นับตั้งแต่รับตำแหน่งในคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ด้านกฎหมาย ช่วงปลายปี 2565 “พล.ต.อ.ณัฐธร เพราะสุนทร” ปรากฏตัวพร้อมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในภารกิจปราบปราม กวาดล้าง และจับกุมอุปกรณ์ส่งสัญญาณโทรคมนาคมเถื่อน ทั้งในเมือง และตามชายแดนอย่างต่อเนื่อง
จากประสบการณ์ในฐานะอดีต “ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง” ที่เคยเผชิญหน้ากับแก๊งคอลเซ็นเตอร์เมื่อเกือบ 10 ปีก่อนจึงมีความเข้าใจปัญหา อุปสรรค และรูปแบบการประสานการทำงานร่วมกันระหว่าง กสทช.กับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กับเป้าหมายในการปราบปรามอาชญากรไซเบอร์ข้ามพรมแดน
“ประชาชาติธุรกิจ” มีโอกาสพูดคุยกับ “พล.ต.อ.ณัฐธร เพราะสุนทร” กสทช.ด้านกฎหมาย หลากหลายแง่มุมเกี่ยวกับการทำงานด้านกฎหมาย และอื่น ๆ ดังต่อไปนี้
ภารกิจ “ป้องกันเชิงระบบ”
พล.ต.อ.ณัฐธรย้อนเล่าถึงประสบการณ์ในอดีตว่า ตนเคยเป็นผู้บัญชาการตำรวจตรวจคนเข้าเมืองจึงมีโอกาสทำงานด้านนี้โดยตรง เมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว ซึ่งในขณะนั้นแก๊งคอลเซ็นเตอร์ยังอยู่ในประเทศไทย จึงเป็นการใช้ไทย เป็นฐานโทร.ไปหลอกคนในต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นในประเทศจีน, ไต้หวัน และประเทศอื่น ๆ
“กลไกหรือองค์ประกอบการทำงานของพวกเขายังคล้ายเดิม ทำให้สามารถไล่เรียงได้เป็นขั้นตอน เพียงแต่ตอนนี้กลับกันคือแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในส่วนที่เราต้องตามจัดการ อยู่นอกเขตแดนไทยแล้วโทร.กลับเข้ามาหลอกคนในประเทศดังนั้นสิ่งที่ กสทช. ทำได้คือการทำในส่วนของการป้องกันเชิงระบบ ด้วยการสร้างกลไกสกัดกั้น อย่างการขึ้นทะเบียนซิม กลุ่มแก๊งคงไม่หมดไปแต่ทำให้การทำงานจะยากขึ้น ต้นทุนสูงขึ้น การจะถูกจับกุมก็ทำได้ง่ายขึ้น”
การขึ้นทะเบียนซิม มีเป้าประสงค์ที่แท้จริง คือ ซิมที่อยู่ในการครอบครองของแก๊งคอลเซ็นเตอร์จะต้องโดนกำจัด หรือระงับการใช้งาน และเพื่อให้แยกแยะซิมดี และซิมที่คนร้ายนำไปใช้งานออกจากกันได้ ทำให้สามารถติดตาม และระบุตัวตนคนร้ายได้ง่ายขึ้นด้วยทำให้แก๊งต่าง ๆ ทำงานยากขึ้น
“เราจะสามารถสันนิษฐานได้เลยว่าซิมที่ไม่มาขึ้นทะเบียนอยู่ในการครอบครองของอาชญากรในการใช้โทร.หลอกลวง ส่งเอสเอ็มเอสแนบลิงก์ และอื่น ๆ ตอนแรก เราอยากให้ทุกคนที่มีเบอร์ตั้งแต่ 1 เบอร์ขึ้นไปมาลงทะเบียน แต่เมื่อหารือกันแล้วเห็นว่าจะเป็นภาระแก่ประชาชน และส่งผลกระทบต่อสิทธิประชาชนเป็นวงกว้าง จึงพยายามตีวงให้แคบลง โฟกัสซิมเติมเงินเป็นหลัก ให้เริ่มตั้งแต่ 5 เบอร์ขึ้นไป เพราะมีอยู่ในการครอบครองของคนจำนวนน้อย”
สำหรับคนที่มีการถือครอง 1-5 เบอร์ยังไม่มีแผนการกำกับ เนื่องจากส่วนใหญ่เป็นเบอร์รายเดือน ซึ่งค่ายมือถืออัพเดตข้อมูลอยู่แล้ว ส่วนที่เหลือจากนี้จะเป็นหน้าที่ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติในการขยายผล กดดัน และดำเนินการจับกุมแก๊งอาชญากรให้มากขึ้น
จาก “นายตำรวจ-กสทช.”
“การเป็นตำรวจมาก่อนช่วยได้แน่นอน ไม่ว่าจะเป็นการคิดเรื่องการทำให้กลุ่มแก๊งมิจฉาชีพทำงานยาก ตำรวจรู้ตัว และสาวถึงตัวได้ง่าย ผมมีการพูดคุยกับทางตำรวจอยู่ตลอดเวลา เพราะท่านรับผิดชอบงานด้านนี้โดยตรง แต่ กสทช. เราต้องทำงานป้องกันเชิงระบบ ให้ตำรวจกดดัน จับกุม แก๊งเหล่านี้มากขึ้น ถ้ามีการลงทะเบียนอัพเดตฐานข้อมูลใหม่ จะยิ่งรู้ได้ง่าย ระบุตัวตนได้ชัด”
ในส่วนที่ กสทช. ต้องทำเพิ่มจาก สตช. คือการกวาดล้างจับกุมสถานีวิทยุโทรคมนาคมเถื่อนตามชายแดน แหล่งจำหน่าย False Base Station ซิมบอกซ์ ตลอดจนจัดระเบียบเสาสัญญาณบริเวณชายแดน กำกับ +697 +698 สำหรับเบอร์จากต่างประเทศ ส่วนนี้เป็นอำนาจของ กสทช. ในฐานะพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมาย มีหน้าที่ออกหมายค้น ไปตรวจ
“แต่ถ้าจะให้ กสทช.ไปตามลำพัง เจ้าหน้าที่ของเราก็ลำบาก ทำได้ยาก และไม่อยากออกไป เช่น การไปจับกุมสถานีวิทยุโทรคมนาคมเถื่อน เมื่อไม่กี่วันก่อน ถ้าไปจับเองทำได้ยาก ต้องอาศัยกำลังตำรวจไปด้วย เพราะอาจเกิดความผิดอย่างอื่น เช่น การขัดขวางการเข้าตรวจค้น ขัดขวางการจับกุมที่เกิดขึ้นประจำ เจ้าพนักงาน กสทช. ที่ไปมักเจอประจำ ทั้งการโดนขัดขวางไปจนถึงถูกทำร้ายร่างกาย ก็ต้องเดินทางไปแจ้งความที่สถานีตำรวจใหม่ ทำให้เสียเวลา เสียงบประมาณ ดังนั้นต้องมีการประสานงานไปทำงานร่วมกันทีเดียว”
คุมเข้มเสามือถือแนวชายแดน
พล.ต.อ.ณัฐธรกล่าวถึงการทำงานในปี 2567 ด้วยว่า ยังมีเรื่องที่ต้องเร่งดำเนินการ คือ การควบคุมสัญญาณตามชายแดน โดยกำลังอยู่ในช่วงการรับฟังความคิดเห็นจากผู้ให้บริการ (โอเปอเรเตอร์) เพื่อออกประกาศควบคุมเสาสัญญาณ ไม่ว่าจะเป็นลักษณะการหันตัวรับตัวส่ง หรือระยะถอยร่นของเสาออกห่างจากชายแดน เนื่องจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์จำนวนมากนอกเขตแดนไทยอาศัยเสาสัญญาณ และตัวส่งที่ปล่อยสัญญาณไปถึง ส่งสัญญาณเข้ามาในประเทศ
“การจัดระเบียบโครงข่ายที่ชายแดนจะต้องคำนึงว่าเกิดประโยชน์อย่างแท้จริงในการป้องกันอาชญากรรม และไม่กระทบกับการดำเนินธุรกิจของเอกชน ไม่อยากให้เป็นการจุดไฟเผาบ้านเพื่อไล่แมลงสาบ ต้องคุยรายละเอียดให้ประสบความสำเร็จ และออกเป็นประกาศ กสทช.ตามมา”
พล.ต.อ.ณัฐธรกล่าวต่อว่า อย่างที่บอกว่าคนร้ายจำนวนมากอยู่ตามชายแดน ซึ่งอยู่นอกเขตกฎหมายของไทยทำให้งานป้องกันเชิงระบบ และการกวาดล้างเชิงรุกอาจไม่พอ ถ้าจะให้สมบูรณ์แบบ ต้องประสานงานกันข้ามประเทศให้ได้ด้วย การที่คนร้ายอยู่ตามชายแดนเป็นสาเหตุที่การตามจับกุมคนร้ายในแก๊งอาชญากรเป็นไปได้ยาก จับได้แต่ “ซิมม้าหรือบัญชีม้า” อยู่อย่างนี้ ดังนั้นสิ่งที่ต้องทำให้ได้ คือ การระบุตัวตน แจ้งความผิด และความรับผิดชอบให้ได้ทั้งหมด ไม่ว่าคุณจะโทรศัพท์จากที่ไหนก็ตาม ไม่ได้อยู่ในประเทศก็ตาม เพื่อให้เกิดการขยายผลดำเนินคดีได้ข้ามพรมแดน
อัพเดตลงทะเบียนซิม
สำหรับมาตรการยืนยันตัวตน และข้อมูลเกี่ยวกับการใช้บริการของผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ มีสาระที่สำคัญ คือ
1.ผู้ที่ถือครองซิมการ์ด ตั้งแต่ 6-100 หมายเลข ให้ยืนยันตัวตนภายใน 180 วัน
2.ผู้ที่ถือครองซิมการ์ด 101 หมายเลขขึ้นไป ให้ยืนยันตัวตนภายใน 30 วัน หากไม่มายืนยันตนในกำหนด จะถูกพักใช้ ระงับการโทร.ออก และการใช้อินเทอร์เน็ต ยกเว้นโทร.เบอร์ฉุกเฉิน และมีเวลาอีก 30 วัน หากยังไม่มีการยืนยันตน จะถูกเพิกถอนการใช้เบอร์ของซิมการ์ดที่อยู่ในความครอบครองทั้งหมด
โดยในระยะแรกจะเร่งรัดให้ผู้ถือครองซิมการ์ด จำนวน 101 เลขหมายขึ้นไปเข้ามายืนยันตัวตนก่อน เนื่องจากมีกำหนดระยะเวลาที่สั้นกว่า คาดว่ามาตรการดังกล่าวจะไม่ส่งผลกระทบต่อผู้ใช้งานส่วนใหญ่ เนื่องจากผู้ใช้บริการที่อยู่ในข่ายต้องยืนยันตัวตน มีประมาณ 3 แสนราย คิดเป็นร้อยละ 0.5 ของจำนวนผู้ใช้งานทั้งหมดในทุกเครือข่าย
พล.ต.อ.ณัฐธรย้ำว่า มาตรการดังกล่าว กสทช. ออกมาเพิ่มเติมเพื่อสกัดการทำงานของกลุ่มมิจฉาชีพ จากที่มีอยู่เดิม 7 มาตรการ อาทิ การระงับการโทร.เข้าจากต่างประเทศในรูปแบบที่คนร้ายใช้อยู่เป็นประจำหรือไม่ทราบแหล่งที่มา, เพิ่ม Prefix +697 และ +698 หน้าเลขหมายการโทร.เข้าจากต่างประเทศผ่าน VOIP และ Roaming ตามลำดับ, การจัดทำบริการ *138 ปฏิเสธการรับสายต่างประเทศ, จัดระบบลงทะเบียนสำหรับผู้ส่งข้อความไปยังผู้รับจำนวนมาก ๆ (Sender Name), จำกัดจำนวนการลงทะเบียนซิมการ์ด และยกเลิกการส่ง SMS แนบลิงก์บางประเภท เป็นต้น
“เท่าที่ทำได้ ตอนนี้ได้เบอร์ต้องสงสัยมาแล้วมากกว่าแสนเบอร์ และมีการแยกแล้วว่าเบอร์ต้องสงสัยเหล่านี้เป็นของเอไอเอส กี่เบอร์ ของทรูกี่เบอร์ แล้วเราจะส่งไประงับการใช้ แม้ว่าโอเปอเรเตอร์จะเสียประโยชน์ แต่เขาต้องทำ ถือเป็นการทำ CSR เพื่อประโยชน์สาธารณะ เป็นส่วนของความรับผิดชอบที่บริษัทควรทำ”
หากตรวจสอบแล้วไม่มาแสดงตัวในระยะเวลาที่กำหนด จะถือว่าไม่มีผู้ครอบครอง จะนำเบอร์นั้น ๆ คืนเข้าระบบของค่ายมือถือ
“กสทช.ด้านกฎหมาย” ย้ำทิ้งท้ายด้วยว่า การออกมาตรการดังกล่าว จะดำเนินการควบคู่ไปกับการออกกวาดล้างจับกุมสถานีวิทยุคมนาคมเถื่อน และแหล่งจำหน่ายอุปกรณ์วิทยุคมนาคมผิดกฎหมาย รวมทั้งจัดระเบียบเสาสัญญาณตามแนวชายแดนของผู้ประกอบการที่ได้รับอนุญาต