มหากาพย์รถไฟฟ้าสายสีส้มใกล้ยุติ จับตา 12 มิ.ย. 67 ศาลนัดอ่านคำพิพากษา ด้าน “บล.เอเซีย พลัส” เผย “BEM-CK” ลุ้นข่าวดี ประเมินผลบวกอย่างมีนัยสำคัญในเชิงความต่อเนื่องของรายได้ที่มีสัญญายาว 30 ปี ความประหยัดต่อขนาดบริหารรถไฟฟ้าหลายเส้นทาง CK เข้ารับงานก่อสร้างสายสีส้มตะวันตก-งานติดตั้งระบบ-จัดหาขบวนรถ มูลค่า 1.09 แสนล้าน
วันที่ 11 มิถุนายน 2567 บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซีย พลัส จำกัด รายงานว่า มหากาพย์โครงการประมูลรถไฟฟ้าสายสีส้มที่ต่อสู้กันยาวนานกว่า 4 ปี ใกล้ได้ข้อยุติวันพรุ่งนี้ (12 มิ.ย. 2567) โดยศาลปกครองสูงสุดมีนัดอ่านคำพิพากษาคดีพิพาทโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีส้ม
ที่บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) (BTSC) เป็นโจทย์ยื่นฟ้องคณะกรรมการคัดเลือกตาม มาตรา 36 แห่ง พ.ร.บ.การร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ. 2562 ข้อหาการเปิดประมูลรถไฟฟ้าสายสีส้มรอบ 2 ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะมีการกำหนดหลักเกณฑ์ กีดกันการแข่งขันอย่างเป็นธรรม ถือเป็นคดีสุดท้ายที่ยังค้างคาอยู่ในศาล
หากศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาตามความเห็นของตุลาการผู้แถลงคดี ศาลปกครองสูงสุด ในวันที่ 11 เม.ย. 2567 ที่ได้ให้ความเห็นว่าควรยกฟ้องตามคำพิพากษาศาลปกครองกลาง ก็น่าจะทำให้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) สามารถเซ็นสัญญากับ บมจ.ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ (BEM) ในฐานะที่เป็นผู้เสนอผลตอบแทนสูงสุดให้กับภาครัฐได้ภายในปีนี้
ซึ่งการได้เข้าไปดำเนินการรถไฟฟ้าสายสีส้มของ BEM จะส่งผลบวกอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งในเชิงความต่อเนื่องของรายได้ที่มีสัญญายาว 30 ปี และ Synergy ที่เกิดขึ้นจากความประหยัดต่อขนาดในการบริหารรถไฟฟ้าหลายเส้นทาง รวมถึงการส่งต่อผู้โดยสารให้กับรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ซึ่งเป็นรถไฟฟ้าเส้นทางหลักของ BEM ในปัจจุบัน
โดยฝ่ายวิจัยประเมินมูลค่าเพิ่มจากโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มที่จะเกิดขึ้นกับ BEM เท่ากับ 2 บาท/หุ้น และได้รวมอยู่ในราคาเหมาะสมของ BEM ที่ฝ่ายวิจัยประเมินไว้ที่ 11 บาทแล้ว
นอกจากนี้ ผลบวกยังเกิดขึ้นกับ บมจ.ช.การช่าง (CK) ในฐานะที่ CK จะเข้าไปรับงานก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีส้มตะวันตก พร้อมงานติดตั้งระบบและจัดหาขบวนรถมูลค่า 1.09 แสนล้านบาท ต่อจาก BEM อีกด้วย โดยฝ่ายวิจัยประเมินราคาเหมาะสมของ CK ด้วยวิธี Sum of the Part ให้ราคาเหมาะสมที่ 27 บาท
