กสิกรไทย
เคแบงก์ไพรเวตแบงกิ้ง เผยอยู่ระหว่างทบทวนลดพอร์ตการลงทุนในจีนที่มีอยู่ 3% หลังหุ้นลงติดต่อกัน 3 ปี นักลงทุนขาดความเชื่อมั่น เผชิญแรงกดดันสงครามการค้า-เศรษฐกิจชะลอตัว พร้อมแนะนำการลงทุนภายใต้ดอกเบี้ยขาลง ชู “ตราสารหนี้” เหมาะสมภาวะตลาดผันผวน
วันที่ 12 มกราคม 2567 นายจิรวัฒน์ สุภรณ์ไพบูลย์ Executive Chairman, Private Banking Group ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า ตอนนี้ธนาคารอยู่ระหว่างการพิจารณาทบทวนการถอนพอร์ตลงทุนในจีนออกไปก่อน เนื่องจากในมุมมองของนักลงทุนจีนยังไม่ใช่เป้าหมาย เพราะยังคงเผชิญแรงกดดันด้านความเชื่อมั่น และสงครามทางการค้าที่จะเพิ่มขึ้นหลังจากการเลือกตั้งสหรัฐเกิดขึ้น รวมถึงนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของจีนอาจจะยังไม่เพียงพอ
ทั้งนี้ ปัจจุบันเคแบงก์ไพรเวตแบงกิ้ง มีสัดส่วนพอร์ตการลงทุนในจีน ทั้งในส่วนกองทุน หุ้น พันธบัตร เป็นต้น มีสัดส่วนอยู่เพียง 3% หากเทียบกับพอร์ตการลงทุนทั้งหมด อย่างไรก็ดี สัดส่วนการลงทุนของลูกค้าอาจจะสูงกว่าพอร์ตรวม เนื่องจากลูกค้าค่อนข้างชอบจีน และไม่ยอมขาดทิ้ง ส่งผลให้เกิดการขาดทุน โดยบางรายขาดทุนเฉลี่ย 20-30% หรือบางรายถึง 50% ซึ่งธนาคารอาจจะต้องแนะนำลูกค้าว่าการถือต่ออาจจะไม่มีประโยชน์ อาจต้องหาการลงทุนใหม่ เพื่อรอเศรษฐกิจกลับมาเป็นปกติ เนื่องจากจีนยังคงมีพื้นฐานที่ดี

“หุ้นจีนเราจะเห็นว่าติดหล่ม โดยในช่วง 2-3 ปีหุ้นลงต่อเนื่องติดต่อกัน ซึ่งไม่เคยมีมาก่อน ดังนั้น เราอยู่ระหว่างการพิจารณาว่าจะถอนพอร์ตการลงทุนทั้งหมดออกไปหรือไม่ หรือจะค่อย ๆ ลดสัดส่วนการลงทุนในจีนลดลง โดยจะขอพิจารณาจากข้อมูลใหม่ ๆ ที่จะออกมาในช่วง 2 สัปดาห์ข้างหน้าก่อน จะสามารถให้ความชัดเจนได้ อย่างไรก็ดี การพิจารณาเมื่อถอนออกมาแล้ว จะไปไหนต่อ ซึ่งเรายังคงลังเลพอสมควร”
นายจิรวัฒน์กล่าวต่อไปว่า ภาพรวมเศรษฐกิจโลกในปี 2567 ปรับตัวดีขึ้น และยังคงมีความเสี่ยงอยู่ โดยเป็นภาพสะท้อนการเติบโตช้า (Soft Landing) โดยอัตราเงินเฟ้อไม่ได้ปรับเพิ่มขึ้น แม้ว่าอัตราการว่างงานเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ซึ่งมองว่าในปี 2566 เป็นปีที่อัตราดอกเบี้ยสูงสุด ดังนั้นในปีนี้เป็นปีที่ดอกเบี้ยจะไม่ได้ปรับขึ้น และมีแนวโน้มลดลง
โดยมีการคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะปรับลดดอกเบี้ย 4 ครั้งในปีนี้ ครั้งละ 0.25% ต่อปี รวม 1% และในปี 2568 ลดลงอีก 4 ครั้ง หรือ 1% ซึ่งรวมเฟดลดดอกเบี้ยรวม 2% จากดอกเบี้ยปัจจุบันอยู่ที่ 5.5% เหลือ 3.5% แม้ว่ามีการปรับลดดอกเบี้ยต่อเนื่อง แต่ไม่ได้เป็นการปรับลดลงรุนแรง เนื่องจากอัตราเงินเฟ้อทยอยปรับลดลงแล้ว ซึ่งนักลงทุนคาดการณ์ว่าจะมีการปรับลดดอกเบี้ยดังกล่าวถึง 68% โดยจะเริ่มมีการปรับลดตั้งแต่เดือนมีนาคม มิถุนายน กันยายน และธันวาคม ตามลำดับ
อย่างไรก็ดี ในกรณีที่ประชาชนสหรัฐออกมาใช้จ่ายค่อนข้างเยอะ อาจทำให้เงินเฟ้อกลับมาสูง อาจทำให้เฟดกลับมาใช้นโยบายการเงินเข้มงวด หรือเกิดภาวะเศรษฐกิจ Hard Landing ซึ่งจะมีแรงกระแทกต่อเศรษฐกิจค่อนข้างมาก
“แม้ว่าเงินเฟ้อที่ประกาศออกมาจะสูงกว่าคาดการณ์เล็กน้อย แต่นักลงทุนยังมองว่าความเป็นได้ที่เฟดจะลดดอกเบี้ยยังสูงถึง 68% แต่หากไม่ได้เป็นไปตามคาดอาจจะต้องรอดูข้อมูลว่าอัตราเงินเฟ้อจะเป็นอย่างไร อัตราการว่างงาน การจ้างงาน ซึ่งจะเป็นตัวประกอบในการตัดสินใจ แต่ความเป็นไปได้ที่จะ Hard Landing ค่อนข้างน้อย”
ดังนั้น การจัดพอร์ตลงทุนภายใต้ทิศทางอัตราดอกเบี้ยขาลง โดยสัดส่วนการลงทุนประมาณ 50-70% จะอยู่ในพอร์ตหลัก (Core portfolio) โดยเลือกกองทุนผสมแบบ Risk-based approach ที่กระจายความเสี่ยงทั้งในหุ้น ตราสารหนี้ โภคภัณฑ์ รวมทั้งค่าความผันผวน (VIX Index) ที่ใช้หลักการจัดการลงทุนอย่างเป็นระบบ มีกฎเกณฑ์ชัดเจน ไม่ขึ้นกับการคาดการณ์ของตลาดหรือผู้จัดการกองทุน ด้วยกลยุทธ์หลักที่บริหารเชิงรุกและยืดหยุ่นสูง ตามวัฏจักรเศรษฐกิจและดัชนีตลาดที่สำคัญ
และสัดส่วนประมาณ 30-50% เป็นพอร์ตเสริม (Satellite portfolio) จะแบ่งการลงทุนในตราสารหนี้ เช่น พันธบัตรรัฐบาลระยะยาว จากอัตราดอกเบี้ยในปัจจุบันที่อยู่ในระดับสูง ทำให้ผลตอบแทนในรูปของดอกเบี้ยมีความน่าสนใจ และยังมีโอกาสได้กำไรจากส่วนต่างราคาเมื่อเฟดปรับลดดอกเบี้ย นอกจากนี้ พันธบัตรรัฐบาลถือเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยและช่วยกระจายความเสี่ยงได้ดี หากเศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะชะลอตัว โดยแนะนำให้ลงทุนในกองทุน K-GDBOND และ TUSBOND
หุ้นกู้ที่มีอันดับเครดิตดี ในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วให้เน้นลงทุนใน หุ้นกู้ที่มีอันดับเครดิตระดับลงทุนได้ (Investment Grade, IG) ซึ่งรวมถึงตราสารหนี้ประเภท CoCo Bond ที่ออกโดยสถาบันการเงินที่มีฐานะการเงินแข็งแกร่ง และให้ผลตอบแทนน่าสนใจ หลังดอกเบี้ยปรับสูงขึ้นในช่วงปีที่ผ่านมา สำหรับหุ้นกู้กลุ่ม High Yield (HY) อาจมีความเสี่ยงจากเศรษฐกิจชะลอตัวและมีความเสี่ยงด้านสภาพคล่องหลังต้นทุนดอกเบี้ยสูงขึ้น โดยแนะนำให้ลงทุนในกองทุน UPINCM-N
อาทิ หุ้นกลุ่ม Growth ทั่วโลก หลังดอกเบี้ยผ่านจุดสูงสุดและจะเข้าสู่วัฏจักรดอกเบี้ยขาลงย่อมเป็นประโยชน์ต่อหุ้นกลุ่มเติบโตสูง โดยแนะนำกระจายลงทุนทั่วโลก เนื่องจากหุ้นเทคในสหรัฐปรับตัวเพิ่มขึ้นมาค่อนข้างมากในปี 2566 โดยแนะนำให้ลงทุนในกองทุน K-CHANGE และหุ้นตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market) นอกจากจะได้ประโยชน์จากศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจที่โดดเด่นแล้ว ยังได้รับแรงหนุนจากกระแสเงินทุนที่จะไหลเข้า หลังเฟดส่งสัญญาณลดดอกเบี้ย ทำให้ดอลลาร์สหรัฐมีแนวโน้มอ่อนค่า เป็นบวกต่อการลงทุนในตลาด เกิดใหม่ โดยแนะนำให้ลงทุนในกองทุน PRINCIPAL VNEQ และ K-INDIA
สำหรับการลงทุนทางเลือก เช่น กลยุทธ์เฮดจ์ฟันด์ เช่น กลยุทธ์มหภาค และเทรดตามแนวโน้ม (Trend following) ช่วยสร้างผลตอบแทนและกระจายความเสี่ยง จากความสามารถในการใช้หลากหลาย Indicators รวมทั้ง Long/Short ในสินทรัพย์หลัก ทั้งหุ้น และตราสารหนี้ โดยแนะนำให้ลงทุนในกองทุน ASP-LEGACY-UI และ LHMCMULTIUI
และกลยุทธ์ซื้อขายสกุลเงินหลักของโลก ลงทุนในสกุลเงินหลักที่คาดว่าจะแข็งค่าขึ้น จากปัจจัยด้านพื้นฐาน เช่น ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย แนวโน้มเศรษฐกิจ อัตราเงินเฟ้อดุลการชำระเงิน รวมทั้งกระแสเงินไหลเข้า-ออก โดยแนะนำให้ลงทุนในกองทุน DAOL-FXALPHA-UI
“การลงทุนในพอร์ตหลัก จะแนะนำสัดส่วนถือมากกว่า 50% โดยเราจะเอาความเสี่ยงเป็นที่ตั้ง โดยความเสี่ยงต้องสมดุลและคงที่ ซึ่งจะตั้งค่าความเสี่ยงไม่ควรเท่าไร หากกรณีตัวไหนเสี่ยงสูงเราก็ขาย เสี่ยงน้อยก็ซื้อ และกรณีความเสี่ยงขึ้นพร้อมกัน เราก็หันมาถือเงินสด แต่เราจะสร้างอัตราทดด้วยการลงทุนในตราสารหนี้อนุพันธ์ เพราะเราเชื่อว่า Core Port เป็นกระดูกสันหลังและกองทุนที่เราเสนอสามารถรองรับได้ทุกภาวะ”