คอลัมน์ : สัมภาษณ์
กองทุนรวมยังคงเป็นตัวเลือกการลงทุนที่น่าสนใจ โดยเฉพาะนักลงทุนที่ไม่อยากเสี่ยงเกินไป ส่วนผลตอบแทนก็ขึ้นกับประเภทของกองทุนที่ลงทุนว่าลงในสินทรัพย์อะไร
ขณะที่ “กองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF)” ถูกหยิบยกขึ้นมาอีกครั้ง เพื่อหวังปลุกตลาดหุ้นไทยให้กลับมาคึกคัก มองไปข้างหน้าสถานการณ์กองทุนรวมจะเป็นอย่างไร “ชวินดา หาญรัตนกูล” กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTAM ในฐานะนายกสมาคมบริษัทจัดการลงทุน ได้ฉายภาพเหล่านี้ไว้
ครึ่งปีหลังหุ้น “จีน-สหรัฐ” เด่น
“ชวินดา” กล่าวว่า ในครึ่งปีหลังเศรษฐกิจโลกยังมีแนวโน้มเติบโตได้ต่อเนื่อง แต่อาจมีความแตกต่างกันไปในแต่ละภูมิภาค จากปัจจัยต่าง ๆ เช่น นโยบายการเงินตึงตัว ผลกระทบจากการคงดอกเบี้ยในระดับสูง และการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ ขณะที่ตลาดหุ้นต่างประเทศปรับตัวขึ้นได้ดีในช่วงปีก่อน จากปัจจัยพื้นฐานที่ดีขึ้น ผลประกอบการออกมาสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดต่อเนื่อง
โดยเฉพาะตลาดหุ้นจีน ที่ในระยะสั้นยังคงได้เปรียบจากการส่งออกสินค้าราคาถูก ทำให้ยอดการส่งออกขยายตัว รวมถึงปัญหาในภาคอสังหาริมทรัพย์คลี่คลายลง ซึ่งจะส่งผลให้เศรษฐกิจจีนอาจจะค่อย ๆ ปรับตัวดีขึ้น รวมถึงการปรับโครงสร้างตลาดทุนให้มีคุณภาพสูงขึ้น โปร่งใสมากขึ้น และเอื้อต่อการลงทุนของนักลงทุนสถาบันและต่างชาติมากขึ้น
ขณะที่หุ้นสหรัฐ มีความน่าสนใจมากขึ้น จากที่ผ่านมา ตลาดหุ้นสหรัฐได้ปรับลดลงจนราคาที่ซื้อขายกลับมาอยู่ในระดับที่เหมาะสม ประกอบกับธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีแนวโน้มที่จะปรับลดดอกเบี้ยลงในช่วงปลายปีตามแนวโน้มเงินเฟ้อที่ปรับตัวลดลง ซึ่งหุ้นมีการเติบโต โดยเฉพาะธีม AI รวมถึงมีการเลือกตั้ง ซึ่งจะทำให้ตลาดมีความคึกคัก
“หุ้นจีนมีแนวโน้มฟื้นตัวขึ้น เริ่มเห็นมาตรการภาครัฐกระตุ้นเศรษฐกิจตรงกับเป้าหมายและตรงใจนักลงทุนมากขึ้น ด้านตลาดหุ้นสหรัฐ ยังเชื่อว่าเฟดจะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ย 1-2 ครั้งช่วงไตรมาส 4 เรามองว่านโยบายการเงินจะเป็นตัวผลักดันหุ้นทั่วโลกได้”
บอนด์เด่นรับดอกเบี้ยขาลง
“ชวินดา” กล่าวว่า ในส่วนของตราสารหนี้ทั่วโลก มีความผันผวนไปตามกระแสคาดการณ์การลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางของแต่ละประเทศ โดยคาดว่าธนาคารกลางสำคัญ ๆ ของโลกอาจจะมีการลดดอกเบี้ย ส่งผลให้ตลาดตราสาหนี้ต่างประเทศ มีความน่าสนใจขึ้น ในช่วงดอกเบี้ยขาลง ในส่วนตลาดตราสารหนี้ไทยนั้น มีความผันผวนไปตามกระแสคาดการณ์การลดดอกเบี้ยของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เช่นกัน
เก็งหุ้นไทยฟื้น-สิ้นปี 1,500 จุด
ขณะที่ตลาดหุ้นไทย ในช่วงที่ผ่านมา ถือว่ามีอัตราเติบโตในระดับต่ำ ส่วนหนึ่งมาจากปัญหาความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว และการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวที่ล่าช้ากว่าประเทศอื่น ๆ รวมถึงความล่าช้าของงบประมาณปี 2567 แต่หลังจากที่พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) มีผลบังคับใช้แล้ว จะส่งผลให้มีเม็ดเงินไหลเวียนในเศรษฐกิจดีขึ้น
ซึ่งจะเป็นปัจจัยขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ได้ อีกทั้งมาตรการกระตุ้นทางภาครัฐที่จะเข้ามามีส่วนเร่งผลักดันให้เศรษฐกิจดียิ่งขึ้นด้วย นอกจากนี้ ภาคการท่องเที่ยวคาดว่าจะฟื้นตัวต่อเนื่อง ซึ่งจะส่งผลให้เห็นอัตราการเติบโตที่ดีขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี
“เรามองว่า พ.ร.บ.งบประมาณที่มีผลบังคับใช้จะเป็นตัวเสริมสำคัญในช่วงหลังจากนี้ และมาตรการต่าง ๆ ที่ออกมาจะช่วยสนับสนุนหุ้นไทย ทั้งนี้ มองตลาดหุ้นไทยสิ้นปี 2567 จะขึ้นทดสอบ 1,500 จุดได้”
อย่างไรก็ดี ตลาดหุ้นไทยในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา อยู่ในภาวะหลายปัจจัย ทั้งการเมือง เทคโนโลยี และอื่น ๆ แต่ความจริงประเทศไทยไม่จำเป็นที่จะเป็นประเทศที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีทั้งหมด เพราะทุกคนต้องใช้ปัจจัย 4 และเชื่อว่าจะเป็นปัจจัยสำคัญในการเติบโตของประเทศ
“ตลาดทุนไทยควรโตด้วยธรรมชาติ พอผ่านมาถึงจุดหนึ่งจะเรียนรู้ได้ว่า ปัจจัย 4 สำคัญกว่าอย่างอื่น”
แนะกระจายพอร์ตลงทุน
“ชวินดา” กล่าวว่า ภาพรวมการลงทุนในครึ่งปีหลังนี้ คาดว่าสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกอาจจะให้ผลตอบแทนในระดับ “ปานกลาง” และอาจจะไม่ได้ดีเหมือนในปีก่อน ในทางตรงกันข้ามสินทรัพย์ปลอดภัยอาจจะให้ผลตอบแทนที่ดีขึ้นกว่าในปีที่ผ่าน ๆ มา ถึงแม้ว่าความผันผวนยังคงมีอยู่ต่อเนื่อง ดังนั้น การจัดพอร์ตการลงทุนที่มีความ “สมดุล” และ “กระจายตัว” ดีเพียงพอจะเป็นตัวช่วยลงทุนในครึ่งปีหลังนี้ได้อย่างดี
กระตุ้นคนไทยออมเงิน
สำหรับกองทุนลดหย่อนภาษี “ชวินดา” กล่าวว่า ไม่ว่าจะเป็นกองทุนรวมเพื่อส่งเสริมการออมระยะยาว (SSF), กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) กองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน (TESG) รวมถึง LTF แต่ละประเภทมีนักลงทุนที่เข้ามาซื้อแตกต่างกัน อย่าง RMF ฐานนักลงทุนค่อนข้างกระจุกตัวอยู่กับคนวัย 50 ปีขึ้นไป ส่วน LTF จะอายุประมาณ 30-40 ปี
ด้าน SSF เป็นกลุ่มนักลงทุนรุ่นใหม่ อายุ 30 ปีขึ้นไป เพราะไม่ต้องซื้อต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี ทำให้นักลงทุนกลุ่มนี้เริ่มลงทุนได้เร็ว และสามารถกระจายการลงทุนไปต่างประเทศได้ ส่วน TESG เป็นกลุ่มนักลงทุนวัย 40 ปีขึ้นไป ให้ความสำคัญทางด้านการบริหารจัดการทุกมิติ
“ประเทศไทยมีหนี้ครัวเรือนสูงมาก เรามีคนที่อยู่ในระบบที่ยังมีรายได้ประมาณ 22 ล้านคน แต่กลับมีนักลงทุนไม่ถึง 2 ล้านคน จึงอยากให้คนไทยเริ่มต้นการออมเงิน และอยากสร้างฐานนักลงทุนรุ่นใหม่ให้เติบโตได้อย่างจริงจัง ในภาวะเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอน”
ผลักดัน LTF ปลุกหุ้นไทยปีนี้
ส่วนการฟื้นกองทุน LTF นั้น “ชวินดา” กล่าวด้วยว่า หลังจากได้ข้อสรุปการหารือระหว่างสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) จะเสนอกระทรวงการคลังพิจารณา เพื่อให้เริ่มได้ภายในปีนี้
“มีข้อเสนอเกี่ยวกับกองทุนลดหย่อนภาษีที่เน้นเจาะจงหุ้นไทย จากที่ผ่านมา ทั้งนักลงทุนต่างชาติ สถาบัน และคนไทย ต่างถอนเงิน แล้วหันไปลงทุนต่างประเทศกัน”