สทนช. ซักซ้อมรับมือน้ำหลาก หลังคาดการณ์ฤดูฝน ปี’67 จะปริมาณฝนมากกว่าค่าปกติประมาณ 5-10% ย้ำต้องมีการแจ้งเตือนภัยล่วงหน้า 72 ชม. เพื่อลดความเสียหายให้ได้มากที่สุด พร้อมขอให้ประชาชนติดตามข่าวสารจากภาครัฐอย่างใกล้ชิด
วันที่ 13 มิถุนายน 2567 นายไพฑูรย์ เก่งการช่าง รองเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เป็นประธานการประชุมติดตามและประเมินสถานการณ์น้ำประจำสัปดาห์ เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2567 พร้อมด้วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ
กรมอุตุนิยมวิทยา สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) (สสน.) กรมทรัพยากรน้ำ กรมทรัพยากรธรณี กรมชลประทาน การประปานครหลวง การประปาส่วนภูมิภาค สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) (GISTDA) กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น เป็นต้น เข้าร่วมการประชุมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์

รองเลขาธิการ สทนช. เปิดเผยผลการประชุมว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีฝนตกหนักในบางพื้นที่ โดยส่วนใหญ่เป็นพื้นที่บริเวณขอบของประเทศ ในขณะที่ตอนกลางของประเทศมีฝนตกไม่มากนัก โดยในระหว่างวันที่ 5-12 มิ.ย. 67 มีพื้นที่เกิดสถานการณ์อุทกภัย 10 จังหวัด ได้แก่ ภาคเหนือ 6 จังหวัด ในพื้นที่ จ.เชียงราย จ.แม่ฮ่องสอน จ.ลำปาง จ.น่าน จ.พะเยา จ.ตาก ภาคกลาง 2 จังหวัด ในพื้นที่ จ.สุพรรณบุรี จ.นครปฐม และภาคตะวันออก 2 จังหวัด ในพื้นที่ จ.จันทุบรี จ.ตราด
โดยเป็นสถานการณ์น้ำหลากและน้ำท่วมขังในพื้นที่การเกษตร ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เร่งให้ความช่วยเหลือเพื่อคลี่คลายสถานการณ์อย่างเต็มที่ โดยปัจจุบันยังคงเหลือสถานการณ์ในพื้นที่ 3 จังหวัด ได้แก่ จ.สุพรรณบุรี จ.จันทบุรี และ จ.ตราด
และจากสถานการณ์ฝนตกในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ส่งผลให้มีปริมาณน้ำไหลเข้าอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ทั้ง 35 แห่ง เพิ่มเติมอีกจำนวน 428 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งพื้นที่ที่มีปริมาณน้ำไหลเข้าอ่าง มากที่สุดคือพื้นที่ภาคตะวันตกและภาคเหนือ ตามลำดับ
สำหรับช่วงวันที่ 13-18 มิ.ย. 67 กรมอุตุนิยมวิทยาและ สสน. คาดการณ์ว่าฝนจะมีการตกแบบกระจาย ทั้งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือตอนบน ภาคกลาง และภาคตะวันออก และจะมีฝนตกหนักในบริเวณชายขอบของประเทศฝั่งตะวันตก ตั้งแต่ภาคเหนือจนถึงภาคใต้ ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะมีการเฝ้าระวังและเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
“ฤดูฝนในปีนี้คาดว่าจะปริมาณฝนมากกว่าค่าปกติประมาณ 5-10% โดยคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) ได้เร่งรัดให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีการดำเนินการเตรียมรับมือฤดูฝนให้เป็นไปตาม 10 มาตรการรับมือฤดูฝน ปี 2567
ซึ่ง สทนช. ได้มีการซักซ้อมร่วมกับหน่วยงานปฏิบัติทั้งในเรื่องของการคาดการณ์ การบริหารจัดการน้ำ การแจ้งเตือนภัย โดยได้มีการวางแผนเตรียมพร้อมไว้ล่วงหน้าและจะมีการปรับการบริหารจัดการน้ำให้เข้ากับบริบทของพื้นที่ในแต่ละสถานการณ์ รวมทั้งในแต่ละพื้นที่จะมีการซักซ้อมเพื่อเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ด้วยเช่นกัน
นอกจากนี้ คณะกรรมการลุ่มน้ำทั้ง 22 ลุ่มน้ำ ยังได้จัดทำแผนป้องกันและแก้ไขภาวะน้ำท่วม ซึ่ง กนช. ได้มีมติเห็นชอบแล้ว โดยจะมีการนำแผนดังกล่าวไปดำเนินการร่วมกับมาตรการรับมือฤดูฝน ซึ่งศูนย์บริหารจัดการของแต่ละลุ่มน้ำจะทำงานเชื่อมโยงกับศูนย์อำนวยการน้ำแห่งชาติ สทนช. โดยจะมีการนำนวัตกรรมต่าง ๆ เช่น แบบจำลอง ผังน้ำ มาใช้เพื่อให้สามารถรับมือสถานการณ์น้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นด้วย
รองเลขาธิการ สทนช. กล่าวต่อว่า ในที่ประชุมวันนี้ยังได้มีการติดตามสภาพของเครื่องจักร เครื่องมือต่าง ๆ เช่น สถานีสูบน้ำ ประตูน้ำ เพื่อให้มีความพร้อมใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ และสำหรับจุดที่ยังขาดความพร้อมในการใช้งาน เช่น ประตูน้ำกลางคลองรังสิตประยูรศักดิ์ กรมชลประทานจะเร่งดำเนินการปรับปรุงแก้ไขโดยเร็ว
นอกจากนี้ สทนช. ได้เน้นย้ำในเรื่องของการแจ้งเตือนภัยให้มีการเตือนภัยล่วงหน้า 72 ชั่วโมงหรือ 3 วัน เพื่อช่วยลดความเสียหายที่จะเกิดกับประชาชนให้ได้มากที่สุด โดยขอให้ประชาชนมีความมั่นใจในการเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ฤดูฝนของหน่วยงานภาครัฐและขอให้ติดตามข้อมูลข่าวสารจากภาครัฐอย่างใกล้ชิด ทั้งนี้ นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี จะมีการเรียกประชุมเพื่อติดตามการดำเนินงานตามมาตรการรับมือฤดูฝนของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในเร็ว ๆ นี้

