ่มเติมจะกระทำ ได้แต่เฉพาะเพื่อใช้จ่ายตามแผนงานหรือโครงการที่มีความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจหรือสังคม 3.ต้องมีการเปิดรับฟังความเห็นอย่างรอบด้าน ซึ่งรัฐบาลต้องกลับมาดูว่า จะต้องทำกลไกเพิ่มเติมอย่างไร เช่น ต้องรับความคิดเห็นจากประชาชนหรือส่วนงานอื่น ๆ เพิ่มเติมหรือไม่

ความเห็นกฤษฎีกาเรื่อง พ.ร.บ.กู้เงินแล้ว รอดูท่าทีรัฐบาล เดินต่อ Digital Wallet ?

ซึ่งทาง รมช.คลัง ระบุว่า จะเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการและรัฐบาล ในการหาคำตอบและรายละเอียดเพิ่มเติม เพื่อชี้แจงต่อสังคมให้ครบถ้วน รวมไปถึงเป็นหน้าที่ของส่วนงานที่มีหน้าที่ตรวจสอบว่าสถานการณ์ปัจจุบันเป็นไปตามกรอบของกฎหมายหรือไม่

โดยขั้นตอนต่อไปจะมีการประชุมคณะกรรมการนโยบาย Digital Wallet โดยนำข้อสังเกตของกฤษฎีกามาพิจารณากันต่อไป เพื่อเดินหน้านโยบายให้ทันตามกรอบไทม์ไลน์เดิม คือช่วงเดือน พ.ค. 67

ฝ่ายวิจัยคาดว่าหากนโยบายดังกล่าวสามารถเกิดขึ้นจริง คาดสร้างความต่อเนื่องในการกระตุ้นเศรษฐกิจ หลังจากช่วงต้นปีมีมาตรการ Easy E-Receipt คาดหนุนให้ GDP Growth ปีนี้จะโตราว 3.2-3.7% ดังที่หลายสำนักเศรษฐกิจประเมินไว้ ซึ่งหากพิจารณาในมุมของกลุ่มอุตสาหกรรม ที่คาดจะได้ประโยชน์จากนโยบาย ดังกล่าว คือ

  • กลุ่มท่องเที่ยว : CENTEL, ERW, MINT
  • กลุ่มอุปโภคบริโภค : CPN, CPAXT, HMPRO, ADVANC, COM7, CRC CPALL, BJC, CBG, OSP, JMART, COM7, DCC, M, AU, SCGP-3
  • กลุ่มคาดหวังเศรษฐกิจฟื้น : KBANK, BBL, TISCO, TIDLOR, MTC, SAWAD, KTC, AEONTS, BAM

“สรุป หากรัฐบาลตัดสินใจเดินหน้าโครงการ Digital Wallet คาดว่าน่าจะสร้างแรงขับเคลื่อนให้กับหุ้นในกลุ่ม PKG, FIN, BANK, COMM, ICT เป็นต้น ซึ่งได้ประโยชน์ทั้งจากนโยบายภาครัฐ และฟันด์โฟลว์ที่ทยอยไหลเข้า”

ดอกเบี้ยไทยสูงเกินไป ?

ดอกเบี้ยไทยนโยบายไทย ในปัจจุบันที่ 2.5% นับเป็นสูงสุดในรอบเกือบ 10 ปี ท่ามกลางเงินเฟ้อไทยหดตัว 3 เดือนติดต่อกัน (ต.ค-ธ.ค. 66) ทำให้มีกระแสออกมาจากภาครัฐบาล โดยเห็นว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ควรพิจารณาปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย เนื่องจากมองว่าดอกเบี้ยที่ขึ้นมาเร็วและแรงในช่วงที่ผ่านมา เป็นการสร้างแรงกดดันให้ภาพรวมเศรษฐกิจไม่เติบโต ประเด็นการปรับลดดอกเบี้ย กดดันให้เงินบาทวานนี้อ่อนค่าลงกว่า 0.87% ทะลุ 35 บาท/ดอลลาร์อีกครั้ง ซึ่งหากนับตั้งแต่ต้นปีเงินบาทถือว่าอ่อนค่ามากสุดในภูมิภาค

สำหรับแง่มุมเรื่องทิศทางดอกเบี้ย ตลอดจนผลที่จะเกิดขึ้นต่อภาพรวมเศรษฐกิจ พอประเมินได้ดังนี้

การดำเนินนโยบายการเงินและการคลังที่สวนทางกัน โดย ธปท.มีมุมมองในเชิงบวกต่อภาพรวมเศรษฐกิจไทยที่อยู่ในช่วงฟื้นตัวต่อเนื่อง ทำให้ดอกเบี้ย 2.5% ถือเป็นระดับที่เหมาะสม (Neutral Rate) ขณะที่ภาครัฐมองว่าเศรษฐกิจไทยกำลังอยู่ในช่วงวิกฤต

ภาพรวมเศรษฐกิจไทยขยายตัวได้น้อยลง โดย GDP Growth ของไทยในไตรมาส 3/66 ขยายตัวเพียง 1.9% YOY และทั้งปี 2566 คาดว่าจะโตเฉลี่ยราว 2.5% (ประเมินจากหลายสำนักเศรษฐกิจ) ซึ่งข้อมูลในอดีตชี้ให้เห็นว่าตัวเลขสำคัญทางเศรษฐกิจของไทยในช่วง 1 ไตรมาส ก่อน กนง.ปรับลดดอกเบี้ย มักจะส่งสัญญาณชะลอตัวลง เฉพาะอย่างยิ่งการส่งออกและการลงทุน

อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงของไทยล่าสุดอยู่ในระดับสูงกว่า 3.33% ซึ่งเมื่อย้อนไปดูข้อมูลในอดีตจะเป็นได้ว่า ในช่วงอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงของ “ไทย” สูงกว่า “สหรัฐ” มักตามมาด้วยการลดดอกเบี้ยหลังจากนั้นราว 3-12 เดือน

“สรุป กระแสเงินบาทที่อ่อนค่าอาจจะเป็นปัจจัยที่เข้ามากดดันให้ตลาดหุ้นผันผวนในช่วงสั้น ๆ จากแรงขายของต่างชาติ อย่างไรก็ตาม การปรับลดดอกเบี้ยนโยบายในบ้านเราหากเกิดขึ้นจริง เชื่อว่าจะเป็นผลดีต่อสินทรัพย์เสี่ยงในระยะถัดไปได้ และน่าจะทำให้หนุนเม็ดเงินไหลเข้าไทยมากขึ้นในระยะต่อไป”

หาหุ้นเก็งกำไร รับกระแสหุ้นต่างประเทศฟื้น

ตลาดหุ้นโลกวานนี้ปรับตัวขึ้นมาเด่น โดยเฉพาะหุ้นเทค อาทิ NVDA +6%, AMD +5% หนุนดัชนี Nasdaq +2.2% พร้อมกับ Bond Yield 10 ปีสหรัฐ ที่พลิกกลับมาย่อตัวลงจาก 4.06% เหลือ 4.01% ดีต่อหุ้นกลุ่มการเงิน และหุ้นเทคไทย

ขณะเดียวกันราคาน้ำมันดิบโลก WTI ปรับตัวลดลง 4% ภายในวันเดียว จากแรงกดดันอุปทานน้ำมันที่เพิ่มขึ้น โดยแหล่งข่าวจาก Reuters สำรวจกำลังการผลิตกลุ่ม OPEC เดือน ธ.ค.เพิ่มขึ้น 7 หมื่นบาร์เรล/วัน รวมถึงความกังวลอุปสงค์น้ำมันที่ลดลงจากความกังวลเศรษฐกิจเอเชียชะลอตัว ทำให้ Saudi Aramco ลดราคาน้ำมัน ส่งมอบเดือน ก.พ. ในฝั่งเอเชียหลายชนิดลง 2 เหรียญ/บาร์เรล กดดันให้ราคา Arab Light ลดลงมาต่ำสุดในรอบ 27 เดือน หนุนหุ้น Anticommodity ฟื้น

ทั้ง 2 เหตุการณ์น่าจะช่วงหนุนกลุ่มหุ้นไทยที่ย่อตัวแรงให้ฟื้นกลับขึ้นมา อาทิ กลุ่ม ETRON -3.9% YTD และ PETRO -3% YTD

กลยุทธ์แนะนำหุ้นราคาย่อตัวลงมา แต่ได้บรรยากาศจากปัจจัยภายนอกหนุนช่วงสั้น คาดหวังมีโอกาสพลิกกลับมา Outperform ของ SET Index ในช่วงสั้น ๆ ได้ดังนี้

  •  หุ้นเทคไทย มีโอกาสฟื้นแรงตามเทคโลก อาทิ HANA, KCE, DELTA, BE8, BBIK, INET, INSET
  •  หุ้นได้แรงหนุนจากดอกเบี้ยขาลง TIDLOR, MTC, SAWAD, JMT
  •  หุ้นได้ Sentiment ต้นทุนพลังงานถูกลง TOP, SPRC, IRPC, PTTGC, BGRIM, GPS