Skip to content

“เจพีมอร์แกน” อ่านใจ ธปท.ปีนี้มีโอกาสลดดอกเบี้ย 1 ครั้ง

27 ม.ค. 2567 | 18:30น.
“เจพีมอร์แกน” อ่านใจ ธปท.ปีนี้มีโอกาสลดดอกเบี้ย 1 ครั้ง

เพิ่งผ่านต้นปี 2567 มายังไม่ทันครบเดือน เศรษฐกิจประเทศไทยก็มีเรื่องให้ต้องกล่าวถึงอย่างมากมาย รวมถึงภาวะตลาดหุ้นไทยที่ต่างชาติยังเทขายสุทธิกันเป็นว่าเล่น ทำเอานักลงทุนใจหายใจคว่ำกันไปตาม ๆ กัน ต้องลุ้นว่าในช่วงที่เหลืออีกถึง 11 เดือน สถานการณ์ต่าง ๆ จะคลี่คลายลงไปได้หรือไม่ ซึ่งคงต้องมาดูมุมมองขององค์กรการเงินชั้นนำระดับโลก อย่าง “เจพีมอร์แกน” ว่าจะอ่านทิศทางเหล่านี้อย่างไร

ซึ่งล่าสุด “มาร์โค สุจริตกุล” เจ้าหน้าที่บริหารอาวุโสประจำประเทศไทย ของบริษัทเจพีมอร์แกน ได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนไว้ดังต่อไปนี้

ลุ้น GDP โตกว่าค่าเฉลี่ยโลก

โดย “มาร์โค” ชี้ว่า ในปี 2567 นี้ เจพีมอร์แกนคาดการณ์ว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของไทย จะมีการเติบโตได้ราว 3.7% โดยการเติบโตจะสอดคล้องไปในทิศทางเดียวกันกับนโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องของภาครัฐ ทั้งภาคการท่องเที่ยว

โดยเฉพาะการฟรีวีซ่าให้นักท่องเที่ยวจีนกับอินเดีย ทำให้มีนักท่องเที่ยวเข้ามาเพิ่มขึ้น รวมถึงการบริโภคในประเทศที่มีการฟื้นตัวและการกลับเข้ามาลงทุนในไทยของต่างชาติ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (อีวี) ที่มีโอกาสย้ายฐานมาผลิตที่ไทยมากขึ้น

รวมถึงมองว่าปีนี้ภาคการส่งออกจะพลิกกลับมาเป็นบวกได้ จากที่ติดลบในปีก่อน ซึ่งภาพรวมเหล่านี้จะเป็นแรงหนุนให้เศรษฐกิจไทยเติบโตขึ้นได้ในอนาคต และหาก GDP ไทยสามารถเติบโตได้ในระดับ 3.7% ได้ จะนับว่าเป็นการเติบโตที่สูงกว่าการเติบโตของค่าเฉลี่ยโลกเป็นครั้งแรกในรอบ 5 ปี อย่างไรก็ตาม การเติบโตของ GDP ที่ทางเจพีมอร์แกนคาดการณ์นั้น ยังไม่นับรวมนโยบายดิจิทัลวอลเลต

“ต้องยอมรับว่า GDP ไทยสัดส่วนกว่า 18-19% มาจากภาคการท่องเที่ยว ซึ่งนโยบายการปรับลดภาษีไวน์ มองว่าเป็นเรื่องที่ดี ช่วยกระตุ้นการบริโภคของชาวต่างชาติได้มากขึ้น เพราะปัจจุบันราคาไวน์ในไทยค่อนข้างสูง”

นอกจากนี้ หาก นายโดนัลด์ ทรัมป์ ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ อาจทำให้ประเด็นกีดกันทางการค้าระหว่างสหรัฐและจีนกลับมารุนแรงอีกครั้ง และอาจกระทบทำให้เกิดการย้ายฐานการผลิตย้ายการลงทุนไปประเทศอื่น ซึ่งไทยก็เป็นหนึ่งในเป้าหมายที่นักลงทุนให้ความสนใจ

“หากทรัมป์มีปฏิกิริยากับจีนที่รุนแรงขึ้น ผมคิดว่าจะเป็นผลดีกับเรา เพราะเงินจะไหลมาหาประเทศอื่น ๆ มากขึ้น ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อย่างไทย สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ ซึ่งไทยถือเป็นประเทศกลาง ๆ ในสายตานักลงทุน”

มอง SET สิ้นปีแตะ 1,700 จุด

สำหรับภาพรวมตลาดหุ้นไทยในปีนี้ “มาร์โค” มองว่าจะฟื้นตัวได้ แต่ต้องใช้ระยะเวลา โดยดัชนีตลาดหุ้นไทยในปัจจุบัน ใกล้จะถึงจุดต่ำสุดแล้ว (Buttom Line) และคาดว่าสิ้นปี 2567 ดัชนีจะกลับมาแตะที่ระดับ 1,700 จุดได้

โดยมองว่าจะเป็น Neutral Rebound จากฐานที่ต่ำลงไปมากแล้วในช่วงที่ผ่านมา ในส่วนปัจจัยเชิงบวกนั้น สาเหตุหลักมาจากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่คาดว่าจะปรับลดลงอย่างต่อเนื่องในปีนี้ ทำให้มองว่ามีแนวโน้มที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงตามในปี 2567 นี้เช่นกัน

ปีนี้ ธปท.อาจลดดอกเบี้ย 1 ครั้ง

“มีโอกาสที่แบงก์ชาติจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยให้ได้เห็น 1 ครั้งในปีนี้ และอาจลดดอกเบี้ยเร็วกว่าตลาดคาดการณ์ได้ หากเงินเฟ้อลดลงต่อเนื่อง และไม่เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ รวมถึงแนวโน้มหนี้ครัวเรือนที่อยู่ระดับสูง อาจเป็นปัจจัยหนุนให้ลดดอกเบี้ยเร็วขึ้น เพื่อลดภาระลูกหนี้”

“มาร์โค” กล่าวว่า สาเหตุหุ้นไทยที่ปรับตัวลงแรงในช่วงนี้ เกิดจากผลประกอบการของกลุ่มธนาคารที่ประกาศออกมาต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ ทำให้เกิดการขายออกของนักลงทุน แต่ยังเชื่อว่าในอนาคตกลุ่มแบงก์จะมีการเติบโตที่ดีและมีความน่าสนใจในการลงทุนอยู่

“ผมมองว่าหุ้นกลุ่มแบงก์น่าจะดี แม้ตัวเลขผลประกอบการ ที่ออกมาในช่วงสุดท้ายไม่ค่อยดีเท่าไหร่ แต่ผมคิดว่ามันจะกลับมาดีขึ้น และหุ้นที่เกี่ยวกับการบริโภค ที่จะได้อานิสงส์จากการบริโภคในประเทศที่ฟื้นตัว” เจ้าหน้าที่บริหารอาวุโสประจำประเทศไทย บริษัทเจพีมอร์แกนกล่าว