เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

สศอ.ส่งสัญญาณเฝ้าระวังอุตสาหกรรมไทยปี 2567 ยังฟื้นตัวช้า

31 ม.ค. 2567 | 14:37น.
อุตสาหกรรม

อุตสาหกรรม

สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) แจ้งระบบเตือนภัยภาคอุตสาหกรรม ยังคงต้องเฝ้าระวังทั้งปัจจัยภายในและภายนอก เหตุเศรษฐกิจทั่วโลกชะลอตัว ขณะที่ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) เดือนธันวาคมปี 2566 อยู่ที่ระดับ 87.76 หดตัว 6.27% ส่งผลให้ทั้งปี 2566 หดตัว 5.11% สวนทางการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมที่ขยายตัว 3.22% ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 จับตาอาจทำให้ดัชนี MPI จากนี้ดีขึ้น

วันที่ 31 มกราคม 2567 นางวรวรรณ ชิตอรุณ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) กล่าวว่า ระบบการเตือนภัยด้านเศรษฐกิจอุตสาหกรรม ภาพรวมของไทยเดือนมกราคม 2567 “ส่งสัญญาณเฝ้าระวัง” โดยเริ่มมีสัญญาณฟื้นตัวจากปัจจัยภายในประเทศ จากดัชนีปริมาณสินค้านำเข้าของไทยที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น แต่ปัจจัยในประเทศส่งสัญญาณเฝ้าระวังเป็นส่วนใหญ่ ทั้งความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมที่ส่งสัญญาณเฝ้าระวังลดลง การลงทุนภาคเอกชนของไทยยังคงทรงตัว และความเชื่อมั่นทางธุรกิจของไทยปรับเพิ่มเล็กน้อย

วรวรรณ ชิตอรุณ
วรวรรณ ชิตอรุณ

ในขณะที่ปัจจัยต่างประเทศส่งสัญญาณเฝ้าระวังต่อเนื่อง และมีความไม่แน่นอนสูงจากความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ เนื่องจากจะมีการเลือกตั้งผู้นำของคู่ค้าสำคัญทั้ง อินโดนีเซีย อินเดีย และสหรัฐอเมริกา รวมถึงความผันผวนการเงินโลก และเศรษฐกิจจีนที่จะส่งผลต่อภาคการท่องเที่ยว

อย่างไรก็ตาม ภาพรวมการผลิตอุตสาหกรรมส่วนใหญ่ในปี 2566 หดตัวลง เนื่องจากปัจจัยเศรษฐกิจในประเทศยังฟื้นตัวได้ช้า รวมถึงเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าส่วนใหญ่ยังคงชะลอตัว ในขณะที่การท่องเที่ยวที่เป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ส่งผลให้อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องฟื้นตัว โดยอุตสาหกรรมเด่นที่ขยายตัวในปี 2566 ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการกลั่นปิโตรเลียม น้ำตาล สายไฟและเคเบิลอื่น ๆ น้ำมันปาล์ม และเส้นใยประดิษฐ์

“ถึงแม้ภาพรวมเศรษฐกิจอุตสาหกรรมไทยเริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัว แต่เพื่อเป็นการยกระดับและขยายมูลค่าการส่งออกของสินค้าไทย ภาคการผลิตของไทยควรมุ่งเน้นไปที่สินค้าที่โลกมีความต้องการ บนพื้นฐานของศักยภาพที่ประเทศไทยมีความได้เปรียบ อาทิ กลุ่มสินค้าเกษตรและอาหารแปรรูป ทั้งนี้ ควรให้ความสำคัญในการพัฒนาสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่ม มากกว่าการส่งออกสินค้าพื้นฐานหรือแปรรูปขั้นต้นซึ่งมีมูลค่าน้อย”

โดยดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) เดือนธันวาคม ปี 2566 อยู่ที่ระดับ 87.76 หดตัว 6.27% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่งผลให้ดัชนี MPI ปี 2566 หดตัว 5.11% มีอัตราการใช้กำลังการผลิตเดือนธันวาคมอยู่ที่ 55.25% และทั้งปี 2566 เฉลี่ยอยู่ที่ 59.06% เนื่องจากเศรษฐกิจในประเทศยังฟื้นตัวได้ช้า จากปัญหาหนี้ภาคครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ทำให้ผู้บริโภคยังคงระมัดระวังในการจับจ่ายใช้สอย และอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ ที่เพิ่มสูงขึ้นส่งผลต่อต้นทุนทางการเงิน และภาระหนี้ของผู้ประกอบการเพิ่มขึ้น

นอกจากนี้ เศรษฐกิจประเทศคู่ค้ายังคงชะลอตัว ส่งผลให้อุตสาหกรรมส่วนใหญ่ชะลอการผลิต อย่างไรก็ตาม การส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม (ไม่รวมทองคำ อาวุธ รถถัง และอากาศยานรบ) เดือนธันวาคมขยายตัว 3.22% ขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 ซึ่งการกลับมาขยายตัว คาดว่าจะส่งผลทำให้ดัชนี MPI หลังจากนี้ปรับตัวดีขึ้น

สำหรับอุตสาหกรรมหลักที่ส่งผลบวกต่อดัชนีผลผลิตเดือนธันวาคม 2566 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการกลั่นปิโตรเลียม ขยายตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 7.22% จากน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว น้ำมันเครื่องบิน และก๊าซหุงต้ม เป็นหลัก โดยขยายตัวทั้งตลาดในประเทศและตลาดส่งออก ตามการฟื้นตัวต่อเนื่องของภาคการท่องเที่ยว ประกอบกับการหยุดซ่อมบำรุงโรงกลั่นในปีก่อน

สายไฟและเคเบิลอื่น ๆ ขยายตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 43.29% จากสายไฟฟ้า เป็นหลัก เนื่องจากการขยายตัวของตลาดในประเทศ รวมถึงการส่งมอบตามคำสั่งซื้อของการไฟฟ้า

เยื่อกระดาษ กระดาษ และกระดาษแข็ง ขยายตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 20.28% เนื่องจากความต้องการใช้ในกลุ่มบรรจุภัณฑ์และการขนส่งสินค้า ประกอบกับราคาเยื่อกระดาษปรับลดลงจากปีก่อนเร่งคำสั่งซื้อให้มีมากขึ้น

ผลิตภัณฑ์พลาสติกกึ่งสำเร็จรูปและสำเร็จรูป ขยายตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 20.80% จากแผ่นฟิล์มพลาสติก เป็นหลัก จากคำสั่งซื้อที่กลับเข้ามามากขึ้นหลังปีก่อนราคาสินค้าปรับสูงขึ้นตามต้นทุนเม็ดพลาสติก โดยปีนี้ราคาสินค้าปรับลดลงกระตุ้นคำสั่งซื้อให้มีมากขึ้น

เส้นใยประดิษฐ์ ขยายตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 30.85% จากเส้นใยโพลีเอสเตอร์ และเส้นใยประดิษฐ์อื่นๆ จากตลาดส่งออก เป็นหลัก โดยได้รับคำสั่งซื้อเพิ่มขึ้นจากลูกค้าซึ่งเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมต่อเนื่อง เช่น กลุ่มอุตสาหกรรมชิ้นส่วนรถยนต์ กลุ่มสิ่งทอ เป็นต้น