ปี 2567 ตลท.พุ่งเป้า “ยกระดับความเชื่อมั่นตลาดทุน” บอร์ดสั่งวัดผลเคพีไอ “การกำกับดูแล บจ.-ซื้อขายหุ้น” ด้าน “ภากร” เผยจ่อเฮียริ่งเกณฑ์กำกับ “Naked Short-โปรแกรมเทรด” ต้นเดือน ก.พ.นี้ ลุยศึกษาเกณฑ์ Auto Halt คุมหุ้นร้อนหยุดเทรดชั่วคราว ดึงบริษัท New Economy ไอพีโอ เผยปีนี้บริษัทยื่นไฟลิ่งเข้าคิวเทรดแล้ว 43 บริษัท
วันที่ 19 มกราคม 2567 นายภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า แผนการดำเนินงานในปี 2567 ตลาดหลักทรัพย์ฯจะให้ความสำคัญอย่างมากเกี่ยวกับการยกระดับความเชื่อมั่นของตลาดทุน ทั้งคุณภาพของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) การกำกับดูแล Naked Short Sell และการซื้อขายด้วยระบบโปรแกรมเทรดดิ้งแบบความถี่สูง (High-frequency Trading)
โดยจากการที่ตลาดหลักทรัพย์ฯได้มีการว่าจ้าง Oliver Wyman บริษัทที่ปรึกษาด้านการจัดการ เข้ามาดูระบบปฏิบัติการภายในของตลาดหลักทรัพย์ฯ เกี่ยวกับการกำกับดูแลการป้องกัน Naked Short Sell และการซื้อขายระบบโปรแกรมเทรดดิ้ง ปัจจุบันมีผลศึกษาออกมาน่าสนใจหลายอย่าง ซึ่งคาดว่าจะทำให้ตลาดหุ้นไทยสามารถรองรับการป้องกันไม่ให้เกิดธุรกรรม Naked Short Sell และสนับสนุนให้เกิดโปรแกรมเทรดดิ้งที่มีความเหมาะสมได้
ทั้งนี้คาดว่าผลการศึกษาจะสรุปออกมาได้ประมาณสัปดาห์แรกของเดือน ก.พ. 2567 และหลังจากนั้นคงจะมีการเปิดรับฟังความคิดเห็น (Public Hearing) ถึงแนวทางในการดำเนินการทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว
“สิ่งที่เขาวิเคราะห์ไม่ได้แค่มองว่าเราทำอะไรบ้าง แต่มีการเทียบเรากับประเทศอื่น ๆ ที่ใกล้เคียงหรือประเทศพัฒนาไปกว่าเราแล้วด้วย ว่าดำเนินการเหมือนหรือแตกต่างจากเราอย่างไรบ้าง ไม่ว่าจะเป็นตลาดหุ้นเกาหลี อินโดฯ ไต้หวัน เป็นต้น” นายภากรกล่าว
ส่วนเรื่องแนวทางการออกเกณฑ์หยุดการซื้อขายหลักทรัพย์เป็นการชั่วคราว (Auto Halt) ในหุ้นที่มีการซื้อขายผิดปกติ และแนวทางการใช้ระบบการซื้อขายหลักทรัพย์แบบ Auction โดยจะมีกำหนดช่วงระยะเวลาซื้อนั้น ปัจจุบันยังเป็นการศึกษาเบื้องต้นระหว่างตลาดหลักทรัพย์ฯ และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และต้องมีการปรึกษาภาคธุรกิจ เพื่อนำเรื่องนี้กลับไปเสนอ ก.ล.ต.อีกครั้งหนึ่งก่อน
“Auto Halt เราคงต้องมีกฎว่าจะเกิดจากอะไรได้บ้าง ถ้าเกิดจะเปลี่ยนจาก Continuous Matching กลายเป็น Auction จะต้องเกิดในเคสไหนบ้าง จะเป็นหุ้นบางตัว หรือจะเป็นหุ้นทั้งตลาด จะผูกไปกับ DW หรือไม่ ซึ่งจะมีประเด็นที่มีความต่อเนื่องเยอะ ดังนั้นคงต้องใช้เวลาในการศึกษาอีกสักระยะ”
นายภากรกล่าวว่า ปีนี้จะเป็นปีที่ตลาดหลักทรัพย์ฯให้ความสำคัญในการทำงานเพื่อยกระดับความเชื่อมั่นของตลาดทุนอย่างมาก เนื่องจากได้รับข้อเสนอแนะจากคณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์ฯ (บอร์ด ตลท.) ว่าควรจะมีดัชนีชี้วัดความสำเร็จหรือ KPI ที่ชัดเจนขององค์กรในเรื่องเกี่ยวกับการกำกับดูแล บจ. และการกำกับดูแลการซื้อขาย
รวมทั้งต้องแสดงให้เห็นชัดเจนว่าองค์กรตลาดหลักทรัพย์ฯ มี Direct Line ขึ้นไปถึงระดับกรรมการว่าผลงานหรือการดำเนินการด้านกำกับดูแลในเรื่องต่าง ๆ ต้องมีคณะกรรมการได้รับทราบและได้ร่วมรับผิดชอบ ซึ่งข้อเสนอแนะดังกล่าวทางตลาดหลักทรัพย์ฯจะมีการปรับให้มีความชัดเจนขึ้น และรายงานให้ทราบต่อไป
ทั้งนี้ในปีนี้ตลาดหลักทรัพย์ฯจะมีการพัฒนาเครื่องมือที่จะนำมาใช้ในการวิเคราะห์และติดตามคุณภาพของบริษัทจดทะเบียนและการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ โดยการจัดทำระบบ Financial Data Health Check และ Surveillance Prevention and Analytics (SPA) รวมถึงร่วมมือกับพันธมิตร เช่น สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) เพื่อเชื่อมต่อข้อมูลหุ้นกู้ของบริษัทจดทะเบียน และนำมาใช้ประมวลผลได้อย่างรวดเร็วขึ้น
นอกจากนี้จะนำเทคโนโลยีเอไอมาใช้ในการตรวจจับข่าวปลอมหลอกลงทุนที่มีการเผยแพร่ผ่านสื่อโซเชียล เพื่อเตือนผู้ลงทุนผ่านทางช่องทางต่าง ๆ ของตลาดหลักทรัพย์ฯ และรายงานไปยัง Anti-Fake News Center ในการดำเนินการเตือนสาธารณชนต่อไป
สำหรับแผนการเพิ่มความน่าสนใจดึงดูดการลงทุน โดยสนับสนุนบริษัทในกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ (Target Industries) เฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย (New Economy) ได้แก่ อุตสาหกรรมดิจิทัล อุตสาหกรรมเกี่ยวกับสุขภาพ และอุตสาหกรรมการเกษตรและอาหาร
ปัจจุบันมีบริษัทยื่นไฟลิ่งเข้ามาแล้ว 43 บริษัท แบ่งเป็นใน SET จำนวน 20 บริษัท และ mai อีกจำนวน 20 บริษัท และยื่นไฟลิ่งเข้าเทรดในตลาด LiveX อีก 3 บริษัท ซึ่งส่วนใหญ่จะอยู่ในกลุ่มเซอร์วิส พร็อพเพอร์ตี้ และแมนูแฟกเจอริ่ง ถือเป็นเรื่องที่น่าสนใจ ในจำนวนบริษัทที่ยื่น จำนวน 11 บริษัท อยู่ในธุรกิจกลุ่ม New Economy ซึ่งเป็นเป้าหมายสำคัญของตลาดหลักทรัพย์ฯ
ทั้งนี้บริษัทที่ยื่นไฟลิ่งเข้ามาแล้วจะขึ้นอยู่กับ 3 ปัจจัยคือ 1.ความพร้อมของข้อมูลไฟลิ่งที่ยื่นให้สำนักงาน ก.ล.ต. 2.ความต้องการใช้เงิน และ 3.สภาวะตลาดหุ้น ซึ่งประเด็นนี้อาจคาดเดาได้ยาก แต่ประเมินจากสภาวะตลาดหุ้นไทยในปีนี้เมื่อเทียบปีที่แล้ว น่าจะเอื้ออำนวยให้หุ้นไอพีโอมีทิศทางดีขึ้น