ภูมิธรรม เวชยชัย
เพิ่งผ่านพ้นไปสำหรับการปรับ คณะรัฐมนตรีเศรษฐา 1/2 ที่มีการปรับ “เพิ่มเก้าอี้” หลายตำแหน่ง หนึ่งในจำนวนนั้นก็คือ เก้าอี้รองนายกรัฐมนตรี ที่เพิ่มจาก 5 ท่านเป็น 7 ท่าน โดย “นายภูมิธรรม เวชยชัย” รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ ที่ยังคงอยู่สานต่อภารกิจการทำงานในฐานะ รองนายกรัฐมนตรีคนที่ 1 กำกับดูแลภาพรวมทั้งด้านเศรษฐกิจ ตลอดจนถึงความมั่นคง
“ประชาชาติธุรกิจ” มีโอกาสได้พูดคุยกับ “นายภูมิธรรม” ถึงการทำงานใน Next Chapter ภารกิจร้อนท่ามกลางความท้าทายหลาย ๆ ด้าน และทีมงาน ครม.ทั้งหน้าใหม่และหน้าเดิม ซึ่งจะเชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์ของกระทรวงพาณิชย์ที่วางไว้ก่อนหน้านี้ อีกทั้งยังมาเจอกับกระแสดราม่า “ข้าวจำนำ 10 ปี” อีกด้วย
งานหลังปรับทีมเศรษฐกิจ ครม.เศรษฐา 1/2
นายภูมิธรรมเล่าว่า ภารกิจทีมไทยแลนด์หลังจากปรับ ครม. “ไม่น่ามีปัญหา” เรื่องนี้เป็นความร่วมมือของข้าราชการทุกระดับ และ 3-4 กระทรวงร่วมกัน ในส่วนของตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศคนใหม่ “นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์” ก็เป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศคนที่แล้ว (นายปานปรีย์ พหิทธานุกร) อยู่แล้ว
ฉะนั้น ท่านก็เข้าใจในทิศทางนโยบายอยู่แล้ว ไม่น่ามีปัญหา ส่วนระดับรองนายกรัฐมนตรีนั้น จริง ๆ แล้วปรับแค่ส่วนของพรรคเพื่อไทย โดยอาจจะ “ถูกฝากถูกตัว” มากขึ้นก็ได้ เพราะอย่าง นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง ก็มาดูเรื่องหน่วยงานเกี่ยวกับเศรษฐกิจ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คมนาคม ก็มาดูเรื่องโลจิสติกส์
“ผมก็เหมาะรวมเรื่องความมั่นคง เศรษฐกิจ กระทรวงพาณิชย์ และเกษตร ก็เป็นเรื่องที่ดีที่ทำให้เรากระชับการทำงานมากขึ้น และตัว รมต.หลายท่านอย่าง ท่านมาริษ เราก็ไม่ได้เพิ่งมาเจอตอนปรับ ครม. นายมาริษรู้จักตั้งแต่สมัยรัฐบาลไทยรักไทย ท่านพิชัยก็ได้พูดคุยกันมาเนือง ๆ อยู่ ผมคิดว่าเดินทางไปได้ดี”
ภาพการผลักดันการส่งออก Q2
บทบาทในส่วนของกระทรวงพาณิชย์ ทุกวันนี้เรากล้ากำหนดเป้าหมายการทำงาน อย่างเรื่องการส่งออกไว้ที่ 1-2% โดยหลังจากที่ได้พบและคุยกับนักลงทุนทั่วโลกสะท้อนมาว่า ไทยเป็นประเทศที่มีความสำคัญทางด้านยุทธศาสตร์ เป็นศูนย์กลางในการกระจายสินค้าไปยังภูมิภาคอาเซียนและตะวันออกกลาง ฉะนั้นหลายประเทศที่เข้ามาลงทุนผลิตในประเทศไทยจะช่วยกระจายไปยังตลาดต่าง ๆ ได้
ในไตรมาส 2 เป็นต้นไป ด้านการส่งออกยังคงมุ่งขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ผลักดันการส่งออกใน 10 ตลาดเป้าหมาย ซึ่งมีทั้งตลาดใหม่ที่มีศักยภาพและตลาดที่น่าลงทุน เรื่องนี้ไม่ได้วางเล่น หรือวางโชว์ แต่เราลงไปทำจริง ๆ ทุ่มเทลงไป
อย่างล่าสุดที่เดินทางไปญี่ปุ่น ก็มุ่งผลักดันสินค้ากลุ่มซอฟต์พาวเวอร์ อาหาร ผลไม้ ไลฟ์สไตล์ สินค้าเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยง ผู้สูงวัย โดยร่วมจัดกิจกรรมทั้งอินสโตร์โปรโมชั่นกับห้างอย่าง MUJI การผลักดันการส่งออกกล้วยหอมจากโคราช ไปจำหน่ายในห้าง Beisia เป้าหมายการส่งออกปีนี้ ญี่ปุ่นจะเติบโต 1%
ขณะเดียวกัน เราก็ให้ความสำคัญกับ “ตลาดจีน” ซึ่งเป็นตลาดที่ใหญ่ มีประชากรเป็นพันล้านคน และไม่ได้ทอดทิ้ง “ตลาดอเมริกา” เพราะตลาดอเมริกาเป็นตลาดข้าวที่ใหญ่ของเราอีกตลาด นอกจากนี้ ไต้หวันและเกาหลีต่างก็มีศักยภาพ เราก็ดำเนินการ ส่วนตลาดใหม่ที่มีศักยภาพคือ “ตลาดอินเดีย-ตะวันออกกลาง”
ซึ่งผมเพิ่งต้อนรับ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ซาอุดีอาระเบีย เราสามารถเป็นแหล่งอาหารของโลก (Food Security) ได้ โดยธรรมชาติของการมีวัตถุดิบทำให้เราก็เป็นแหล่งผลิตของโลก และถ้าหากเรายิ่งพัฒนาเทคโนโลยีเข้ามาช่วย ตามนโยบายของรัฐบาลคือ ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้ เรามีตลาด มีเทคโนโลยี จะพัฒนาสินค้าเราได้มากขึ้น
ถกทูตพาณิชย์-HTA ดันส่งออก
กระทรวงพาณิชย์เราปรับกระบวนภายในทั้งหมด โดยต้องยอมรับว่าในปีที่ผ่านมา เราปรับกระบวนของเราให้ทำการค้าเชิงรุกและพยายามจะสร้างทีมของเราเพื่อจะประสานงานภายในและระหว่างกระทรวง ผมว่า “เราไปได้ดีและผมได้เห็นศักยภาพของผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์” ขณะนี้เรายิ่งไม่ได้ยึดความเป็นเจ้าของกระทรวง แต่เราพยายามที่จะหลอมรวม พยายามวางยุทธศาสตร์รวม เพื่อจะเดินไปข้างหน้า
ในเดือนนี้จะมีสัมมนาระดับผู้บริหารที่คิดยุทธศาสตร์ และจะเลยไปถึงระดับเจ้าหน้าที่ ผู้อำนวยการระดับสำนักต่าง ๆ ที่เป็นคนเอายุทธศาสตร์ไปปฏิบัติ และในงานไทยเฟค จะมีสัมมนาทูตพาณิชย์ที่จะกลับมาก็จะสัมมนาทั้งหมด และส่วนกลางจะสัมมนาอีก 100 คน เพื่อให้เห็นว่าทิศทางที่เราเดินเป็นทีมพาณิชย์อย่างไร
“เราเป็นกระทรวงการค้า เป็นรอยต่อที่เป็นสะพานเชื่อมให้สินค้าไทยไปต่างประเทศ และยังจะมีการประชุม HTA ในประเทศต่าง ๆ ที่กระทรวงพาณิชย์ตั้งให้มาช่วยกระจายสินค้า ในทั่วโลก 33 คน ประชุมอีกครั้ง ก.ค.-ส.ค.นี้”
ผมอยากให้กลไก กระทรวงพาณิชย์ ทุกส่วนขับเคลื่อนไปในทิศทางเดียวกัน เป็นยุทธศาสตรที่กำหนดร่วมกัน ถ้าเห็นทิศทางร่วมกันจะทำให้การขับเคลื่อนมีพลัง ไทยเป็นประเทศที่โชคดี แม้ว่ามีปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ แต่ไทยเป็นศูนย์กลาง ที่สามารถเปิดประตูไปสู่เศรษฐกิจในภูมิภาคต่าง ๆ มากขึ้น นับเป็นเรื่องดี
แม้ว่าเราอยู่ในจุดที่มีสงคราม แต่เราวางตัวเป็นกลางกับทุกฝ่าย ทำให้ทุกประเทศอยากคุยกับเรา จีนมา สหรัฐมา ยุโรปมา ประเทศไทยถูกเลือกเป็นศูนย์กลางการเจรจา ผมเชื่อว่าภูมิรัฐศาสตร์นั้นมีทั้งบวกและลบ การวางตัวอยู่ตรงกลางไม่ได้เสียหาย
เรื่องข้าวจำนำ 10 ปี
ภารกิจด้านสินค้าเกษตร โดยเฉพาะเรื่อง “ข้าว” ผมขอถือโอกาสสร้างความเข้าใจไปเลยว่า ข้าวในโครงการรับจำนำที่เราลงไปดูที่ จ.สุรินทร์ คือ ข้าว 2 โกดังสุดท้ายของโครงการรับจำนำข้าวปี 2556/2557 ข้าวนี้อยู่ในโกดังมานานนับ 10 ปี ซึ่งการดำเนินการของเราทำไปเพื่อ 2 วัตถุประสงค์ คือ 1) เราไม่ควรปล่อยให้เรื่องนี้ติดค้างหรือคาใจไปต่าง ๆ นานา
กับ 2) เรื่องมีมูลค่าและต้องเห็นใจเจ้าของโกดังที่เก็บข้าวที่เขาสร้างโกดังมาด้วยเงินจำนวนมาก แล้วเอาข้าวไปไว้ในโกดังเขา ผ่านมา 10 ปี เรายังล็อกโกดังโดยที่ไม่ทำอะไร เราควรจะจัดการอย่างไรก็ได้ ไม่ว่าจะเอาข้าวมาขายทำอะไร จะทำเชื้อเพลิงหรือขายเป็นอาหารสัตวก็ได้ แต่การที่เราไม่จัดการทำให้เขาเสียโอกาสในทางธุรกิจ
“จากการที่เราลงไปดู สะท้อนการเก็บรักษาที่ดีของเขา ที่ทำให้ข้าวไม่เสียหาย ไม่เสียมูลค่า ผมก็อยากขอร้องอาจารย์ หรือสื่อมวลชนว่า บางทีต้องเอาประโยชน์ประเทศชาติเป็นที่ตั้งก่อนนะว่า เราอย่างไรและจะได้ประโยชน์อะไร อย่าใช้จินตนาการชี้นำความจริง อย่าไปคิดว่าจะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ผมมารับผิดชอบกระทรวงพาณิชย์
ผมเพียงแค่ทำให้มันจบในภาระความรับผิดชอบของผม อย่าทิ้งค้างไว้ หลายคนบอกว่า ทำไมทิ้งค้างไว้ ไม่จัดการเสียที อันนี้ผมยังไม่อยากให้เป็นประเด็น ผมเพียงอยากเคลียร์เรื่องนี้ให้จบ และขอยืนยันว่าเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับการเมือง เกี่ยวข้องกับหน้าที่ผม ที่ผมอยากปิดโครงการนี้ แต่ตอนนี้ไม่ว่าจะทำอย่างไรก็ผิดไปหมด”
สาเหตุที่ต้องปิดโครงการให้จบ ผมขอให้ท่านเห็นใจผมว่า หากไม่ปิดให้จบ ผมได้รับการร้องเรียนจากเซอร์เวเยอร์ จากผู้ค้าข้าวหลายคน เขาวางเงินประกันไว้หลายคนและมีคดี เขาฟ้องร้องกันมากมายไม่จบเสียที จนเงินจำนวนมากมาค้างที่องค์การคลังสินค้า (อคส.) ถ้าศาลตัดสินแล้วว่า ไม่ผิด ก็ต้องคืนเงินค้ำประกันเขา ไม่มีประโยชน์อะไรที่ต้องนำมาเก็บไว้กับรัฐ แล้วปล่อยให้เขาเผชิญปัญหา
ในความเป็นจริง หากท่านเข้าไปดูเป็นรายคดี ท่านจะเห็นว่า เขาถูกฟ้องว่า ข้าวไม่ดี แล้วเขาก็สู้และศาลพิจารณาออกมาแล้วก็ปล่อยตัวเป็นราย ๆ ไป แต่ปล่อยตัวเสร็จ แต่เงินที่ค้างอยู่ก็ไม่คืนเขา นี่เป็นสิ่งที่ผมได้รับการร้องเรียนมาตลอด มาขอเข้าพบตลอด หากคิดเป็นวงเงินที่ค้างก็ถือว่า “มากทีเดียว”
แต่ละรายบอกว่า มีเงินค้างจำนวนมาก และคดีจบจะไปเก็บเงินของเขาไว้ทำไม ถ้ารัฐจะเอามาไว้ก็ได้โดยมิชอบ “สองเจ้าสุดท้าย ก่อนที่ผมจะเข้ามาก็บอกว่า จะมีการประมูล แต่ผมเองก็อยากจะให้งานนี้จบอย่างขาวสะอาด จึงบอกว่าอย่าเพิ่งประมูล ผมจะเข้ามาดูก่อน นี่จึงเป็นเหตุผลที่ผมเข้ามา”
ผลตรวจสอบย้อนแย้งกับ ม.ล.ปนัดดา
ผมกราบเรียนว่า ผมเข้าไปดูก่อนมีสื่อท้องถิ่นไปด้วย ผมยังคิดในใจว่า ถ้าเปิดแล้วข้าวมันเน่า ผมจะขายไปเป็นอาหารสัตว์เลย แต่สภาพที่เข้าไปดูวันนั้น ผมลองมาหุงดู ชิมดู ไม่ได้ประชาสัมพันธ์อะไร เท่าที่ดูจากสายตา สีสันมันยังทำได้ จริง ๆ ไม่ต้องทำอย่างที่มีการเรียกร้องให้ไปตรวจ DNA ข้าวหรืออะไร
เพราะที่ผ่านมาไม่เคยมีจะไปทำ (ตรวจ) เพราะระบบการประมูล ข้าวกองนี้เคยถูกประมูลแล้ว แสดงว่าเคยมีการถูกตรวจสอบทั้งหมดแล้ว แล้วทำไมทิ้งประมูลข้าวกองนี้ คนตั้งคำถามก็เพราะ เขาประมูลตอนที่ราคาข้าวขึ้นไปสูง และคิดว่าราคาจะทะลุขึ้นไปอีก คิดว่าจะกำไร แต่พอซื้อเสร็จ ราคาข้าวมันลงพอดี เขาจะเอาเงินจ่ายไปเพื่อเอาของออกไปขายขาดทุน ก็ไม่มีใครยอม ก็เลย “ทิ้งดีกว่า”
อย่างมากก็ไปฟ้องร้องกัน ซึ่งเป็นคดีมา 10 กว่าปี คดียังค้างไปค้างมา นี่คือวิถีทางที่เขาเลือกก็เลยเป็นแบบนี้ “ไม่ใช่ข้าวเน่าแล้วทิ้ง” แต่เป็นผลจากราคาเขาจึงทิ้ง ผมไม่จำเป็นต้องไปตรวจอะไรที่ละเอียด อย่างที่ใครว่า เพราะเวลาขายเซอร์เวเยอร์กับผู้ซื้อเขาก็มาดูเอง
“ผมบริสุทธิ์ใจที่ไปดู จริง ๆ เป็นเรื่องดี สื่อไปเกือบทุกสำนัก เปิด 3 กุญแจให้เขาเข้าไปดู ทางกายภาพ OK จมูกข้าวยังมี สีเหลืองไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับข้าวที่เก็บและเมื่อนำมาหุงก็หุงขึ้นหม้อ และเมื่อนำไปประมูลเสร็จเครื่องมือของโรงสีและผู้ส่งออกสามารถขัดสีทำได้หมดแล้ว ถึงเวลาจะซื้อขาย เขาอยากจะเอาเซอร์เวเยอร์มาตรวจก็มาตรวจ ไม่ได้ก็คือไม่ได้”
เงื่อนไขประมูลเพื่อส่งออกเท่านั้น
ณ เวลานี้ลำพัง “ตลาดแอฟริกา” ก็ไม่พอขายแล้ว เพราะเขาชอบข้าวเก่า ยิ่งเก่ายิ่งชอบ เป็นวัฒนธรรมการรับประทานของคน เพราะตอนนี้ความต้องการส่งออกก็แทบจะไม่พออยู่แล้ว “คุณจะดราม่ากันไปทำไม ผมพาสื่อไปดู เค้าอยากดูตรงไหน ให้เอามาดู (ฉ่ำ) ซึ่งเขาปีนขึ้นไปข้างบน ตอนแรกฉ่ำข้างนอก แต่วันที่ไปกับสื่อให้เข้าฉ่ำไปถึงตรงกลาง 15 ชั้น เพราะเวลาที่เค้าซุกข้าวก็น่าจะซุกลงไป
ดังนั้นฉ่ำ 15 ชั้น และผมยังมีโดรนวิ่งไปถ่ายตรงกลางให้เขาเห็น แล้วเอามาแจกให้นักข่าว ผมไม่ได้ไปทำอะไรกับโดรน และมีเกือบ 10 คน ไปถ่ายด้วยมือตัวเอง และเวลากินผมก็กิน ผมนี่เพิ่งเปลี่ยนไตมา ต้องระวังมากกว่าพวกคุณอีก แต่ที่ถ่ายมาบอกว่า ผมกินข้าวนิดเดียว กินกับเยอะ ผมอ้วนแล้ว กินข้าวน้อย กินกับข้าวเยอะ แต่ผมทานไป 2 จาน”
จะปิดบัญชีโครงการจำนำอย่างไร
ผมอยากให้ทำให้ถูกต้องตามกระบวนการ ไม่ได้คิดจะไปให้ร้ายใคร หรืออะไร ถ้าไม่ปิดก็คาอยู่ในกระทรวงพาณิชย์ พอปิดก็จะได้จบไป เรื่องนี้จะได้ไม่มี จะจบ ผิดหรือถูกก็ว่าไปตามนั้น ไม่ได้มีความจำเป็นที่จะต้องไปบิดเบือนอะไร วันนี้เราเริ่มต้นด้วยความโปร่งใส ก็ยังว่าอีกว่า เอาสื่อลงไปเป็นสักขีพยานทำไม แล้วตกลงคุณจะเอาอะไร ปล่อยให้เขาเอาไปประมูลตามความเป็นจริงเถอะ เพราะยิ่งพูด ยิ่งทำให้คนที่อยากประมูล ไม่กล้ามาประมูล ความเข้าใจจะผิดเพี้ยน
“ดังนั้น ขอให้เขามาร่วมประมูลเถอะ เขาไม่มีทางที่อยู่ ๆ จะมาซื้อข้าวเน่าหรอก ถ้าเน่าคงไม่มีคนมาซื้อ และผมเองก็คงเอาไปขายทำแอลกอฮอล์ ฉะนั้นอยากขอร้องให้พี่น้องประชาชนเข้าใจ ว่าผมไม่ได้ท้าทายใคร แต่ผมว่าสภาพพอกินได้ แต่ถ้าจะให้ไปตรวจสอบดีเอ็นอี 15-20 วัน ทำเรื่องเดียวเพื่อจะมาขายข้าว มาทำกระบวนการเป็นเดือน มันไม่ใช่ความเหมาะสม โดยราคาประมูลผมยังเชื่อว่า ราคาจะได้ไม่ต่ำกว่า 15 บาท แต่ผมทำอย่างนี้ไม่ว่าจะทำอะไรก็ผิด”