เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ราคาทองวันนี้ (4 ก.ย. 69) พุ่งขึ้น 550 บาท รูปพรรณบาทละ 70,500 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (4 ก.ย. 69) พุ่งขึ้น 550 บาท รูปพรรณบาทละ 70,500 บาท
มท.-กทม. สั่งชะลอโครงการ Data Center ที่ยังไม่ก่อสร้าง รอเคาะมาตรการใหม่
Politics มท.-กทม. สั่งชะลอโครงการ Data Center ที่ยังไม่ก่อสร้าง รอเคาะมาตรการใหม่
เอกนิติ ตั้ง 4 อนุฯ คุมดาต้าเซ็นเตอร์ ออกมาตรฐานขั้นต่ำ เร่งออกนโยบายภายใน ก.ย.
Finance เอกนิติ ตั้ง 4 อนุฯ คุมดาต้าเซ็นเตอร์ ออกมาตรฐานขั้นต่ำ เร่งออกนโยบายภายใน ก.ย.
ดันเชียงใหม่ “Wellness Destination” ชูภูมิปัญญาล้านนา-นวัตกรรมสุขภาพ
เศรษฐกิจภูมิภาค ดันเชียงใหม่ “Wellness Destination” ชูภูมิปัญญาล้านนา-นวัตกรรมสุขภาพ
SJWD ผนึกกรุงไทยเปิดจองหุ้นกู้ดิจิทัล SJWD ชูดอกเบี้ย 2.95-3.20%
Finance SJWD ผนึกกรุงไทยเปิดจองหุ้นกู้ดิจิทัล SJWD ชูดอกเบี้ย 2.95-3.20%
ก.พลังงาน เปิด 4 เกณฑ์คุมไฟ Data Center แยกอัตราเฉพาะ
Politics ก.พลังงาน เปิด 4 เกณฑ์คุมไฟ Data Center แยกอัตราเฉพาะ
การตลาดอินฟลู 2026 TikTok ครองแชมป์แพลตฟอร์มยอดนิยม LGBTQ+ ขึ้นแท่นกลุ่มอิทธิพลสูง
Tech การตลาดอินฟลู 2026 TikTok ครองแชมป์แพลตฟอร์มยอดนิยม LGBTQ+ ขึ้นแท่นกลุ่มอิทธิพลสูง
หุ้นไทยเข้าโซนระวัง! 58% หลุดเส้นสำคัญ โบรกฯแนะเก็บ 6 หุ้นแกร่งสวนตลาด
Finance หุ้นไทยเข้าโซนระวัง! 58% หลุดเส้นสำคัญ โบรกฯแนะเก็บ 6 หุ้นแกร่งสวนตลาด
ทำไมประเทศไทย ขึ้นแท่นฮับดาต้าเซ็นเตอร์แห่งใหม่ ในเอเชียแปซิฟิก
Economic ทำไมประเทศไทย ขึ้นแท่นฮับดาต้าเซ็นเตอร์แห่งใหม่ ในเอเชียแปซิฟิก
รัฐบาลผุดรายการ ‘คุยกับ ครม.อนุทิน’ จัดคิวให้รัฐมนตรีแจงมุมคิด-นโยบายตรง
Politics รัฐบาลผุดรายการ ‘คุยกับ ครม.อนุทิน’ จัดคิวให้รัฐมนตรีแจงมุมคิด-นโยบายตรง
ดูทั้งหมด

เปิดคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด ยืนตามศาลปกครองกลาง ‘ยกฟ้อง’ กรมเชื้อเพลิง

31 ม.ค. 2567 | 21:42น.
ศาลปกครอง

ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษายืนตามศาลปกครองกลาง ให้ยกฟ้อง กรณีสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน และพวก 309 คน ยื่นฟ้องกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติและ 4 ราย อนุญาตให้ผู้ประกอบการดำเนินการขุดเจาะ สำรวจ และผลิตปิโตรเลียมในพื้นที่ท้องทะเลอ่าวไทย ตั้งแต่ ปี 2558

วันที่ 31 มกราคม 2567 ศาลปกครองกลางได้อ่านผลแห่งคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดในคดีหมายเลขดำที่ อ. 664/2558 คดีหมายเลขแดงที่ อ.1054/2566 ระหว่างสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน ที่ 1 กับพวกรวม 309 คน (ผู้ฟ้องคดี) กับ กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ที่ 1 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ที่ 2 คณะรัฐมนตรี ที่ 3 คณะกรรมการ สิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ที่ 4 เลขาธิการสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่ 5 (ผู้ถูกฟ้องคดี)

คดีนี้ ผู้ฟ้องคดีทั้งสามร้อยเก้าคนฟ้องว่า คณะกรรมการผู้ชำนาญการ (คชก.) ภายใต้การควบคุมดูแลของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 และที่ 5 ได้เห็นชอบโครงการขุดเจาะสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในอ่าวไทยโดยที่ยังไม่ได้ปฏิบัติหรือดำเนินการให้ครบถ้วน ตามมาตรา 67 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 เป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการ ขุดเจาะสำรวจและผลิตปิโตรเลียมโดยไม่ได้ผ่านกระบวนการรับฟังความคิดเห็นและไม่ผ่านความเห็นชอบหรือมีส่วนร่วม ของชาวบ้านที่เป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียก่อน และไม่ได้ให้องค์การอิสระซึ่งประกอบด้วยผู้แทนองค์การเอกชนด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ และผู้แทนสถาบันอุดมศึกษาที่จัดการศึกษาด้านสิ่งแวดล้อมหรือทรัพยากรธรรมชาติหรือด้านสุขภาพให้ความเห็นประกอบ ทำให้สิ่งแวดล้อมในพื้นที่โดยรอบเกาะต่าง ๆ และบริเวณชุมชนเกิดมลพิษ

ขอให้มีคำพิพากษา (1) ให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 มีคำสั่งหรือแนะนำให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมประกาศให้พื้นที่ เกาะสมุย เกาะพงัน เกาะเต่า และพื้นที่ใกล้เคียงในรัศมี 120 ไมล์ทะเล เป็นเขตพื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อม

(2) ให้ผู้ถูกฟ้องคดี ที่ 1 และที่ 2 เพิกถอนประทานบัตรหรือร่วมกันเพิกถอนใบอนุญาตที่เกี่ยวข้องกับการขุดเจาะ สำรวจและผลิตปิโตรเลียม ตามอำนาจหน้าที่ รวมทั้งระงับการดำเนินกิจกรรมใดๆ สำหรับโครงการขุดเจาะสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในอ่าวไทย

(3) ให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 และที่ 5 ร่วมกันเพิกถอน EIA ของโครงการหรือกิจกรรมที่ได้รับความเห็นชอบจากผู้ถูกฟ้องคดีที่ 5 (4) ให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งห้าร่วมกันหรือใช้อำนาจหน้าที่ของแต่ละหน่วยงานออกประกาศ หรือกำหนดให้โครงการหรือกิจกรรม ที่เกี่ยวข้องกับการขุดเจาะสำรวจและผลิตปิโตรเลียมทุกประเภทที่มีลักษณะเดียวกันหรือใกล้เคียงกับโครงการพิพาท เป็นโครงการที่เข้าข่ายต้องดำเนินการให้เป็นไปตามมาตรา 67 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550

ระหว่างการพิจารณา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้มีประกาศ กระทรวงกำหนดเขตพื้นที่และมาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมตามคำขอในข้อ (1) ต่อมาศาลปกครองกลางพิพากษายกฟ้อง ผู้ฟ้องคดีอุทธรณ์คำพิพากษาศาลปกครองกลางต่อศาลปกครองสูงสุด

ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่า โครงการหรือกิจกรรมที่จะกระทำได้ต่อเมื่อได้มีการศึกษาและประเมินผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนในชุมชน และจัดให้มีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียก่อน ตามมาตรา 67 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 นั้น จะต้องเป็นโครงการหรือกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรงทั้งทางด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ และสุขภาพ และโดยที่รัฐธรรมนูญดังกล่าวมิได้ให้คำจำกัดความว่า โครงการหรือกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรงทั้งทางด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ และสุขภาพ ตามมาตรา 67 วรรคสองไว้

แต่เมื่อพิจารณาจากคำจำกัดความตามพระราชบัญญัติปิโตรเลียม พ.ศ. 2514 แล้ว เห็นว่า กิจการปิโตรเลียม หมายถึง การสำรวจ ผลิต เก็บรักษา ขนส่ง ขาย หรือจำหน่ายปิโตรเลียม โดยการสำรวจมีหมายความรวมถึงการเจาะปิโตรเลียม เป็นการดำเนินการค้นหาแหล่งสะสมน้ำมันดิบ หรือก๊าซธรรมชาติ ส่วนการผลิตปิโตรเลียมมีความหมายเพียงการดำเนินการเพื่อนำน้ำมันดิบ หรือก๊าซธรรมชาติขึ้นจากแหล่งสะสมดังกล่าว รวมตลอดถึงทำให้ปิโตรเลียมอยู่ในสภาพ ที่จะขายหรือจำหน่ายได้เท่านั้น

โดยยังไม่มีการนำปิโตรเลียมเข้ากระบวนการกลั่นเพื่อนำไปประกอบอุตสาหกรรมเคมี ปิโตรเลียมหรือประกอบอุตสาหกรรมโรงแยกก๊าซ โดยลักษณะของกิจการปิโตรเลียมจึงเป็นคนละขั้นตอนกับอุตสาหกรรม ปิโตรเคมี การดำเนินโครงการสัมปทานสำรวจ ขุดเจาะและผลิตปิโตรเลียมที่พิพาทจึงไม่ถือเป็นโครงการหรือกิจการ ตาม มาตรา 67 วรรคสอง แห่งรัฐธรรมนูญราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550

ซึ่งสอดคล้องกับที่ต่อมาได้มีประกาศ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง กำหนดประเภท ขนาด และวิธีปฏิบัติสำหรับโครงการหรือกิจการที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง ทั้งทางด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ และสุขภาพ ที่ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือเอกชนจะต้องทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม พ.ศ. 2553 ลงวันที่ 31 สิงหาคม 2553 ที่กำหนดให้เฉพาะแต่อุตสาหกรรมปิโตรเคมีขั้นต้น อุตสาหกรรมปิโตรเคมีขั้นกลาง ที่ผลิตสารเคมี หรือใช้วัตถุดิบที่เป็น สารเคมีซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งเป็นโครงการหรือกิจการที่ต้องจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมสำหรับโครงการ หรือกิจการที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง ทั้งทางด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติและสุขภาพ (EHIA)

โดยไม่ได้รวมถึงการดำเนินโครงการหรือกิจการในขั้นตอนสำรวจ เจาะ และผลิตปิโตรเลียมแต่อย่างใด โครงการสำรวจขุดเจาะและผลิตปิโตรเลียมที่พิพาทคดีนี้จึงไม่อาจเทียบเคียงหรือถือเป็นอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ที่จะต้อง จัดทำ EHIA และจัดให้มีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย รวมทั้งให้องค์การอิสระให้ความเห็นประกอบตามมาตรา 67 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 แต่เป็นโครงการ หรือกิจการ ที่จะต้องจัดทำ EIA เท่านั้น ซึ่งโครงการพิพาทได้มีการจัดทำ EIA และได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการ ผู้ชำนาญการ (คชก.) ตามมาตรา 44 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 แล้ว

ส่วนที่ผู้ฟ้องคดีอุทธรณ์ว่า การขุดเจาะปิโตรเลียมเป็นกิจกรรมที่มีความเสี่ยงสูงที่จะก่อให้เกิดมลพิษรั่วไหล นั้น เห็นว่า โดยสภาพโครงการหรือกิจการขุดเจาะนำทรัพยากรธรรมชาติใต้ดินขึ้นมาใช้ประโยชน์ ย่อมมีโอกาสก่อให้เกิดมลพิษ รั่วไหลปะปนมากับชั้นดิน ชั้นหิน รวมทั้งทรัพยากรธรรมชาติที่นำขึ้นมาใช้ประโยชน์นั้นเอง

ดังนั้น การพิจารณาว่า โครงการหรือกิจการใดเป็นโครงการหรือกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง ทั้งทางด้านคุณภาพ สิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ และสุขภาพหรือไม่ จึงจำต้องพิจารณาจากกระบวนการหรือวิธีการตามมาตรฐานทั่วไปที่ ใช้ในการดำเนินโครงการหรือกิจกรรมดังกล่าว

ซึ่งเมื่อพิจารณาจากคำชี้แจงและพยานหลักฐานในสำนวนคดีแล้ว มาตรฐาน และกระบวนการโดยทั่วไปของโครงการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในบริเวณอ่าวไทยพิพาทไม่มีขั้นตอนที่จะปล่อยให้ ปิโตรเลียมมีการสัมผัสหรือแพร่กระจายสู่ท้องทะเล แต่จะเป็นการดูด สูบ หรือส่งปิโตรเลียมจากแหล่งสะสมทางท่อส่งไปยัง แท่นผลิตเพื่อทำการแยกน้ำและสารเจือปนออกจากปิโตรเลียม ซึ่งน้ำและโคลนที่เหลือจากการผลิตที่มีโลหะหนักเจือปน ตามฟ้องจะถูกอัดกลับลงหลุม

กรณีจึงยังไม่พอฟังว่าโครงการหรือกิจการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมพิพาทอาจก่อให้เกิด ผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรงทั้งทางด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ และสุขภาพ ที่ต้องจัดทำ EHIA และ จัดให้มีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียก่อน ตามมาตรา 67 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ โดยความเห็นชอบของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ให้สัมปทาน โครงการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในบริเวณอ่าวไทยพิพาทจึงชอบด้วยกฎหมาย

ส่วนประเด็นว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 และที่ 5 ละเลยต่อหน้าที่ในการพิจารณาเพิกถอน EIA โครงการพิพาท นั้น เห็นว่า อำนาจในการพิจารณาให้ความเห็นชอบหรือไม่ให้ความเห็นชอบ EIA เป็นอำนาจของคณะกรรมการผู้ชำนาญการ (คชก.) มิได้เป็นอำนาจหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 และที่ 5

และหากคณะกรรมการผู้ชำนาญ (คชก.) พิจารณามีมติเป็น อย่างใดแล้ว ก็ไม่มีกฎหมายให้อำนาจผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 หรือที่ 5 สั่งเพิกถอนมติของคณะกรรมการผู้ชำนาญการ (คชก.)

อีกทั้ง เมื่อได้วินิจฉัยไว้ในประเด็นก่อนแล้วว่า โครงการพิพาทไม่เป็นโครงการหรือกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรงทั้งทางด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อมทรัพยากรธรรมชาติ และสุขภาพที่จะต้องจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็น ของประชาชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียก่อน ตามมาตรา 66 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 แล้ว และไม่ปรากฏเหตุความไม่ชอบด้วยกฎหมายในการจัดทำ EIA โครงการพิพาทประการอื่นอันจะเป็นเหตุให้ต้องเพิกถอนมติให้ความเห็นชอบอีก ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 และที่ 5 จึงไม่มีกรณีที่จะถือเป็นการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมาย กำหนดให้ต้องปฏิบัติ

ศาลปกครองสูงสุดจึงมีคำพิพากษายืนตามคำพิพากษาของศาลปกครองกลาง