Banking 4.0
คอลัมน์ จับช่องลงทุน
โดย พูนพิชญา ปัณฑิตานนท์ ที่ปรึกษาการลงทุนทิสโก้ เวลธ์
เป็นเรื่องที่ฮือฮาไม่น้อยในช่วงที่ผ่านมาที่อยู่ดี ๆ ธนาคารในบ้านเราก็เกิดใจดี พร้อมใจกันลดค่าธรรมเนียมการโอนเงินระหว่างธนาคารผ่านช่องทางออนไลน์ ซึ่งถ้าดูเผิน ๆ ดูจะเป็นการทุบหม้อข้าวรายได้ค่าธรรมเนียมของตนเอง นักลงทุนหลายท่านอาจเป็นกังวลต่อกำไรของธุรกิจธนาคารไทย และสงสัยว่ามันเกิดอะไรขึ้น อะไรคือเหตุจูงใจ และอนาคตของอุตสาหกรรมการเงินธนาคาร จะเป็นอย่างไร
เมื่อพิจารณาสภาพแวดล้อมทางธุรกิจของธนาคารแล้ว รายได้ที่เกิดจากค่าธรรมเนียมบางส่วน เช่น การเป็นตัวกลางการจ่ายเงิน ชำระเงิน โอนเงินต่าง ๆ (ไม่นับค่าธรรมเนียมรายได้จากธุรกิจ บริหารความมั่งคั่ง หรือธุรกิจตลาดทุน) เริ่มเสียส่วนแบ่งให้กับ disruptor อย่างโครงการ Prompt pay ของภาครัฐ, Fin Tech (Line pay, e-Wallet และอื่น ๆ) หรือแม้กระทั่งธุรกิจค่ายมือถือที่พักหลัง ๆ เริ่มสร้าง platform ทั้ง online และ offline ที่มี function ให้สามารถหยอดเงินสดเพื่อชำระค่าสินค้าบริการต่าง ๆ แทบไม่ต่างกับตู้ฝากเงิน (CDM) หรือ application ของธนาคารที่ให้ทั้งความสะดวกและประหยัดกว่า ประกอบกับการซื้อสินค้าออนไลน์ในไทยก็มีแนวโน้มสูงขึ้น หากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ธนาคารอาจเสียส่วนแบ่งทางการตลาดในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม ธนาคารขนาดใหญ่ต่างก็ทราบดีว่าจุดแข็งของตนเองคือการที่ลูกค้า (ไม่ว่าจะเป็นผู้ซื้อและผู้ขาย) ก็ยังเลือกใช้บัญชีของธนาคารเป็นที่พักเงินหมุนเวียน ข้อได้เปรียบนี้จึงอาจให้ธนาคารหลายแห่งคิดได้ว่า ถ้าธุรกรรมออนไลน์ของตนเองถูกกว่าหรือฟรี ก็จะเป็นการตัดตอนคู่แข่ง แถมการกระทำดังกล่าวอาจจะทำให้ลดต้นทุนด้านการบริการที่ต้องอาศัยพนักงาน และลดต้นทุนการจัดการเงินสดไปในตัว
เราจึงเห็นธนาคารเร่งพัฒนาด้าน FinTech IT และ user experience รวมทั้งหั่นค่าธรรมเนียมออนไลน์ เพื่อเอาชนะใจลูกค้า ซึ่งนอกจากผลด้านการลดรายจ่ายและอำนวยความสะดวกแล้ว ธุรกรรมออนไลน์ก็จะนำมาซึ่ง big data และ insight ของลูกค้าที่ธนาคารอาจนำไปต่อยอดธุรกิจอื่น ๆ ที่อาจสร้างผลกำไรมากกว่า เช่นในระยะหลังเราจะเห็น application ของธนาคารต่าง ๆ เริ่มพัฒนา feature ในลักษณะ e-Commerce ซึ่งหากพัฒนาเต็มรูปแบบ application ธนาคารอาจกลายเป็นผู้ที่ disrupt วงการ e-Commerce เสียเอง เพราะผู้ซื้อสบายใจและมั่นใจในร้านค้าออนไลน์ที่อยู่ใน application ของธนาคาร และอาจต่อยอดหารายได้ทางอื่น เช่นการเป็น payment gateway หรือการปล่อยสินเชื่อกลุ่มพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ ที่ไม่เคยอยู่ในระบบธนาคารมาก่อน ผู้เขียนจึงมองว่าการปรับตัวดังกล่าวเป็นผลดีต่อทั้งกับตัวธนาคารและผู้บริโภค
อย่างไรก็ดี การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวถึงแม้อาจจะมีการเห็นการลดสาขาและจำนวนพนักงานธนาคารลง แต่ผู้เขียนเชื่อว่าธนาคารในบ้านเราจะตามรอยธนาคารชั้นนำทั่วโลกที่เริ่มเปลี่ยนสาขาให้กลายเป็นแหล่งสร้างรายได้ ไม่ว่าจะเป็นศูนย์ให้คำปรึกษา SMEs ศูนย์การวางแผนการเงินและการลงทุน ซึ่งจะสร้างรายได้เพิ่มขึ้นระยะยาว และงบการเงินในระยะหลัง ๆ เริ่มยืนยันความเปลี่ยนไปดังกล่าว เราจะเริ่มเห็นบางธนาคารหรือธุรกิจหลักทรัพย์บางแห่งเติบโตได้โดดเด่นกว่ารายอื่น เพราะการทำธุรกิจที่ไม่ใช่ธุรกิจดั้งเดิมของธนาคาร เช่น การขายประกัน บริหารสินทรัพย์ และธุรกิจตลาดทุน นับเป็นการต่อยอดจากฐานลูกค้าดั้งเดิม ซึ่งการเติบโตในลักษณะนี้เป็นทิศทางที่สอดคล้องกับวงการการเงินธนาคารในประเทศพัฒนาแล้วที่ธุรกิจใหม่ ๆ เริ่มสร้างผลกำไรมาชดเชยส่วนที่ลดลงจากธุรกิจดั้งเดิม นอกจากนี้ ภาครัฐในบ้านเรายังเริ่มส่งเสริมให้ธนาคารได้ปรับตัวได้สะดวกขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการสนับสนุนการใช้ IT ในวงการธนาคาร และการออกกฎหมายที่อำนวยความสะดวกในการควบรวมเพื่อสร้างความแข็งแกร่ง
ผู้เขียนเชื่อว่าอุตสาหกรรมการเงินธนาคารทั่วโลกกำลังปรับตัวขนานใหญ่ และด้วยศักยภาพพร้อมจุดแข็งที่มี หุ้นกลุ่มการเงินธนาคารบางแห่งอาจเปลี่ยนจากหุ้น defensive กลายร่างเป็นหุ้นเติบโตก็เป็นได้ การลงทุนในหุ้นของธุรกิจการเงินและธนาคาร จึงเป็นหนึ่งในทางเลือกที่น่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนในกองทุนรวมที่เน้นการลงทุน
ธนาคารทั่วโลกแบบ active ที่ผู้จัดการกองทุนจะเฟ้นหากิจการที่มีความแข็งแกร่งท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง หรือการลงทุนในหุ้นธนาคารในไทยที่เริ่มมีการเปลี่ยนแปลง ล้วนเป็นทางเลือกที่เหมาะสมเพื่อรับความเปลี่ยนแปลงในยุคธนาคาร 4.0 ต่อไป