Skip to content

L-I-V-E ทางรอดใหม่เอสเอ็มอีไทย

07 เม.ย. 2567 | 14:19น.
L-I-V-E ทางรอดใหม่เอสเอ็มอีไทย

การเป็น “เอสเอ็มอี” หรือผู้ประกอบการในยุคนี้เต็มไปด้วยความท้าทาย เพราะนอกจากกำลังซื้อของผู้บริโภคจะแปรผันตามสภาพเศรษฐกิจที่ไม่เป็นใจ ยังมีการแข่งขันจากการค้าไร้พรมแดน ที่ผู้ขายจากต่างประเทศสามารถขายสินค้าในไทยได้อย่างง่ายดาย ผ่านช่องทางอีคอมเมิร์ซ (Cross-border e-Commerce) หรือแม้แต่การเข้ามาของ “สินค้าจีน” ราคาถูก ซึ่งเป็นจุดแข็งที่เกิดจากการที่จีนเป็นโรงงานผลิตสินค้าของโลก

อย่างไรก็ตาม ความท้าทายต่าง ๆ บีบให้ “เอสเอ็มอี” ฟันเฟืองหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของไทยต้องปรับตัวและคิดหากลยุทธ์ในการเพิ่มยอดขาย เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน แต่คำถามที่ตามมาคือ เอสเอ็มอีหรือผู้ประกอบการรายกลางรายเล็กที่ไม่ได้มีต้นทุนมากมายจะต้องทำอย่างไร ?

“กุลธิรัตน์ ภควัชร์ไกรเลิศ” นายกสมาคมผู้ประกอบการอิเล็กทรอนิกส์ไทย (THECA) และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Thailand e-Business Center (TeC) กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า แม้ปัจจุบันภาพรวมของอีคอมเมิร์ซจะไม่ได้เติบโตแบบก้าวกระโดดเหมือนช่วงที่โควิด-19 ระบาดอย่างหนัก แต่ก็เป็นการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ทำให้ผู้ประกอบการยุคนี้ต้องคิดถึงการขยายตลาดไปต่างประเทศ หรือการขายข้ามพรมแดนผ่านอีคอมเมิร์ซ นอกจากการขายสินค้าในประเทศบนพื้นที่ของตนเองหรือแพลตฟอร์มมาร์เก็ตเพลซเท่านั้น

kultirat
กุลธิรัตน์ ภควัชร์ไกรเลิศ

โดย “กุลธิรัตน์” ได้เสนอแนวทางการปรับตัวของผู้ประกอบการไทยผ่านเทคนิค “LIVE” ไว้ดังนี้

L-Live Streaming : การไลฟ์เป็นช่องทางที่ช่วยให้ลูกค้าเห็นสินค้าของแบรนด์มากขึ้น สร้างปฏิสัมพันธ์กับลูกค้า และเพิ่มโอกาสในการพบลูกค้าหน้าใหม่

“ปัจจุบันประชากรจีนกว่า 10% หรือประมาณ 150 ล้านคน มีความเชี่ยวชาญด้านไลฟ์คอมเมิร์ซ หรือการขายสินค้าผ่านไลฟ์ แต่ตัดภาพมาที่ผู้ประกอบการไทย น่าจะมีไม่ถึง 1,000 รายด้วยซ้ำที่ใช้การไลฟ์ในการสื่อสารกับลูกค้า ซึ่งถึงเวลาแล้วที่ผู้ประกอบการต้องให้ความสำคัญกับการไลฟ์มากขึ้น”

I-Innovation : ผู้ประกอบการควรมองหาทางเลือกในการสร้างรายได้ใหม่ ๆ ผ่านการใช้เทคโนโลยีสร้างนวัตกรรม หรือจุดขายที่ต่างจากคนอื่น (Unique Selling Point)

V-Valuation : หลังจากผู้ประกอบการสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ ให้กับแบรนด์ของตนเอง สิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาคือ “คุณค่า” ที่ตรงกับความต้องการของลูกค้า เพิ่มโอกาสในการกระตุ้นยอดขายมากขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการในต่างประเทศทำได้ดีมาก ๆ

E-Entertainment Enabler : นำความสนุกมาผนวกกับการขายสินค้า เพราะพฤติกรรรมของผู้บริโภคเปลี่ยน การรับรู้ข้อมูลสินค้าแบบเดิม ๆ ไม่ตอบโจทย์อีกต่อไปการดึงพลังและวิธีคิดของคนรุ่นใหม่มาผสมผสานกับการสื่อสาร จะทำให้เกิดแนวทางการสื่อสารที่สนุกสนานมากขึ้น

“นอกจากยุคนี้จะเป็นยุคที่ผู้ประกอบการต้องเข้าถึงลูกค้าด้วยวิธีการขายแบบใหม่ การไลฟ์ หรือคอนเทนต์ที่สนุกสนาน เรื่องของดาต้าก็เป็นสิ่งที่สำคัญ เพราะช่วยในเรื่องของการวางแผนการดำเนินธุรกิจ รู้ว่าลูกค้าของเราเป็นใคร และจะสามารถหาลูกค้าใหม่ไปพร้อม ๆ กับรักษาฐานลูกค้าเก่าได้อย่างไร”

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ “กุลธิรัตน์” ได้นำเสนอเป็นแนวทางสอดคล้องกับรายงาน Shoppertainment 2024 : THE FUTURE OF CONSUMER & COMMERCE ที่ “TikTok” ทำร่วมกับที่ปรึกษาด้านเทคโนโลยีและธุรกิจ “Accenture” ระบุว่า ผู้บริโภคในประเทศไทยมีความสนใจที่ลดลงต่อคอนเทนต์ส่งเสริมการขายแบบดั้งเดิม โดยผู้บริโภคในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกจากกลุ่มตัวอย่างตามแต่ละประเทศ 12% ในเกาหลีใต้ และประเทศไทย 27% ในประเทศญี่ปุ่น และ 41% ในอินโดนีเซีย แสดงความชื่นชอบต่อคอนเทนต์ที่ไม่เน้นการขายถึง 79%

ที่สำคัญไทยยังเป็นตลาดที่มีศักยภาพการเติบโตอย่างแข็งแกร่งของ Shoppertainment หรือการซื้อสินค้าผ่านช่องทางความบันเทิง โดยมีโอกาสสร้างรายได้ถึง 12.4 พันล้านเหรียญสหรัฐ จากมูลค่าตลาดรวมของ Shoppertainment ในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก 1.1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐภายในปี 2568 อีกด้วย