7 สมาคมอสังหาฯ พบเศรษฐา ประชุมแมตช์แรก จี้รัฐอุ้มกำลังซื้อฝั่งผู้บริโภค หนุนจีดีพี 4%
พีระพงศ์ จรูญเอก
เป็นเวลา 3 เดือนเศษ หลังจากรัฐบาลเศรษฐา ทวีสิน ได้เข้าเฝ้าถวายสัตย์ปฏิญาณตนต่อพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2566 ล่าสุด ตัวแทน 7 สมาคมภาคอสังหาริมทรัพย์เพิ่งได้ฤกษ์ประชุมร่วมกับนายกฯ เศรษฐา นัดแรก สาระสำคัญ เรียกร้องให้ออกมาตรการกระตุ้นกำลังซื้อฝั่งผู้บริโภค หากทำได้ภายในปีนี้คาดว่าจะเป็นตัวช่วยหนุนจีดีพี 4%
วันที่ 10 มกราคม 2567 นายพีระพงศ์ จรูญเอก นายกสมาคมอาคารชุดไทย เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า เมื่อเวลา 10.30 น. วันนี้ ตัวแทน 7 สมาคมภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ได้เข้าพบและร่วมประชุมกับนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง เป็นนัดแรก เพื่อหารือการใช้อสังหาฯ เป็นเครื่องมือกระตุ้นเศรษฐกิจปี 2567
รายชื่อ 7 สมาคม ประกอบด้วย 1.คณะกรรมการสมาคมการค้ากลุ่มอสังหาริมทรัพย์ ออกแบบและก่อสร้าง สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย 2.สมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร 3.สมาคมอาคารชุดไทย 4.สมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย 5.สมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน 6.สมาคมการขายและการตลาดอสังหาริมทรัพย์ และ 7.สมาคมนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ไทย
ทั้งนี้ 7 สมาคมอสังหาฯ อยากให้รัฐบาลเข้ามาช่วยฝั่งลูกค้าหรือผู้บริโภค เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยมีข้อเสนอ อาทิ
1. อยากให้มาตรการลดค่าโอนและค่าจดจำนอง รวมกัน 3% เหลือ 0.01% ซึ่งปัจจุบันรัฐบาลต่ออายุให้อีก 1 ปี แต่จำกัดเพดานที่อยู่อาศัยมือหนึ่งและมือสองราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท และลดค่าธรรมเนียมจาก 3% เหลือ 1.01% และขอให้ยกเว้นภาษีธุรกิจเฉพาะ 3.3%
ข้อเสนออยากให้ครอบคลุมเพดานราคาไปถึงราคา 7-10 ล้านบาท เนื่องจากกลุ่มราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท มีสัดส่วน 20% ถือว่าช่วยได้น้อยมาก แต่ถ้าขยับไปถึงราคา 10 ล้านบาท จะครอบคลุม 60-70% ซึ่งสามารถช่วยคนเกือบทั้งประเทศได้
2. เสนอขอให้ช่วยเหลือการซื้อบ้านหลังแรก โดยรัฐบาลในอดีตเคยออกมาตรการ “บ้านดีมีดาวน์” โดยรัฐช่วยจ่ายเงินดาวน์หลังละ 50,000 บาท รอบนี้ 7 สมาคมภาคอสังหาฯ เสนอขอให้รัฐช่วยเหลือ 100,000 บาท
ควบคู่กับขอให้ธนาคารรัฐ ได้แก่ ธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธนาคารกรุงไทย ช่วยตรึงอัตราดอกเบี้ย 3% นาน 5 ปี เพราะทำให้คนซื้อบ้านหลังแรกมีตัวช่วย ทำให้ส่วนขาดเงินดาวน์ หรือวงเงินที่ไม่เต็มการปล่อยสินเชื่อ สามารถมีตัวช่วยจากภาครัฐเข้ามาสนับสนุนให้เข้าถึงสินเชื่อได้
3. สำหรับบ้านหลังที่ 2-3 เราอยากทำหนังสือเข้าไปหารือกับผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย และรัฐบาล เพื่อชี้แจงว่า วันนี้ไม่มีการเก็งกำไร สำหรับคนที่มีเครดิต แต่มีความจำเป็นต้องมีบ้านหลังที่ 2-3 เช่น อยู่ใกล้ที่ทำงาน ซื้อแคมปัสคอนโดฯใกล้สถานศึกษา ทำให้ประหยัดค่าเดินทาง นำเงินค่าเดินทางมาจ่ายค่าผ่อนบ้าน ขอให้ยกเว้น 2 ปีในปี 2567-2568 เพราะเศรษฐกิจยังไม่ค่อยฟื้น เพื่อแบ่งเบาภาระคนที่ยังกู้ไหว ทำให้ไม่ต้องมีเงินดาวน์สูงถึง 20-30% ซึ่งจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้แน่นอน
ทั้งนี้ แบงก์มีเครื่องมือควบคุมการปล่อยสินเชื่ออยู่แล้วคือ DSR-Debt Service Ratio ความสามารถในการชำระหนี้ โดยแบงก์จะดูว่าการพิจารณาสินเชื่อซื้อบ้านตั้งแต่หลังแรก หลังที่ 2-3 ว่าผู้กู้มีความสามารถผ่อนไหวหรือไม่ ดังนั้น จึงไม่จำเป็นต้องนำกฎเกณฑ์ LTV-loan to value เข้ามาพิจารณาซ้ำซ้อนเลย
4. เสนอให้ปรับเกณฑ์บ้านบีโอไอ ปัจจุบัน ส่งเสริมการลงทุนในเขตกรุงเทพฯ-ปริมณฑล สำหรับบ้านแนวราบ พื้นที่ใช้สอย 80 ตารางเมตร ราคาไม่เกิน 1.2 ล้านบาท คอนโดมิเนียม 24 ตารางเมตร ราคาไม่เกิน 1.2 ล้านบาท ข้อเสนอขอปรับราคาเป็นไม่เกิน 1.5 ล้านบาท เพื่อสะท้อนต้นทุนจริงในการพัฒนาโครงการที่มีต้นทุนราคาที่ดินแพงขึ้นเป็นอย่างมาก ตามความเจริญของเมือง
รวมทั้งขอให้ใช้เกณฑ์บ้านบีโอไอราคาไม่เกิน 1.5 ล้านบาทได้ทั่วประเทศ โดยไม่จำกัดพื้นที่แค่อยู่ในเขตกรุงเทพฯ-ปริมณฑล เพราะจะไปบอกว่าต่างจังหวัดต้นทุนที่ดินถูกแพงไม่เท่ากัน กรณีจังหวัดใดทำราคาได้ต่ำกว่า 1.5 ล้านบาท ก็ได้รับสิทธิส่งเสริมการลงทุนอยู่แล้ว แต่ถ้าทำราคาเกิน 1.5 ล้านบาทก็ไม่ได้รับสิทธิบีโอไอ
5. สำหรับมาตรการกระตุ้นกำลังซื้อต่างชาติ มีข้อเสนอให้ mid term VISA หรือวีซ่าระยะกลาง เงื่อนไขซื้อคอนโดฯ ราคา 5 ล้านบาท ได้วีซ่า 5 ปี ซึ่งเป็นสิทธิประโยชน์ครึ่งทางของ LTR-Long Term VISA Residence หรือวีซ่าพำนักระยะยาว 10 ปี
นายพีระพงศ์กล่าวว่า หากรัฐบาลออกมาตรการกระตุ้นอสังหาฯ ตามข้อเสนอ 7 สมาคม มั่นใจว่าจะเป็นตัวช่วยผลักดันให้จีดีพีปีนี้เติบโตได้ถึง 4% แน่นอน ยังไม่นับรวมมาตรการกระตุ้นอื่น ๆ ของรัฐบาล
“7 สมาคมมีความตั้งใจดี เราอยากได้รับความช่วยเหลือเพราะเศรษฐกิจไม่ดี เราอยากให้มีมาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ เพราะแน่นอนว่าเมื่อกระตุ้นอสังหาฯ แล้วก็ไปช่วยตัวเลข ตัวเลขจีดีพีที่รัฐบาลอยากให้ไปถึงจีดีพี 4-5% ซึ่งภาคอสังหาฯ จะเป็นเครื่องมือกระตุ้นเศรษฐกิจได้ในระยะกลางถึงระยะยาว นอกเหนือจากดิจิทัลวอลเลต” นายพีระพงศ์กล่าว