สภาผู้ส่งออกฯ ปรับคาดการณ์ส่งออกทั้งปี’61โต 8% ระวังปัจจัยเสี่ยงโดยเฉพาะสงครามการค้า
สภาผู้ส่งออกฯ ปรับคาดการณ์ส่งออกทั้งปี’61โต 8% แต่ยังต้องจับตาปัจจัยเสี่ยงโดยเฉพาะสงครามการค้าที่ออกมาหลายรูปแบบ
นางสาวกัณญภัค ตันติพิพัฒนพงศ์ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สภาผู้ส่งออกฯ) เปิดเผยว่า สภาผู้ส่งออกฯ ปรับคาดการณ์มูลค่าการส่งออกไทยในปี 2561 ขยายตัว 8% จากเดิมที่ประเมินไว้ที่ 6%โดยมีปัจจัยค่าเงินบาทอยู่ที่ 31.5 บาทต่อเหรียญสหรัฐฯ คู่ค้าตลาดหลักและตลาดรองมีพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่ดี ส่งผลให้มูลค่าทางการค้ากับไทยขยายตัว ภาคการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมโต ทิศทางราคาน้ำมันดิบแนวโน้มปรับตัวสู่ขึ้นในรอบ 3 ปี ส่งผลให้ราคาสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับน้ำมันและราคาสินค้าเกษตรกรรมมีแนวโน้มปรับขึ้นตามเชื่อว่าการส่งออกทั้งปีของไทยดีขึ้น
อย่างไรก็ตามยังมีปัจจัยอื่นๆที่ส่งผลกระทบ เช่นการผลักดันการพัฒนาธุรกิจ e-Commerce ของภาครัฐแต่ยังมีอุปสรรคต่อการส่งออกไทยที่ยังต้องติดตาม เช่น สงครามการค้ายังมีความไม่แน่นอน หลังจากที่สหรัฐฯ มีการเจรจาให้จีนลดปริมาณการเกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ ให้เหลือ200,000 ล้านเหรียญฯ ภายในปี 2020 ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของการนำเข้า-ส่งออกของจีน ซึ่งต้องนำเข้าจากสหรัฐฯ มากขึ้นสวนทางกับต้องลดการส่งออกไปยังสหรัฐฯ ไปยังตลาดอื่น เพื่อปรับดุลการค้า
อีกทั้งสถานการณ์ความรุนแรงในซีเรีย แม้ว่าสถานการณ์จะได้คลี่คลายความรุนแรง และไม่บานปลายอย่างที่หลายฝ่ายได้คาดการณ์ไว้ จนนักลงทุนสามารถคลายความกังวลได้ในระดับหนึ่ง แต่เนื่องจากในโซนตะวันออกกลางเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของน้ำมันดิบ ทำให้มีความเปราะบางต่อสถานการณ์ความรุนแรงสูง จึงต้องคอยติดตามสถานการณ์ความขัดแย้งที่แท้จริงจะได้รับการแก้ไข ราคาสินค้าเกษตร ยางพารา และสับประรด ราคาตกต่ำและเป็นการหดตัวในเกือบทุกตลาด, มันสำปะหลัง ที่ราคาดีแต่ขาดแคลนผลผลิต ในขณะที่น้ำตาล ที่ผลผลิตล้นตลาด และโดนปัจจัยกดดันจากการปรับขึ้นราคาอ้อยขั้นสุดท้ายและผลตอบแทนการผลิตและจำหน่ายน้ำตาลทรายขั้นสุดท้าย ฤดูการผลิตปี2559/2560
อย่างไรก็ดีต้องการให้ภาครัฐควรเตรียมการรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นจาก สงครามการค้าสหรัฐฯ-จีน ที่ยังไม่มีความแน่นอน โดยใช้โอกาสหาช่องทางดันผลักดันการส่งออกสินค้าไทยเข้าไปทดแทนในตลาดคู่ค้าหลักทั้งสองประเทศ รวมถึงความขัดแย้งในตะวันออกกลางซึ่งอาจจะเป็นช่องทางให้ไทยส่งสินค้าได้เพิ่มมากขึ้น ภาครัฐควรติดตามมาตรการกีดกันทางการค้า (NTB)พร้อมทั้งหารือผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่องเพื่อกำหนดมาตรการช่วยเหลือ ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว เช่น การตั้งกำแพงภาษีนำเข้าสูงของสหรัฐฯ ต่อประเทศที่ได้ดุลการค้าสหรัฐฯ เป็นต้น
พร้อมทั้งการดูแลค่าเงินบาท การเร่งเจรจาการค้าเสรีและกรอบความร่วมมือทางด้านเศรษฐกิจทั้งระดับทวิภาคีและระดับพหุภาคี โดยเฉพาะการรวมตัวของกลุ่มเศรษฐกิจ เช่น CPTPP, RCEP เพิ่มอำนาจการต่อรองทางการค้าในระยะยาว และลดมาตรการกีดกันทางการค้า รัฐควรติดตามเฝ้าระวัง มาตรฐานสินค้าและกลไกการกำหนดราคาสินค้าส่งออกที่อาจส่งผลกระทบต่อสินค้าที่ขายในประเทศ จากธุรกิจข้ามชาติ (e-Commerce) รวมถึงต้องมีการส่งเสริมพัฒนาผู้ประกอบการค้าในระบบB2B Cross Border e-Commerce ให้มีการขยายตัวเพิ่มมากขึ้น
สำหรับการส่งออกเดือนมีนาคม 2561 มีมูลค่า 22,363 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ มีมูลค่าสูงสุดในประวัติการณ์ ขยายตัว 7.1% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน การส่งออกในรูปเงินบาทเท่ากับ 697,074 ล้านบาท หดตัว 4.0% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันปีก่อน ในขณะที่ การนำเข้าในเดือนมีนาคม 2561 มีมูลค่า 21,095 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขยายตัว9.5% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันปีก่อน และการนำเข้าในรูปของเงินบาทมีมูลค่า666,326 ล้านบาท หดตัว 1.7% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันปีก่อน ส่งผลให้ เดือนมีนาคม 2561 ประเทศไทยเกินดุลการค้า 1,268 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือ 30,748 ล้านบาท
โดยภาพรวมในไตรมาสแรก ปี 2561 ไทยส่งออกรวมมูลค่า62,829 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขยายตัว11.3% คิดเป็นมูลค่าการส่งออกในรูปเงินบาทที่ 1,993,291 ล้านบาท ขยายตัว 0.5% ในขณะที่การนำเข้ามีมูลค่า 60,873 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขยายตัว 16.2% หรือคิดเป็นมูลค่า 1,957,201 ล้านบาท ขยายตัว5.0% ส่งผลให้ ไตรมาสแรก ปี 2561ประเทศไทยเกินดุลการค้า 1,956 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือ 36,090 ล้านบาท