ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่า หลังพาวเวลล์ย้ำ เฟดจะเริ่มลดดอกเบี้ยปีนี้
ดอลลาร์
ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพรายงานว่า ภาวะการณ์เคลื่อนไหวของตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันที่ 4-8 มีนาคม 2567 ค่าเงินบาทเปิดตลาดวันจันทร์ (4/3) ที่ระดับ 35.78/79 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (1/4) ที่ระดับ 35.94/96 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐถูกกดดันหลังสหรัฐเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจที่อ่อนแอเกินคาดหลายตัว
โดยสถาบันจัดการด้านอุปทานของสหรัฐ (ISM) เปิดเผยดัชนีภาคการผลิตของสหรัฐปรับตัวลงสู่ระดับ 47.8 ในเดือน ก.พ.จากระดับ 49.1 ในเดือน ม.ค.และต่ำกว่านักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 49.5 ในเดือน ก.พ. จากระดับ 49.1 ในเดือน ม.ค. และต่ำกว่านักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 49.5 บ่งชี้ว่าภาวะภาคการผลิตสหรัฐหดตัวติดต่อกันเป็นเดือนที่ 16
โดยได้รับผลกระทบจากการดิ่งลงของการจ้างงานและคำสั่งซื้อใหม่อีกทั้งมหาวิทยาลัยมิชิแกนเปิดเผยผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคสหรัฐปรับตัวลงสู่ระดับ 76.9 ในเดือน ก.พ. จากระดับ 79.0 ในเดือน ม.ค. และต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 79.6 ส่งสัญญาณว่าความเชื่อมั่นผู้บริโภคในสหรัฐยังคงไม่สู้ดีนัก ขณะเดียวกันผู้บริโภคคาดการณ์ว่าเงินเฟ้อจะปรับตัวขึ้น 3.0% ในช่วง 1 ปีข้างหน้า และปรับตัวขึ้นจากตัวเลขคาดการณ์ในเดือน ม.ค.ที่ระดับ 2.9%
นอกจากนี้ผู้บริโภคคาดการณ์ว่าเงินเฟ้อจะปรับตัวขึ้น 2.9% ในช่วง 5 ปีข้างหน้า ซึ่งไม่เปลี่ยนแปลงจากตัวเลขคาดการณ์ในเดือน ม.ค. รวมถึงกระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยการใช้จ่ายด้านการก่อสร้างปรับตัวลง 0.2% ในเดือน ม.ค. เมื่อเทียบรายเดือน สวนทางนักวิเคราะห์ที่คาดว่าจะปรับตัวขึ้น 0.2% หลังจากการปรับตัวขึ้น 1.1% ในเดือน ธ.ค. และเมื่อเทียบรายปี การใช้จ่ายด้านการก่อสร้างปรับตัวลง 0.2% ในเดือน ม.ค. เมื่อเทียบรายเดือน สวนทางนักวิเคราะห์ที่คาดว่าจะปรับตัวขึ้น 0.2% หลังจากการปรับตัวขึ้น 1.1% ในเดือน ม.ค. และเมื่อเทียบรายปี การใช้จ่ายด้านการก่อสร้างพุ่งขึ้น 11.7% ในเดือน ม.ค. ส่วนการใช้จ่ายในโครงการภาคเอกชนปรับตัวขึ้น 0.1% ในเดือน ม.ค.
โดยการใช้จ่ายในโครงการที่อยู่อาศัยของภาคเอกชนปรับตัวขึ้น 0.2% อย่างไรก็ดีมีการเปิดเผยถ้อยแถลงของนายโทมัส บาร์กิน ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขาริชมอนด์ว่าเขาไม่ได้ให้ความสำคัญมากนักต่อตัวเลขเงินเฟ้อที่ร้อนแรงในเดือน ม.ค. เนื่องจากตัวเลขในเดือนแรกของปีมักให้ข้อมูลที่ไม่น่าเชื่อถือและเฟดจะยังคงนำข้อมูลเศรษฐกิจในช่วงการประชุมมาประกอบการตัดสินใจแนวทางการดำเนินนโยบายการเงินต่อไป
นอกจากนี้ ดอลลาร์สหรัฐยังคงอ่อนค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก ๆ หลังจากเจอโรม พาวเวลล์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) แถลงต่อวุฒิสภาว่า เฟดใกล้จะมีความเชื่อมั่นอย่างเพียงพอว่าเงินเฟ้อกำลังลดลงสู่เป้าหมายที่ระดับ 2%
ซึ่งจะทำให้เฟดสามารถเริ่มปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงในปีนี้ บรรดานักลงทุนจะจับตาการเปิดเผยตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐในวันศุกร์นี้ (8/3) เพื่อหาสัญญาณบ่งชี้แนวโน้มเศรษฐกิจและอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐ โดยนักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า ตัวเลขจ้างงานเพิ่มขึ้นเพียง 190,000 ตำแหน่งในเดือน ก.พ. โดยชะลอตัวจากระดับ 353,000 ตำแหน่งในเดือน ม.ค. และคาดว่าอัตราว่างงานจะทรงตัวที่ระดับ 3.7% ในเดือน ก.พ.
สำหรับปัจจัยในประเทศ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์รายงานภาวะสังคมไทยไตรมาส 4 ปี 2566 ทั้งสถานการณ์แรงงาน ความสามารถในการชำระหนี้ของครัวเรือน ปัญหาสุขภาพ การบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และบุหรี่ โดยการจ้างงานฟื้นตัวดีขึ้นกว่าช่วงโควิดจากการที่อัตราการว่างงานปรับตัวลงมาอยู่ที่ 0.81%
ขณะที่ภาพรวมปี 2566 อัตราการมีงานทำอยู่ที่ 98.66% ปรับตัวขึ้นกว่าช่วงก่อนมีการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 โดยจำนวนผู้มีงานทำปรับตัวขึ้น 1.8% จากปีก่อนหน้า ซึ่งเป็นผลจากการขยายตัวของการจ้างงานทั้งในและนอกภาคเกษตรกรรม
ขณะที่ค่าจ้างแรงงงานยังคงอยู่ในระดับต่ำ ซึ่งภาครัฐควรมีมาตรการเพื่อช่วยเพิ่มความสามารถของแรงงาน นอกจากนี้หนี้่สินครัวเรือนในไตรมาส 3 ปี 2566 มีมูลค่ารวม 16.2 ล้านล้านบาท ขยายตัว 3.3% ซึ่งเป็นอัตราที่ชะลอตัวลงจากไตรมาสเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยมีสัดส่วนหนี้สินครัวเรือนต่อ GDP อยู่ที่ 90.9% ทรงตัวจากไตรมาส 2 ปี 2566 โดยครัวเรือนชะลอการก่อหนี้ในเกือบทุกประเภทสินเชื่อยกเว้นสินเชื่อส่วนบุคคล ส่วนคุณภาพสินเชื่อด้อยลงทุกประเภทสินเชื่อ โดย NPL มีมูลค่า 1.52 แสนล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนต่อสินเชื่อรวมเป็น 2.79% ปรับตัวขึ้นจาก 2.81% ในไตรมาสก่อน
โดยการเร่งตัวขึ้นของสินเชื่อส่วนบุคคลมีสาเหตุมาจากเรื่องสภาพคล่องของแต่ละบุคคล เนื่องจากที่มาของรายได้และอาชีพแต่ละคนไม่เหมือนกัน รวมไปถึงพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่แตกต่างกัน อีกทั้งการให้สินเชื่อส่วนบุคคลเป็นเรื่องง่ายและเร็วจึงต้องคำนึงถึงและให้ความสำคัญกับความสามารถในการจ่ายหนี้ก่อนที่จะสามารถเข้าถึงสินเชื่อเพราะอาจนำไปสู่การก่อหนี้ครัวเรือนมากขึ้น โดยเฉพาะหนี้เสียในกลุ่มยานยนต์ที่จะปรับตัวเพิ่มขึ้น ส่วนกรณีที่กระทรวงการคลังเสนอผ่อนคลายมาตรการควบคุมสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย
ซึ่งขณะนี้ยังอยู่ระหว่างหารือกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปรียบเหมือนเหรียญสองด้าน เนื่องจากจำเป็นต้องศึกษาข้อมูลอย่างละเอียดว่าการผ่อนคลายมาตรการนี้จะส่งผลให้เกิดการก่อหนี้มากขึ้นและทำให้เกิดหนี้เสียมากขึ้นหรือไม่ แต่มาตรการนี้อาจสามารถช่วยกระตุ้นให้เกิดการซื้อขายในภาคอสังหาริมทรัพย์มากขึ้นเช่นกัน ทั้งนี้ระหว่างสัปดาห์ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 35.38-35.88 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดในวันศุกร์ (8/3) ที่ระดับ 35.41/43 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
สำหรับความเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโร เปิดตลาดเช้าวันจันทร์ (4/3) ที่ระดับ 1.0841/45 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร แข็งค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (1/4) ที่ระดับ 1.0817/21 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ทั้งนี้ในวันพฤหัสบดี (7/3) ธนาคารกลางยุโรป (ECB) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 4.00% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ แต่ก็ได้ ปรับลดคาดการณ์เงินเฟ้อรายปีลงด้วย
ซึ่งถือเป็นการส่งสัญญาณบ่งชี้ที่ค่นอข้างชัดเจนว่า อีซีบีอาจดำเนินการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในโอกาสต่อไป อีซีบีปรับลดคาดการณ์เงินเฟ้อปีนี้ของกลุ่มประเทศยูโรโซน จากเดิมที่คาดว่าจะขยายตัว 2.7% ลงมาอยู่ที่ระดับ 2.3% ขณะเดียวกัน ก็ปรับลดคาดการณ์การขยายตัวทางเศรษฐกิจด้วย จากขยายตัว 0.8% เหลือ 0.6% ในปีนี้
โดยบรรดานักวิเคราะห์ต่างเก็งว่า การลดคาดการณ์เงินเฟ้อในครั้งนี้จะนำไปสู่การพิจารณาปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงตามมาในการประชุมเดือน มิ.ย.นี้ หรือเดือนเดียวกับธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่คาดว่าจะเริ่มการลดดอกเบี้ยในช่วงกลางปีเช่นกัน ทั้งนี้ระหว่างสัปดาห์ค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 1.0836-1.0955 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดในวันศุกร์ (8/3) ที่ระดับ 1.0933/37 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร
สำหรับการเคลื่อนไหวของคาเงินเยน เปิดตลาดเช้าวันจันทร์ (4/3) ที่ระดับ 150.08/09 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (1/4) ที่ระดับ 150.61/62 จากการอ่อนค่าของดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่สำนักงานคณะรัฐมนตรีญี่ปุ่นเปิดเผยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคญี่ปุ่นปรับตัวขึ้นเล็กน้อยในเดือน ก.พ. เมื่อเทียบเป็นรายปี
โดยรายงานระบุว่าดัชนีความเชื่อมั่นของครัวเรือนที่มีสมาชิกตั้งแต่สองคนขึ้นไป ซึ่งมีการปรับค่าตามฤดูกาล อยู่ที่ 39.1 ในเดือน ก.พ. ปรับตัวขึ้นจาก 38.0 ในเดือน ม.ค.
อย่างไรก็ตาม ดัชนีดังกล่าวบ่งชี้ว่ามีจำนวนผู้บริโภคที่มีมุมมองเป็นลบมากกว่าผู้ที่มีมุมมองเป็นบวก ต่อมามีการเปิดเผยดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคบริการขั้นสุดท้ายญี่ปุ่นอยู่ที่ระดับ 52.9 ในเดือน ก.พ. จากระดับ 53.1 ในเดือน ม.ค. แม้ว่าดัชนีดังกล่าวจะปรับตัวลงเล็กน้อยจากเดือนก่อนหน้าแต่ยังคงบ่งชี้ว่าภาคบริการของญี่ปุ่นมีการขยายตัวต่อเนื่องมาตั้งแต่เดือน ก.ย. 2565
โดยได้รับแรงหนุนจากอุปสงค์ที่แข็งแกร่งในด้านการท่องเที่ยวและการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ นอกจากนี้สำนักงานสถิติแห่งชาติญี่ปุ่นเปิดเผยในวันอังคาร (5/3) ว่าดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐาน (Core CPI) ของกรุงโตเกียว ปรับตัวขึ้น 2.5% ในเดือน ก.พ.เมื่อเทียบรายปี
ซึ่งสอดคล้องกับการคาดการณ์และเป็นการปรับตัวขึ้นอย่างมากจากระดับ 1.6% ในเดือน ม.ค. ซึ่งเป็นอัตราการเติบโตต่ำที่สุดในรอบ 22 เดือน ส่งผลให้ตลาดคาดการณ์ว่ามีความเป็นไปได้มากขึ้นที่ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) อาจจะตัดสินใจยกเลิกนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายพิเศษ
ซึ่งนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดว่า BOJ จะยกเลิกนโยบายอัตราดอกเบี้ยติดลบในการประชุมเดือน เม.ย. หากการเจรจาเรื่องค่าจ้างในฤดูกาลใบไม้ผลิของญี่ปุ่นส่งผลให้มีการปรับขึ้นค่าจ้างอย่างมาก อย่างไรก็ดี ค่าเงินเยนปรับตัวแข็งค่าสูงสุดในรอบ 1 เดือนในวันศุกร์ (7/3) ท่ามกลางความเชื่อมั่นที่เพิ่มมากขึ้นว่าธนาคารกลางญี่ปุ่นใกล้จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยแล้ว
ขณะที่เงินดอลลาร์ก็จำกัดการขาดทุนที่เกิดขึ้นเมื่อเร็ว ๆ นี้ไว้ได้ เนื่องจากเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางสหรัฐเสนอสัญญาที่หลากหลายเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ย เงินเยนได้รับแรงหนุนจากปัจจัยหลายประการที่แสดงถึงท่าที dovish ที่น้อยลงของ BOJ ข้อมูลแสดงให้เห็นว่า รายได้เฉลี่ยในรูปเงินสด เติบโตมากกว่าที่คาดไว้ในเดือนมกราคม
ขณะที่สหภาพแรงงานของญี่ปุ่นยังได้รับการขึ้นค่าจ้างครั้งใหญ่สำหรับสมาชิกบางส่วน ซึ่งบ่งชี้ถึงค่าจ้างโดยรวมที่สูงขึ้นในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า ทั้งนี้ระหว่างสัปดาห์ค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 146.68-150.62 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดในวันศุกร์ (8/3) ที่ระดับ 147.09/11 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ