ผู้เขียน : ฐากร ตัณฑสิทธิ์
คณะกรรมาธิการการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม ซึ่งประกอบด้วยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากหลายพรรคการเมืองไปศึกษาดูงานเกี่ยวกับการสร้างนวัตกรรมที่ประเทศอังกฤษ ตลอด 1 สัปดาห์ ได้เก็บเกี่ยวความรู้และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับนักวิชาการ ผู้ประกอบการ รวมทั้งนักเรียนไทยซึ่งเป็นอนาคตสำคัญของชาติจากหลากหลายสาขาวิชา
ที่สำคัญ การศึกษาดูงานครั้งนี้ทำให้ผมเห็นว่ามีหลายอย่างที่ไทยจะต้องเร่งคิดรีบทำ เพื่อต่อยอดนวัตกรรม หากไม่ต้องการตกขบวนจากคลื่นการเปลี่ยนแปลง (Megatrends) ทางเทคโนโลยีและสภาพภูมิอากาศที่กำลังเกิดขึ้น และจะทวีความเข้มข้นขึ้นเรื่อย ๆในอนาคต
ไฮไลต์ของการเดินทางครั้งนี้คือการรับฟัง และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาวะภูมิอากาศโลก (Climate Change) และการสร้างนวัตกรรม จากคณะบริหารธุรกิจ (Judge Business School) ของมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ หนึ่งในคณะบริหารธุรกิจชั้นนำของโลก
นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์นับเป็นศูนย์กลางการวิจัย คิดค้นนวัตกรรมใหม่ ๆ คณาจารย์ของมหาวิทยาลัยแห่งนี้ได้รับรางวัลโนเบลในหลากหลายสาขามากถึง 121 รางวัล เรียกได้ว่าเราได้มาเยือนมาสัมผัสที่แหล่งเพาะพันธุ์และสร้างนวัตกรรมแหล่งสำคัญแห่งหนึ่งของโลกเลยทีเดียว

สำหรับมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ คณะ กมธ.อว.ได้รับเกียรติจาก “รองศาสตราจารย์ ดร.คาเมียร์ โมฮัดส์” (Kamair Mohaddes) เป็นเจ้าภาพการดูงานของคณะ ดร.คาเมียร์นอกจากเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านผลของการเปลี่ยนแปลงสภาวะภูมิอากาศโลกต่อเศรษฐกิจ ยังเป็นผู้ร่วมก่อตั้งศูนย์ปฏิบัติการผู้ประกอบการของคิงส์คอลเลจ (King’s Entrepreneurship Lab) ซึ่งศึกษาเกี่ยวกับการสร้างนวัตกรรมที่ให้กำไร พร้อมทั้งสร้างความยั่งยืนให้กับโลก
นอกจากนี้ เรายังได้รับความช่วยเหลืออย่างดียิ่งจาก “คุณวีระพงษ์ ประภา” มหาบัณฑิตด้านบริหารธุรกิจสำหรับนักบริหารระดับสูงของ Judge Business School ปัจจุบันทำงานในองค์กรนานาชาติที่สนับสนุนธุรกิจเพื่อความยั่งยืน ที่กรุงลอนดอน ช่วยติดต่อประสานงานคณาจารย์ และเป็นพิธีกรดำเนินรายการให้เราตลอดทั้งวัน
การบรรยายแบ่งออกเป็น 4 ภาค โดยใน 2 ภาคแรก เราได้เรียนรู้เกี่ยวกับ Megatrends ของโลก จาก Climate Change และ Artificial Intelligence (AI) หรือปัญญาประดิษฐ์ สำหรับ 2 ภาคหลัง เราได้ขบคิดเกี่ยวกับบทบาทของภาครัฐในการสนับสนุนการสร้างนวัตกรรมท่ามกลาง Megatrends นี้ ผมจะขอถอดบทเรียนสำหรับไทยจากแต่ละภาค ดังนี้
บทเรียนที่ 1 : Climate Change มีผลต่อทุกภาคส่วนไม่เฉพาะภาคการเกษตร และรัฐบาลต้องสนับสนุนการสร้างนวัตกรรมเพื่อป้องกันและลดทอนผลของ Climate Change อย่างเร่งด่วน
“ดร.คาเมียร์” นำผลการศึกษาซึ่งอิงจากข้อมูลจากกว่าร้อยประเทศทั่วโลกชี้ว่า Climate Change มีผลลบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจในเกือบทุกภาค ไม่ใช่เฉพาะภาคการเกษตรอย่างที่คนส่วนใหญ่เข้าใจกัน ยกตัวอย่าง อากาศที่ร้อนกว่าปกติทำให้การขุดเหมืองแร่ในบางประเทศต้องหยุดชะงัก เพราะเครื่องมือไม่สามารถทำงานต่อได้ หรือทำให้เกิดอุบัติเหตุบ่อยขึ้นเพราะความเหนื่อยล้าจากอากาศที่ร้อนผิดปกติ
ผลลบดังกล่าวยังเกิดขึ้นในภาคอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นภาคขนส่ง ไฟฟ้า ประปา การค้าปลีก โรงงานอุตสาหกรรม ที่น่าสนใจคือผลกระทบนี้เกิดขึ้นทั้งในประเทศพัฒนาแล้ว และกำลังพัฒนา และทั้งประเทศที่มีอากาศร้อนและหนาว เรียกได้ว่าไม่มีใครหนีพ้นจาก Climate Change ได้
ถ้าไม่มีใครเริ่มทำอะไร “ดร.คาเมียร์” ชี้ว่า ภายในศตวรรษนี้ ภาวะโลกร้อนจะเกิดขึ้นเร็วกว่าเดิมถึง 20 เท่า โดยอุณหภูมิโลกจะเพิ่มขึ้นกว่า 2-6 องศาเซลเซียส สำหรับไทย เราจะได้เปรียบจากความตื่นตัวเพื่อป้องกันภาวะโลกร้อน
หากรัฐบาลสนับสนุนการสร้างนวัตกรรมเพื่อป้องกัน และบรรเทาผลจาก Climate Change ผ่านการสร้างแรงจูงใจให้ภาคอุตสาหกรรม ภาคประชาชน และภาครัฐเอง “Go Green” มากยิ่งขึ้น โดยสิ่งเหล่านี้จะต้องเร่งทำ เพราะต้องใช้เวลากว่านโยบายจะเห็นผล
นอกจากจะป้องกันผลลบจาก Climate Change แล้ว การสนับสนุนนวัตกรรม Go Green ยังเป็นโอกาสในการสร้างนวัตกรรม สร้างธุรกิจใหม่ ๆ ตลอดจนสร้างงานสร้างรายได้ให้กับไทยอีกด้วย (อย่างที่เรียกกันว่า Green Jobs) เพราะฉะนั้น Climate Change จึงเป็นโอกาสสำคัญของการพัฒนานวัตกรรมของไทย ถ้าเราพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสได้ทัน

บทเรียนที่ 2 : AI จะช่วยสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ ๆ ที่มนุษย์ไม่เคยทำได้ แต่ต้องไม่ลืมผลข้างเคียงของเทคโนโลยีต่อสังคม
“ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สเตลลาร์ พาชิดี” (Dr.Stellar Pachidi) ผู้เชี่ยวชาญด้านการประยุกต์ใช้ AI ในองค์กรเล่าว่า AI หรือการใช้หุ่นยนต์ หรือระบบประมวลผล มาช่วยมนุษย์ทำงานหรือทำงานแทนมนุษย์ กำลังเป็นที่ตื่นตัวทั่วโลก และ AI จะเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดทิศทางของนวัตกรรมในอนาคต AI สามารถประมวลข้อมูลจำนวนมากอย่างเป็นระบบในขนาดที่มนุษย์ไม่เคยทำได้มาก่อน การใช้ AI ในธุรกิจจึงช่วยพัฒนาสินค้าและบริการใหม่ ๆ ให้ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคมากขึ้น ตลอดจนลดต้นทุนจากประสิทธิภาพที่สูงขึ้นและการใช้แรงงานที่น้อยลง
“การพัฒนา AI ก่อให้เกิด AI Global Supply Chain ตั้งแต่ต้นน้ำ คือ การพัฒนาระบบประมวลผล หรือการผลิตเครื่องมือที่จำเป็นต่อ AI เช่น ชิปประมวลผลที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง ไปจนถึงปลายน้ำ เช่น การป้อนหรือวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อช่วยให้ระบบประมวลผลฉลาดขึ้น ประเทศต่าง ๆ รวมทั้งไทยจึงต้องคิดว่าจะเข้ามาแข่งขันใน AI Global Supply Chain ได้ตรงไหนบ้าง การวางกลยุทธ์ที่เหมาะสม โดยเฉพาะการมีแรงงานที่มีทักษะสอดรับกับเทคโนโลยี จะช่วยผลักดันการสร้างนวัตกรรมในยุคของ AI”
อย่างไรก็ตาม “ดร.สเตลลาร์” ได้เตือนถึงผลข้างเคียงด้านลบของ AI ที่ภาครัฐและธุรกิจไม่ควรมองข้าม เช่น โปรแกรม ChatGPT ถึงแม้จะเขียนบทความได้เหมือนมนุษย์ แต่ไม่สามารถอ้างอิงแหล่งที่มาได้ จึงไม่สามารถการันตีความถูกต้องของเนื้อหาได้ทั้งหมด หรือ ChatGPT สามารถเขียนข่าวปลอม หรือ Fake News สร้างความขัดแย้งในสังคมได้ ถ้าถูกพัฒนาโดยข้อมูลเท็จ เป็นต้น

บทเรียนที่ 3 : รัฐบาลควรส่งเสริมให้ธุรกิจไทยประยุกต์ใช้ “นวัตกรรมแบบรัดเข็มขัด” (Frugal Innovation)
ในยุคที่ทรัพยากรของโลกจำกัดขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ว่าจะเป็นทรัพยากรธรรมชาติจาก Climate Change หรือทรัพยากรเวลาของคน “ศาสตราจารย์ ดร.ไจดีป ประภู” (Prof.Dr.Jaideep Prabhu) คิดค้นและเสนอการสร้างนวัตกรรมแบบรัดเข็มขัด หรือการผลิตสินค้าและบริการที่ดีขึ้น แต่ใช้ทรัพยากรน้อยลง ซึ่งปัจจุบันเป็นหลักการที่บริษัทใหญ่ ๆ จำนวนมาก เช่น เครื่องดื่มน้ำอัดลมยี่ห้อ Pepsi นำไปประยุกต์ใช้จนเห็นผลดีมาแล้ว
ตัวอย่างของนวัตกรรมแบบรัดเข็มขัด เช่น บริษัทในจีนที่เรียนรู้ และประยุกต์เทคโนโลยีจากสหรัฐ จนผลิตเครื่องเอกซเรย์ดิจิตัล (Digital Direct X-Ray) ที่มีคุณภาพทัดเทียมกัน แต่ใช้วัตถุดิบน้อยกว่าและถูกกว่า จึงสามารถเสนอขายเครื่องในราคาที่ต่ำกว่าคู่แข่ง จนสามารถเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดได้อย่างรวดเร็ว เป็นต้น
อีกกรณีคือ อินเดีย ที่นำเข้าเทคโนโลยีจากตะวันตกมาสร้างเครื่องตรวจสอบลายนิ้วมือที่ราคาถูกกว่ากันมาก สร้างธุรกิจ และลดงบประมาณของรัฐบาล เป็นต้น
บทเรียนสำคัญคือการสนับสนุนของรัฐบาลเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการสร้างนวัตกรรมแบบรัดเข็มขัดของธุรกิจ อย่างที่เห็นในประเทศจีน การสนับสนุนนี้ไม่ใช่ให้รัฐบาลเข้ามาทำแทน หรือเข้ามาครอบงำธุรกิจ แต่เป็นการนำทาง (Steer) ให้ภาคเอกชนสร้างนวัตกรรมได้สะดวกและแข่งขันได้มากที่สุด

บทเรียนที่ 4 : ความร่วมมือระหว่างธุรกิจและมหาวิทยาลัยเป็นเครื่องมือสร้างนวัตกรรมที่มีประสิทธิภาพ และทำให้นวัตกรรมกระจายได้ทั่วถึงขึ้น
สำหรับในภาคบรรยายสุดท้าย คณะ กมธ.อว.ได้รับเกียรติจาก “รองศาสตราจารย์ ดร.ไมเคิล คิตสัน” (Prof.Dr.Michale Kitson) ผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายสร้างนวัตกรรม และเป็นที่ปรึกษาให้รัฐบาลอังกฤษ และรัฐบาลต่าง ๆ ทั่วโลก มาให้ข้อคิดเกี่ยวกับการผลักดันนวัตกรรมผ่านความร่วมมือระหว่างธุรกิจและมหาวิทยาลัย
ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุด คือ มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ซึ่งความร่วมมือระหว่าง Start-ups และผู้เชี่ยวชาญของมหาวิทยาลัย ส่งผลให้เคมบริดจ์กลายเป็นเมืองที่มีกิจกรรมสร้างนวัตกรรม (สะท้อนผ่านจำนวนคำขอจดสิทธิบัตรและการตีพิมพ์บทความทางวิชาการ) สูงที่สุดแห่งหนึ่งในโลก และเป็นคลัสเตอร์(Cluster) สำคัญที่ผลักดันการสร้างนวัตกรรมของอังกฤษ
“ผมเห็นว่าความร่วมมือลักษณะนี้ควรส่งเสริมให้เกิดมากขึ้นในไทย เพราะคนไทยจำนวนมากมีแรงผลักดันที่จะสร้างธุรกิจของตัวเอง และมีผู้เชี่ยวชาญอาจารย์ด้านต่าง ๆ มากมาย รัฐบาลควรส่งเสริมให้ผู้เชี่ยวชาญมาร่วมมือกับธุรกิจที่มีความสนใจตรงกัน โดยอาจกระจายไปตามภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วประเทศที่มีมหาวิทยาลัยตั้งอยู่ เป็นการกระจายการสร้างนวัตกรรมและโอกาสทางเศรษฐกิจไม่ให้กระจุกตัวเฉพาะบางพื้นที่”
สุดท้ายแล้ว บทเรียนทั้ง 4 ข้อตอกย้ำให้เห็นว่า โลกกำลังก้าวเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี และสภาพภูมิอากาศครั้งสำคัญ ทุกประเทศจะต้องปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงนี้ และนวัตกรรมจะเป็นตัวแปรสำคัญที่กำหนดว่าประเทศไหนจะร่วงหรือจะรอด

สำหรับไทย รัฐบาลต้องมองให้ออกว่าโอกาสของประเทศอยู่ตรงไหน และจะส่งเสริมให้โอกาสนั้นเกิดขึ้นจริงได้อย่างไร เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีได้ประกาศเป้าหมายให้ไทยเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมระดับโลกใน 8 ด้าน ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี แต่ยังขาดแนวทางที่ชัดเจนว่าจะผลักดันอุตสาหกรรมนั้น ๆ ได้อย่างไร
นอกเหนือจากมาตรการทางภาษีซึ่งไม่น่าจะเพียงพอ บทเรียนจากเคมบริดจ์บอกว่าการสร้างนวัตกรรมแบบรัดเข็มขัด และการสร้างความร่วมมือระหว่างรัฐ เอกชน และมหาวิทยาลัย โดยคำนึงถึง AI และ Climate Change สามารถเป็นคำตอบของการพัฒนานวัตกรรมไทยได้
“ที่สำคัญ เราจะต้องไม่รอช้า อาจารย์ท่านหนึ่งกระซิบกับผมว่า รัฐบาลเวียดนามตื่นตัวให้ความสนใจมาดูงานที่มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ เป็นประจำทุกปี ดังนั้นถ้าไทยไม่ก้าวไปข้างหน้าเร็วพอ ก็จะนับว่าเดินถอยหลัง ผมจึงขอฝากโจทย์ใหญ่นี้ถึงรัฐบาลด้วยความห่วงใยประเทศร่วมกัน”
หมายเหตุ – นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ ประธานคณะกรรมาธิการการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัติกรรม (กมธ.อว.) เขียนบทความชิ้นนี้หลังนำคณะ กมธ.อว. ไปดูงานที่ประเทศอังกฤษ เมื่อปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา