Jake Bugg (เจ๊ก บั๊กก์) นักร้อง นักดนตรีรุ่นใหม่จากเมืองนอตติงแฮม ประเทศอังกฤษ ผู้ที่ได้รับการยกย่องจากสื่อว่า เป็นศิลปินรุ่นใหม่ที่น่าจับตามองแห่งยุค เดินทางออกทัวร์คอนเสิร์ต “Jake Bugg Solo Acoustic Tour” และหนึ่งในทัวร์นี้เกิดขึ้นที่กรุงเทพมหานครของเรา เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคมที่ผ่านมา ณ โรงภาพยนตร์สกาลา สยามสแควร์ สถานที่ที่กำลังจะเหลือเพียงประวัติศาสตร์ และยิ่งถูกเลือกให้เป็นที่จัดคอนเสิร์ตพิเศษครั้งนี้ ก็ยิ่งเป็นการเพิ่มอีกหนึ่งความทรงจำให้ผู้คนกับสถานที่แห่งนี้
ศิลปินหนุ่มวัย 24 ผู้มีดีทั้งหน้าตาและความสามารถ นำเพลงของเขามาแสดงสดในแบบอะคูสติก ตัวคนเดียวกับกีตาร์หนึ่งตัว เหมือนกับชื่อทัวร์
แม้ว่าทัวร์คอนเสิร์ตนี้จะอยู่ในห้วงเวลาที่ Jake Bugg ออกผลงานเพลงชุดที่ 4 อัลบั้ม “Hearts That Strain” แต่คอนเสิร์ตนี้ก็ไม่ได้เป็นทัวร์คอนเสิร์ตโปรโมตอัลบั้มใหม่ซะทีเดียว เพราะเขานำเพลงจากทุกอัลบั้มมาแสดงสดให้แฟน ๆ ได้ชมเต็มอิ่มถึง 24 เพลง
การแสดงเริ่มขึ้นในเวลา 19.00 น. ตรงเวลาเป๊ะ ๆ หนุ่มหล่อหน้าใสปรากฏตัวในเสื้อยืดกางเกงยีนส์สีดำตามสไตล์
เปิดด้วยเพลงอารมณ์ดี ๆ ซิงเกิลแรกจากอัลบั้มล่าสุด “How Soon The Dawn” แล้วกล่าวทักทายแฟน ๆ ว่า เป็นครั้งแรกที่ได้มาที่นี่ ขอบคุณมาก ๆ แล้วต่อด้วยเพลง “Saffron” โชว์การเกากีตาร์อย่างลื่นไหลฟังเพลินมาก ๆ แล้วต่อเนื่องด้วย “Strange Creatures” แล้วเข้าสู่ห้วงอารมณ์จมดิ่งในเพลง “Slide” หนึ่งเพลงหม่น ๆ จากอัลบั้มแรกของเขา
จากนั้นตัดอารมณ์ไปที่เพลงจังหวะเร็ว ๆ ที่ตีคอร์ดกีตาร์รัวอย่างเมามันในเพลง “Bigger Love” แล้วหยุดพูดคุยกับแฟนเพลงนิดหน่อย ก่อนจะเล่นเพลง “Never Wanna Dance”, “Simple As This” จบเพลงนี้ เขาพูดคุยกับคนดูอีกครั้ง ระหว่างนั้นมีเสียงตะโกน “I love you” หนุ่มหล่อบนเวทีเตรียมตัวมาอย่างดี ตอบกลับว่า “ผมรักคุณ” เรียกเสียงกรี๊ดยกใหญ่

แล้วต่อด้วย “Someone Told Me”, “Country Song” และ “Love, Hope and Misery” เพลงนี้เพราะมาก สื่ออารมณ์อย่างหนักหน่วงมาก ทั้งการร้องและน้ำหนักมือที่ใส่ลงไปบนกีตาร์ คนดูฟังกันอย่างเงียบสงบด้วยความตั้งใจ พอจบเพลงเสียงปรบมือดังลั่นกว่าเพลงไหน ๆ ที่ผ่านมา
จากนั้นเป็นเพลงจังหวะสนุก ๆ “Trouble Town” ที่เมามันจนลืมไปเลยว่านี่คือโชว์คอนเสิร์ตอะคูสติกกับกีตาร์ตัวเดียว จากนั้นปรับลดจังหวะลงมาในเพลง “A Song About Love” แต่ดีกรีอารมณ์ความรู้สึกไม่ได้ลดตาม ผ่านช่วงอารมณ์หนักหน่วงมาสู่เพลงเพลิน ๆ “SouthernRain”, “Me and You”, “Love Me the Way You Do”
แล้วเซอร์ไพรส์ด้วยการเล่นเพลงที่ไม่มีปรากฏในเซตลิสต์โชว์ก่อนหน้านี้เลย นั่นก็คือเพลง “Indigo Blue” หนึ่งเพลงหม่นเมโลดี้เพราะ ๆ จากอัลบั้มล่าสุด แม้ในเวอร์ชั่นแสดงสดมีเพียงเสียงกีตาร์ ขาดเสียงประสานต่าง ๆ ความไพเราะลดลงกว่าในมาสเตอร์สักหน่อย แต่ก็ถือเป็นความพิเศษที่เมืองไทยได้ดูเพลงที่ประเทศอื่นไม่ได้ดู
เข้าสู่หนึ่งช่วงไฮไลต์ของโชว์ที่คนดูกรี๊ดกร๊าดส่งเสียงฮือฮามาก ๆ กับการโชว์ลีลาการเล่นกีตาร์อย่างแพรวพราว ในเพลง “There’s a Beast and We All Feed It” ต่อเนื่องกับ “Slumville Sunrise”
หลังโชว์ลูกเล่นแพรวพราวไปแล้วเขาบอกว่า “ขอบคุณมาก ๆ มันเป็นช่วงเวลาที่ดีมาก ๆ” แล้วเกริ่นเข้าสู่เพลงซิกเนอเจอร์ของเขา นั่นก็คือ “Broken” เพลงที่เจ้าตัวรักมาก และแฟน ๆ ก็รักมากเช่นกัน ผลลัพธ์ออกมามันจึงเป็นเพลงที่คนดูส่วนใหญ่ประทับใจมากที่สุดแล้วล่ะ ถึงแม้ว่าโดยภาพรวมของโชว์จะดีทุกเพลง
จากเพลงเศร้าแล้วปรับอารมณ์เข้าสู่ความสนุกในช่วงท้ายโชว์ Jake ชวนคนดูลุกขึ้นยืน เต้นกันเบา ๆ แต่สนุกกันหนักมากในเพลง “Seen It All” และ “Two Fingers” จบเพลงนี้เสียงกรี๊ดดังขึ้นมาก ๆ ดูเหมือนว่ายิ่งเวลาใกล้หมด แฟน ๆ ก็ยิ่งกล้ากรี๊ดกันมากขึ้น
เช่นกันกับศิลปินที่พูดกับคนดูมากขึ้น ช่วงนี้ Jake ขอบคุณคนดูอีกครั้งและบอกว่าเหลือ 2 เพลง คนดูบอกว่า “ไม่… ขอมากกว่านั้น” Jake ก็สัญญาว่าจะกลับมาอีกครั้ง และมีเสียงสาวคนหนึ่งตะโกนขึ้นมาว่า “come back tomorrow” ช่างรับ-ส่งเข้าขากันดีซะจริง ๆ
จากนั้นเปลี่ยนอารมณ์ไปที่ “Waiting” เพลงช้าจากอัลบั้มล่าสุด ที่ไม่มีเสียงของสาว โนอาห์ ไซรัส (Noah Cyrus) เหมือนในมาสเตอร์ แต่แปลกที่ Jake ร้องคนเดียวก็ทำให้เรารู้สึกว่ามีเสียงโนอาห์ร้องคลออยู่ด้วย
จากที่บอกว่าเหลือ 2 เพลง เล่นไป 1 เพลงแล้ว Jake แถมให้อีก 1 โดยเล่นคัฟเวอร์เพลง “Folsom Prison Blues” ของจอห์นนี่ แคช (Johny Cash) แล้วปิดท้ายไปอย่างสนุกสนานประทับใจด้วย “Lightning Bolt” แฟน ๆ โห่ร้องปรบมือเข้าจังหวะเกือบตลอดเพลง ด้วยรูปแบบคอนเสิร์ตที่เป็นอะคูสติกโชว์ นั่งดูในโรงหนัง บรรยากาศเงียบ ๆ ขรึม ๆ คนดูจึงค่อนข้างเงียบ

ไม่ค่อยส่งเสียง แต่ Jake ก็ผ่อนคลายบรรยากาศความเงียบหลายครั้งด้วยการพูดว่า “เงียบมาก ๆ” พอพ่อหนุ่มเปิดโอกาสให้ แฟน ๆ จึงตะโกนทักทาย บอกรัก หรือตะโกนขอเพลง เป็นบรรยากาศน่ารักน่าประทับใจสุด ๆ
ภาพลักษณ์ของ Jake เป็นหนุ่มหน้าตึง ท่าทางโลกส่วนตัวสูง หรือน่าจะเก๊กจะหยิ่งเอาการ แต่ที่พบเจอในคอนเสิร์ตวันนั้นคือ ไม่ใช่เลย เขาแค่พูดน้อย มีความขี้อายแบบน่ารัก พูดอะไรออกมาก็น่าเอ็นดูไปหมด แถมช่วงจบคอนเสิร์ตยังเปิดโอกาสให้แฟน ๆ เข้าไปจับไม้จับมือ โอบกอด เซลฟี่ กันแบบใกล้ชิด เป็นอะไรที่ผิดคาด และได้ใจไปเต็ม ๆ ลบภาพไอ้หนุ่มหน้าตึง เหลือแต่หนุ่มน้อยขี้อายน่ารักน่าหยิกแก้มมาก ๆ
สรุปว่าเป็นคอนเสิร์ตที่ “น้อยแต่มาก เรียบแต่โก้ เต็มเปี่ยมด้วยอารมณ์ความรู้สึก” เล่นคนเดียว ร้องคนเดียว ไม่มีขาดตกอะไรเลย เสียงร้องมีพลังเสมอต้นเสมอปลายตั้งแต่เพลงแรกจนเพลงสุดท้าย ส่งความรู้สึกสื่อสารออกมาถึงคนดู สัมผัสรับรู้ได้ถึงอารมณ์ความรู้สึก ความมีชีวิตชีวา ต่างจากบางคอนเสิร์ตที่โชว์สนุก แต่รู้สึกเหมือนดูหุ่นยนต์ออกมาร้อง ๆ เต้น ๆ แบบกดปุ่มปุ๊บก็สนุกปั๊บ ไม่มีอารมณ์ ไม่มีชีวิต ในขณะที่เจ้าหนุ่มคนนี้ควงกีตาร์ตัวเดียว ค่อย ๆ บิลด์คนดู เดี๋ยวขึ้นเดี๋ยวลง เดี๋ยวหม่น เดี๋ยวสนุก และทำออกมาได้ดีงามสมคำร่ำลือ