เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

“เทียนประสิทธิ์” นายกสมาคมโรงแรมไทย ส่องทางรอดธุรกิจโรงแรมปี’67-68

16 พ.ค. 2567 | 13:31น.
เทียนประสิทธิ์ ไชยภัทรานันท์

เทียนประสิทธิ์ ไชยภัทรานันท์

“เทียนประสิทธิ์ ไชยภัทรานันท์” นายกสมาคมโรงแรมไทย ส่องทางรอดธุรกิจโรงแรมปี 2567-2568

“ธุรกิจโรงแรมมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นเป็นลำดับในช่วงปี 2565-2567 อัตราการเข้าพักเฉลี่ยที่ 45% ในปี 2565 ก่อนปรับขึ้นเป็น 69% ในปี 2566 ส่วนปี 2567 ช่วงไตรมาสแรกตัวเลขอยู่ในเกณฑ์ดี โดยภาพรวมธุรกิจโรงแรมทุกพื้นที่ยังคงแข่งขันรุนแรงจากซัพพลายส่วนเกินสูง

ขณะที่ดีมานด์ฟื้นตัวอย่างช้า ๆ เลยทำให้การปรับราคาห้องพักทำได้ยาก ครึ่งปีแรก (2567) ตอนนี้ผ่านไตรมาสแรกไปแล้ว ส่วนไตรมาส 2 เข้าหน้าฝนจะเป็นโลว์ซีซั่นของประเทศไทย ขณะที่ราคาห้องพักขายได้เฉลี่ยอยู่ที่ 1,488 บาทต่อห้อง คิดเป็นการฟื้นตัวราว 86% เมื่อเทียบกับช่วงก่อนเกิดโควิด ในส่วนครึ่งปีหลังก็ 2 ไตรมาสเหมือนกัน ไตรมาสสุดท้ายจะเป็นไฮซีซั่น ซึ่งไฮซีซั่นช่วงครึ่งปีหลังผมคิดว่าดี ทั้งตัวเลขจำนวนนักท่องเที่ยวและตัวเลขราคาห้องพักจะได้มากขึ้น”

เทียนประสิทธิ์ ไชยภัทรานันท์
เทียนประสิทธิ์ ไชยภัทรานันท์

เป็นการคาดการณ์ของ “เทียนประสิทธิ์ ไชยภัทรานันท์” นายกสมาคมโรงแรมไทย (THA) คนใหม่ ซึ่งเพิ่งเข้ารับไม้ต่อจากมาริษา สุโกศล เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา โดยมีวาระ 2 ปี (2567-2569) เทียนประสิทธิ์คาดการณ์แนวโน้มธุรกิจโรงแรมในปี 2567 ต่อเนื่องไปถึงปี 2568 แม้จะหน้าอ่อน แต่ก็ไม่ใช่มือใหม่ในวงการ และยังคว่ำหวอดอยู่ใน THA มานาน เป็นเจ้าของโรงแรมแกรนด์ไดมอนด์สวีท ประตูน้ำ และภูภัทราวานา รีสอร์ต ที่เขาใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา ในฐานะนายกสมาคมโรงแรมไทย เป้าหมายในภาพรวมคือ ต้องยกระดับมาตรฐาน-พัฒนาให้โรงแรมมีคุณภาพ เพื่อผลักดันราคาห้องพักเฉลี่ยของไทยให้เพิ่มขึ้น

ตัวเลขอัตราห้องพักเวลานี้ที่บอกว่าดี หมายถึงดีเท่าช่วงก่อนเกิดโควิด ?

ยังไม่เท่าก่อนจะเกิดโควิด-19 แต่ถ้าบอกว่าจะกลับไปเท่าเดิมไหม ต้องลุ้นว่าประเทศจีนจะเอายังไง เรื่องฟรีวีซ่าก็ช่วยได้ส่วนหนึ่ง เพียงแต่ว่ากลุ่มจีนที่เราได้มากในอดีต คือกลุ่มกรุ๊ปทัวร์ที่นั่งรถบัสมา ซึ่งกลุ่มนี้ยังน้อยอยู่ เข้าใจว่าส่วนหนึ่งเป็นเพราะเรื่องตั๋วเครื่องบิน ไฟลต์บิน สมัยก่อนเขาจะเหมาลำมาแล้วค่าตั๋วถูก แต่ตอนนี้อุตสาหกรรมการบินทั่วโลก จำนวนเครื่องบินกลับมาไม่เท่าเดิม ตลาดแพงเขาวิ่ง แต่ตลาดถูกยังไม่ฟื้นเสียทีเดียว กำลังดูไตรมาส 2 กับ 3

ปีนี้เป็นปีแรกที่ไทยเจอสภาพอากาศร้อนแบบวิกฤต แล้วมีผลกระทบกับการท่องเที่ยว ปีนี้ต่างชาติเขามาตามแพลนเดิมของเขา แต่ปีหน้า (2568) ถ้าอากาศยังร้อนวิกฤตแบบนี้เขาอาจคิดอีกรอบว่าไปเที่ยวที่ไหนดี สรุปคือหลังโควิดมานี้โรงแรม 4 ดาวขึ้นไปเกือบจะฟื้นตัวเท่าเดิมแล้ว บางพื้นที่ก็แซงไปแล้ว

อย่างภูเก็ตห้องพักเต็มล้นเขาก็ขยับราคาขึ้น คนก็ยังซื้อ แต่โรงแรม 3 ดาวลงมาอัตราเข้าพักยังไม่มากพอ โดยเฉพาะพวกที่รับกรุ๊ปทัวร์ของจีน เพราะจีนยังมาไม่เท่าเดิม แล้วไฟลต์บินน้อย อีกอย่างคนจีนเปลี่ยนพฤติกรรมการเที่ยว ไม่มากับบริษัททัวร์แล้ว แต่จะจองผ่านอาโกด้ามาเที่ยวเอง

นักท่องเที่ยวประเทศไหนมากอันดับ 1

จีนยังเป็นอันดับ 1 แต่เป็น FIT (Free Independent Travelers) คือเดินทางมาเที่ยวด้วยตัวเอง ไม่ใช่กรุ๊ปทัวร์ มี 75% ซึ่งภาพนี้เราไม่เคยเห็นมาก่อน จีนเข้ามาเยอะแต่เขาเที่ยวเอง มีอิสระในเรื่องโปรแกรมต่าง ๆ และพวกนี้ค่าใช้จ่ายต่อหัวเยอะ ผมว่านี่คือภาพที่เมืองไทยจะต้องไปทางนี้ ดังนั้น เราต้องสร้างความสะดวก เดินทางง่ายให้กับนักท่องเที่ยว เพราะเรื่องกินเรื่องไปเที่ยวที่ไหน พวกอินฟลูเอนเซอร์ (Influencer) ในประเทศเหล่านั้นเขาทำการบ้านให้อยู่แล้ว แต่จะไปยังไงให้ง่ายและสะดวก สนุกเป็นหน้าที่ของเรา

จริง ๆ แล้วตัวเลขแต่ละโรงแรมตลาดไม่เหมือนกัน อย่างประตูน้ำตลาดเป็นอาเซียน บางที่เป็นยุโรป แล้วแต่ทำเล จำนวนนักท่องเที่ยว 4 เดือนแรก (มกราคม-เมษายน 2567) เข้ามาแล้ว 12 ล้านคน แต่เป้าของ ททท. ตั้งไว้ 39 ล้านคน ก็อาจจะได้นะ รอลุ้น

อย่างไรก็ดี กลุ่มสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (FETTA) ไปยื่นสมุดปกขาวให้กับนายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นคำแนะนำในหลาย ๆ เรื่อง หนึ่งในนั้นคือ Repositioning ประเทศไทย คือรีแบรนด์ประเทศไทยใหม่ เพราะที่ผ่านมาคำว่า Amazing Thailand มันเก่าแล้ว และในแง่หนึ่งคำว่า Amazing ปนความหมายว่า “ราคาถูก” ถ้าเราตั้งแบบนี้ตอนนี้เราถูกสู้คนอื่นไม่ได้ เราต้องสร้างคุณค่าของเราใหม่

อีกอย่างพูดกันถึง “การท่องเที่ยวยั่งยืน” ผมว่าการท่องเที่ยวจะยั่งยืนได้ ต้องเหมาะสมพอดี การไปตั้งเป้าจำนวนนักท่องเที่ยว 39 ล้านคน ถามจริง ๆ มีการวางแผนงานไหมว่าจำนวนนี้แต่ละเดือนมาเท่าไหร่ แล้วเดือนพฤศจิกายน ธันวาคม มาเข้าช่องทางไหน เที่ยวบินเป็นยังไง จะกระจายไปในแต่ละเมืองยังไง

ถ้าคนอยากไปภูเก็ต แต่ภูเก็ตเต็มแน่น ล้น สุดท้ายสิ่งต่าง ๆ เราพร้อมไหม ตั้งแต่เรื่องไฟลต์บิน สนามบินภูเก็ตวันหนึ่งลงได้กี่เที่ยว ในนั้นมีคนไทยเดิมเที่ยวอยู่แล้วเท่าไหร่ แล้วนักท่องเที่ยวเป็นเท่าไหร่ ห้องพักพอไหม มองย้อนกลับไปเราประสบภาวะภัยแล้ง น้ำไม่มี จะบริหารจัดการยังไง รัฐบาลต้องไปแก้ไข สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ไม่ใช่ว่าขายให้ได้เยอะ ๆ ทำราคาให้ได้ดี ๆ แล้วจบ มันไม่ใช่

ทั้งเรื่องสภาพอากาศร้อน เรื่องท่องเที่ยวแบบยั่งยืน ปีหน้าต้องวิเคราะห์กันใหม่ แล้วถ้าภาครัฐสนับสนุนทางใดทางหนึ่ง หรือทำเป็นโครงการคล้าย “เราเที่ยวด้วยกัน” ในอดีต ปรับจูนให้คนเที่ยวภายในประเทศ ที่ดีมากคือ ทำอย่างไรให้คนเที่ยววันธรรมดาได้ ซึ่งมี 2 ส่วน หนึ่ง-คนเกษียณอายุ เขาสะดวกเที่ยวทุกวันและเที่ยววันธรรมดา โรงแรมตั้งราคาถูกได้ สอง-คนทำงานมีเงินเดือน สังเกตว่าพวกนี้จะลาหยุดพ่วงกับลองวีกเอนด์ ทำยังไงให้คนสองส่วนนี้เที่ยวได้มากขึ้น

ภาครัฐ และ ททท.ก็มีการจัดอีเวนต์ อย่างสงกรานต์ดึงคนมาเที่ยว

ผมพยายามบอกว่าอีเวนต์ไม่ใช่จุดที่คนจะมาซ้ำ สงกรานต์คือคนจะมาเล่นน้ำ เพราะฉะนั้นเล่นน้ำเมืองไทยคือวันที่ 13-16 เมษายน ทั่วโลกรู้ หรือที่พัทยาทั่วโลกรู้ว่ามีอะไร นี่คือสาระสำคัญ ถ้าอยากจะเพิ่มนักท่องเที่ยวจะต้องเพิ่ม “คาพาซิตี้” (Capacity) คือต้องเพิ่ม “จุดเล่น” ให้เขามีจุดเล่นน้ำเพิ่มขึ้น ไม่ใช่การไปขยายวันเล่นน้ำ หรือจัดอีเวนต์ ต้องเพิ่มพื้นที่จุดเล่นน้ำขึ้นมาใหม่ แล้วต่อไปเดี๋ยวมันจะมีแคแร็กเตอร์ของสถานที่เอง ยกตัวอย่างสีลม ก็มีเรื่องของกลุ่มหลากหลายทางเพศ (LGBT) เป็นต้น

ดังนั้น ต้องหาจุดไปเพิ่มในจังหวัดรองต่าง ๆ เช่น จังหวัดแพร่ ปีนี้เขาว่าสนุกมาก แต่เราไม่เคยรู้ สงกรานต์คือการเล่นน้ำ คุณจะไปจัดคอนเสิร์ต มันไม่ใช่ แต่ต้องหาพื้นที่เล่นน้ำใหม่ ๆ ครั้งแรกคนอาจไม่เยอะ แต่ทุกคนจะรับรู้ ซึ่งต้องใช้เวลาจัดสักปีสองปี

เห็นว่าการท่องเที่ยวกำลังวางแผนจัดงานลอยกระทงให้เป็นแบบสงกรานต์

ก็ได้ แต่ยังไงก็ไม่ส่งผลกระทบเท่าสงกรานต์ ลอยกระทงเต็มที่ใช้เวลาไม่เกิน 3 ชั่วโมง แล้วอย่าไปขยายนะ มันเป็นไปไม่ได้ที่คุณบอกว่าจะฉลองปีใหม่ 7 วัน เป็นไปได้ไหมล่ะ มันก็เหมือนกันแหละ

หน้าฝนจะโปรโมตให้คนเที่ยวคนพักโรงแรมยังไง ?

ต่างชาติเขาตั้งใจมาเที่ยวอยู่แล้ว แต่ตอนนี้คือท่องเที่ยวในประทศมันหด รายได้ครัวเรือนกระทบค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ค่าไฟก็ไม่รู้ชะลอได้นานแค่ไหน ตั๋วเครื่องบินก็แพง สู้ไปเที่ยวต่างประเทศเลยดีกว่า รายได้เที่ยวในประเทศจึงยังต่ำอยู่ คิดว่าฟื้นยาก ถ้ารัฐจะช่วยต้องหาวิธีกระตุ้นให้คนเที่ยวในประเทศ ตอนนี้คงต้องกระตุ้นสังคมสูงวัย ทำยังไงให้จ่ายน้อยและมาเที่ยววันธรรมดา

คือจริง ๆ รัฐควรตั้งรายได้จากตัวเลขการท่องเที่ยว อย่าไปตั้งรายได้จากจำนวนคนหรือจำนวนนักท่องเที่ยว ถ้าเราจะได้รายได้เท่าเดิมหรือมากกว่าเดิม แต่นักท่องเที่ยวมาพอดีกับสนามบินเรา พอดีกับเที่ยวบิน พอดีกับจำนวนโรงแรมที่มันเหมาะสม มันดีกว่า

เพราะฉะนั้น ต้องสนับสนุนให้โรงแรมพัฒนาตรงนี้ อาจเป็นเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ หรือลดดอกเบี้ย อย่าลืมว่าโรงแรมไม่มีรายได้มา 2 ปีกว่าตอนเกิดโควิด ไม่มีเงินเข้ามาเขาก็เปิดตามสภาพ รัฐก็ต้องเข้ามาสนับสนุน แต่ที่ผ่านมายังไม่มีโครงการอะไรพิเศษ แต่มีที่ขอไปคืองบฯจัดอบรมสำหรับโรงแรม 4 ดาว เพื่อให้พนักงานมีสกิลเพียงพอสำหรับทำงานในมาตรฐานโรงแรม 4 ดาว ขอไป 8 ล้านบาท จำนวน 158 แห่ง เป็นโรงแรมที่ต้องปรับค่าแรงเป็น 400 บาท ซึ่งก็พอเป็นกำลังใจให้เขาได้บ้าง

เห็นด้วยกับ “กาสิโน” สร้างรายได้ ?

ส่วนตัวผมว่าดี อเมริกาทำกาสิโนในทะเลทราย สำหรับประเทศไทยถ้าจะทำต้องไปทำในที่ที่ยังไม่พัฒนา ล่าสุดได้คุยกับคนที่เขาจะมาจัดงานโกลบอล ทราเวล ฟอรั่ม ในประเทศไทย คุยเรื่องกาสิโน คำตอบผมคือดีใช่ไหม แต่คำตอบของเขาคือดีมาก ๆ เห็นว่านายกรัฐมนตรีขอความเห็นเขาไป กาสิโนมันต้องมีลักษณะเป็น “ENTERTAINMENT CITY” ไม่ใช่มีตึก 2-3 ตึกในพื้นที่หนึ่ง มาเพื่อไปบ่อนเล่นอย่างเดียว ไม่ใช่ แต่มันต้องเป็นเมืองที่มีทุกอย่างและมองไปให้ไกลกว่านั้น

อย่างลาสเวกัสไม่ใช่บ่อนอย่างเดียว เขามีจัดคอนเสิร์ตระดับโลก ชกมวยชิงแชมป์โลก ประกวดนางงาม ทำอย่างนี้ยั่งยืน ต้องไปสร้างเมืองใหม่ถึงจะคุ้ม มันทำได้ หาพื้นที่โล่ง ๆ จังหวัดที่ยังไม่พัฒนา เมืองรองก็ได้ ทางอีสานก็ได้ ทางเหนือตอนกลางก็ดี พัฒนาให้เป็นเอ็นเตอร์เทนเมนต์ซิตี้

นโยบายพัฒนาโรงแรมในไทยให้เป็นดิจิทัลไปถึงไหนแล้ว

ตอนนี้ทุกโรงแรมปรับตัวกันแล้ว เอาเป็นว่า 80% เพราะสุดท้ายดิจิทัลเข้ามาลดต้นทุนให้เรามาก จำนวนแรงงานในบางตำแหน่งลดไป ไม่ต้องมี ยกตัวอย่างโรงแรมผมที่ประตูน้ำมีพนักงานจองห้องพัก 4 คน ต้องอยู่ 24 ชั่วโมง แต่พอมีระบบออนไลน์ตัวเลขไปอยู่หน้าฟรอนต์เรียบร้อยแล้ว ระบบบัญชีก็เหมือนกันใช้ AI ช่วยได้มาก

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของงานบริการ การเจอลูกค้ายังมีความจำเป็น เพราะของแพงต้องเจอคน ถ้ายิ่งแพงมากเดินมาเจอหน้า สวัสดีค่ะคุณเอ คุณบี…โอ้โห ประทับใจ คราวหน้ามาพักอีก เดี๋ยวนี้มีอีกโมดูลหนึ่งเรียกว่า “Revenue Manager” จะวิเคราะห์ให้เลยว่าคุณต้องขายราคานี้ ขายช่องทางนี้ ไม่ต้องไปตั้งราคานิ่ง ๆ 24 ชั่วโมง เอไอทำให้หมด

เรื่องความยั่งยืน Sustainability ก็ต้องทำ?

ความยั่งยืนเป็นเรื่องใกล้ตัวที่สุดแล้ว ต้องทำเลย THA พยายามรณรงค์ให้โรงแรมตื่นตัวเรื่องพวกนี้ เพราะทางยุโรปมีกฎหมายออกมาแล้ว ว่าบริษัทนำเที่ยวที่พากรุ๊ปทัวร์มาพักโรงแรม ถ้าโรงแรมไหนไม่ทำในเรื่องเหล่านี้ เช่น โลว์คาร์บอน, กรีนโฮเต็ล ฯลฯ เขาไม่ให้เข้าพัก และยังถือว่ามีความผิดตามกฎหมาย ในอนาคตเรื่องเหล่านี้จะหนักมากขึ้น อีกหน่อยประเทศในแถบอื่นก็ต้องทำ อย่างในอโกด้าเวลานี้เขาก็มีบอกให้ลูกค้ารู้ว่าโรงแรมไหนทำ ให้เป็นทางเลือกของลูกค้า ในอนาคตใครทำเรื่องนี้จะได้เปรียบ

ภาครัฐบอกว่าอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเป็นเครื่องยนต์หลักที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญในขณะนี้ ส่วนตัวคิดอย่างไร ?

เห็นด้วย เพราะการท่องเที่ยวเป็นตัวเดียวที่สามารถสร้างรายได้เห็นผลทันที แต่สินค้าเกษตรต้องผ่านกระบวนการผลิตอะไรต่าง ๆ มากมาย แต่การท่องเที่ยวนักท่องเที่ยวอัดตูมเข้ามา เห็นผลทันที ศักยภาพประเทศเราพร้อมระดับหนึ่ง สามารถทำได้ดีกว่านี้อีก แต่อย่าเอาตัวเลขรายได้มาเป็นเคพีไอ ถ้าอยากได้แบบคุณภาพ 39 ล้านคน ถ้าทำจริง ๆ เป็นไปได้ แต่มีคุณภาพหรือเปล่า ? ส่วนที่ว่ารายได้จากการท่องเที่ยวจะช่วยให้ประเทศรอดจากวิกฤตไหม อันนี้ตอบไม่ได้