กกร.ชี้สัญญาณอันตรายเศรษฐกิจไทยแย่ ปัจจัยลบรุมเร้าภายใน-ภายนอก เดินหน้ารื้อสมุดปกขาว เตรียมวางมาตรการแก้เกมเศรษฐกิจ ผวาขึ้นค่าแรง 400 บาททั่วประเทศ ‘ไตรภาคี’ ยื่นหนังสือถึง ผวจ.ทั่วประเทศ
วันที่ 3 กรกฎาคม 2567 นายผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย ในฐานะคณะกรรมการภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เปิดเผยผลการประชุม กกร.ว่าที่ประชุม กกร. ยังคงตัวเลขประมาณการเศรษฐกิจปี 2567 ว่าจะยังคงขยายตัว 2.2-2.7% อัตราเงินเฟ้อ ขยายตัว 0.5-1.0%
โดยยังคงต้องจับตาปัจจัยที่จะส่งผลต่อเศรษฐกิจโลกในช่วงครึ่งปีหลัง ซึ่งทาง กกร.ได้มีมติว่าจะมีการทบทวนสมุดปกขาวที่ได้จัดทำไว้ก่อนหน้านี้ เพื่อให้สอดรับกับสถานการณ์เศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลง โดยมอบให้นายทวี ปิยะพัฒนา เป็นประธานคณะทำงานในการทบทวน

โดยที่ประชุมมีความกังวลต่อปัญหาต้นทุนของภาคเอกชน จากนโยบายการปรับขึ้นของค่าแรงงานขั้นต่ำ 400 บาททั่วประเทศ และต้นทุนด้านพลังงาน ตลอดจนปัญหาเรื่องของกำลังซื้อที่ยังไม่ฟื้นขึ้นมาในช่วงครึ่งปีหลังการชะลอตัวของอุตสาหกรรมยานยนต์และอสังหาฯ กระทบภาพรวมเศรษฐกิจไทย อุปสงค์ในประเทศยังเปราะบาง
โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจสูง อย่างยานยนต์และอสังหาฯ โดยยอดจำหน่ายรถยนต์ในช่วง 5 เดือนแรกหดตัว 24% ส่วนหนึ่งมาจากผู้บริโภคมีรายได้จากเศรษฐกิจนอกระบบเป็นสัดส่วนสูง ส่วนยอดโอนอสังหาฯ 4 เดือนแรกสำหรับบ้านจัดสรรหดตัว 11.8% และอาคารชุดหดตัว 7.4%
ซึ่งหากอุตสาหกรรมยานยนต์และอสังหาฯ มีแนวโน้มหดตัวมากขึ้น และกำลังซื้อในประเทศในช่วงครึ่งปีหลังก็ยังไม่ฟื้น อาจจะกระทบทำให้ GDP ปีนี้ลดลงกว่าที่คาดไว้ 0.3-0.4%
ค้านขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 400 บาท
นายผยงกล่าวว่า ในที่ประชุม กกร.ได้มีการหารือ ผลจากการที่ กกร.จังหวัดทั่วประเทศได้มีการประชุมหารือผู้แทนในคณะอนุกรรมการค่าจ้างขั้นต่ำรายจังหวัด (ไตรภาคีระดับจังหวัด) เกี่ยวกับนโยบายการปรับค่าแรงขั้นต่ำ และได้แสดงความกังวลต่อผลกระทบจากการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 400 บาท/วันทั่วประเทศ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการ SMEs ในภาคเกษตรและบริการไม่สามารถดำเนินธุรกิจได้
เนื่องจากไม่สามารถแบกรับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้ ประกอบกับภาวะเศรษฐกิจในพื้นที่ที่ชะลอตัวต่อเนื่อง ทำให้ส่งผลกระทบต่อรายได้ในช่วงที่ผ่านมา จึงได้ให้ความเห็นกับคณะกรรมการไตรภาคีระดับจังหวัด ให้ค่าแรงที่ปรับมีความเหมาะสมกับแต่ละพื้นที่ ทั้งนี้ ที่ประชุม กกร. เน้นย้ำถึงความสำคัญในการใช้กลไกของคณะอนุกรรมการค่าจ้างขั้นต่ำรายจังหวัด (ไตรภาคี) ในการพิจารณาค่าแรงขั้นต่ำ โดยพิจารณาให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจในพื้นที่
นอกจากนี้ กกร.ได้ให้ความสำคัญกับการจ่ายค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือ (Competency Based Pay) ด้วยความร่วมมือเชิงรุกจากภาคนายจ้าง ลูกจ้าง และหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งการเร่ง Upskill, Reskill ให้แรงงานไทยมีทักษะฝีมือตามมาตรฐาน โดย กกร. จะร่วมมือกับกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กระทรวงแรงงาน เพื่อดำเนินการสนับสนุน
โดยปัจจุบันกระทรวงแรงงานได้มีการกำหนดมาตรฐานทักษะฝีมือแรงงานแล้ว จำนวน 279 สาขา และมีการกำหนดอัตราค่าจ้างตามทักษะมาตรฐานฝีมือแรงงานแล้ว จำนวน 129 สาขา ซึ่งสามารถเป็นกลไกในการพิจารณาปรับขึ้นค่าแรงตามทักษะแทนการพิจารณาปรับค่าจ้างขั้นต่ำ
รวมถึงจะเป็นระบบที่สามารถรับรองทักษะแรงงาน ตอบโจทย์เทคโนโลยีและบริบทของธุรกิจที่เปลี่ยนไป ยกระดับรายได้ให้แก่แรงงาน เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน (Productivity) ให้แก่ประเทศ
ผวาต้นทุนพลังงานพุ่ง
นอกจากนี้ที่ประชุมยังมีความกังวลถึงต้นทุนด้านพลังงาน โดยในการพิจารณาปรับแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศ พ.ศ. 2567-2580 (PDP2024) และแผนปฏิบัติการด้านพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก พ.ศ. 2567-2580 (AEDP 2024) ที่อยู่ระหว่างการทบทวนขอให้คำนึงถึงประเด็นเรื่องต้นทุนของผู้ประกอบการในระยะยาว และการปรับให้น้ำมัน E20 เป็นน้ำมันพื้นฐานแทน E10 และขอให้มีกลไกจัดการเพื่อให้ผลประโยชน์อยู่กับเกษตรกรไทยอย่างแท้จริง
ค่าระวางเรือพุ่ง 95% จับตาส่งออก
อย่างไรก็ตาม กกร. ปรับกรอบการเติบโตของการส่งออก ปี 2567 เป็น 0.8-1.5% จากเดิม 0.5-1.5% เพราะแม้ว่าไทยจะได้รับอานิสงส์จากการเคลื่อนย้ายฐานซัพพลายเชนของโลก แต่ทว่าการค้าโลกมีแนวโน้มชะลอตัว อีกทั้งปัจจัยเสี่ยงเรื่องการปรับขึ้นค่าระวางเรือ 95% เมื่อเทียบจากเดือน เม.ย. 67 ต้นทุนและระยะเวลาการขนส่งเพิ่มขึ้นจากปัญหาทะเลแดงทำให้ต้องอ้อมแหลมกู๊ดโฮป ความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางที่รุนแรงมากขึ้น ทำให้ภาพรวมการค้าโลกชะลอตัวตลอดไตรมาสที่ 2 และคาดว่าจะต่อเนื่อง
“ผู้ประกอบการบางส่วนเร่งสั่งซื้อสินค้าก่อนมาตรการขึ้นภาษีของสหรัฐต่อจีนมีผลภายในปีนี้ ส่งผลให้ค่าระวางเรือล่าสุดปรับตัวขึ้น 95% เมื่อเทียบจากเดือน เม.ย. 67 ขณะที่ใช้ระยะเวลาในการขนส่งนานขึ้นตามภาวะขนส่งคับคั่งและขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์
สิ่งเหล่านี้ถือเป็นปัจจัยลบเพิ่มเติมต่อภาคการผลิตและการส่งออกของโลกในระยะข้างหน้าการส่งออกไทยเผชิญความเสี่ยงจากสงครามการค้าของสหรัฐ-จีน การขึ้นภาษีของสหรัฐต่อสินค้าจีนรอบใหม่อาจกระทบสินค้าส่งออกไทยที่เป็นห่วงโซ่อุปทานให้แก่จีน ซึ่งประเมินว่าสินค้าเหล่านี้คิดเป็นสัดส่วน 19.5% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมดไปจีน”
โดยสินค้าที่มีความเสี่ยงได้รับผลกระทบมาก เช่น ยางแผ่น ยางแท่ง เม็ดพลาสติกและเคมีภัณฑ์ เป็นต้น อย่างไรก็ดีอาจมีปัจจัยบวกชั่วคราวจากการเร่งสั่งซื้อสินค้าและการปรับเปลี่ยนมาส่งออกจากไทย คาดว่ามูลค่าการส่งออกทั้งปีปรับดีขึ้นเล็กน้อย แต่ยังมีประเด็นฉุดรั้งจากเรื่องต้นทุนจากการขาดแคลนเรือและตู้คอนเทนเนอร์ รวมถึงระยะเวลาการขนส่งที่เพิ่มขึ้น
โรงงานปิด เอสเอ็มอีจิ๋วเดี้ยง จ่อเลิกจ้าง
นายทวี ปิยะพัฒนา รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ผมในฐานะรองประธานที่ดูเศรษฐกิจต่างจังหวัดตอนนี้เศรษฐกิจของประเทศแย่มาก ๆ ทุกคนบ่นกันหมด ผมดูแลสายงานต่างจังหวัด ต่างจังหวัดเงียบมาก กรุงเทพก็เงียบ
ซึ่งจากการสำรวจเรื่องค่าแรงวันนี้เอกชนเกิน 70% ไม่ต้องการให้มีการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 400 บาททั่วประเทศ ขอการเมืองอย่ามากดดันภาคเอกชนทาง ส.อ.ท.ยังยืนยันจุดยืนเดิม

“ผลกระทบจากต่างประเทศโดยเฉพาะกับจีน สงครามการค้าทำให้สินค้าจีนถูกแอนตี้ซึ่งมีผลต่อการส่งออกเราประมาณ 20% นี่คือสัญญาณอันตราย ภายในก็แย่ปัจจัยภายนอกก็มากดดันและยิ่งวันนี้ถ้าปรับขึ้นค่าแรงครั้งนี้จะถือเป็นการขึ้นครั้งที่ 3 ในรอบปีไม่มีประเทศใดที่จะปรับขึ้นค่าแรง 3 ครั้งต่อปี
เพราะตามกฎหมายให้แค่ 1 ครั้งต่อปี ซึ่งการดำเนินนโยบายนี้ส่งผลกระทบต่อนักลงทุน ถ้ามากดดันอุตสาหกรรมเอสเอ็มอีจิ๋ว ๆ ให้ไปก่อน ยิ่งตอนนี้ปิดโรงงานไปแล้วใกล้ ๆ จะพันแห่ง เลิกจ้างไปจำนวนหนึ่ง ถ้าเกิดมีเหตุการณ์นี้อีกนับว่าเป็นสัญญาณอันตราย”
ค่าแรงกระทบแผนลงทุนเอกชน
ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ รองประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ผมขอให้ความเห็นในฐานะของคณะกรรมการหอการค้าการปรับขึ้นค่าแรงขึ้นมา ไม่ใช่เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจแต่จะเป็นการซ้ำเติมประเทศมากกว่า
“ค่าแรงเป็นปัจจัยภายในที่เราคุมได้ เราไม่ควรจะมาปรับขึ้นทั่วประเทศในปีนี้เพราะมันจะเป็นครั้งที่ 3 จะส่งผลกระทบต่อนักลงทุนเพราะผู้ประกอบการมีการวางแผนงานประจำปีล่วงหน้าไว้ การปรับขึ้นค่าแรงแบบนี้จะส่งผลกระทบกับแผนงานและต้นทุนของผู้ประกอบการ”

ดังนั้น สิ่งที่รัฐบาลจะต้องทำ ก็คือ ทำให้เกิดการจ้างงาน และต้องดูว่าค่าแรงของประเทศไทยเท่าไหร่สามารถสู้และแข่งขันกับต่างประเทศได้หรือไม่
ดร.พจน์ กล่าวว่า ขณะนี้ คณะอนุกรรมการค่าจ้างแรงงาน (ไตรภาคี) ได้ทำหนังสือถึงผู้ว่าราชการจังหวัดไปแล้ว 53 จังหวัดเพื่อแจ้งถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นและ ท่าทีของ กกร. ที่ขอไม่ให้มีการปรับขึ้นค่าแรงงาน 400 บาท ทุกพื้นที่ทั่วประเทศ แต่ขอให้มองถึงศักยภาพของแรงงาน พัฒนาฝีมือแรงงาน
โดยภาคเอกชนพร้อมที่จะเข้าไปช่วยดูแลในเรื่องของการพัฒนาฝีมือแรงงานร่วมกับ กรมพัฒนาฝีมือแรงงานเพื่อรีสกิลแรงงานให้ตอบโจทย์ ซึ่งคาดว่าจะทยอยทำจดหมายจนครบ 77 จังหวัดภายในวัน 5 กรกฎาคม 2567
ประสานพาณิชย์แก้ปัญหาค่าระวางเรือ
ดร.พจน์ กล่าวว่า ในส่วนของการส่งออกนั้นถึงแม้ว่า กกร.จะปรับเพิ่มตัวเลขจาก 0.5 เป็น 0.8 แต่หากไม่มีปัจจัยเรื่องปัญหาค่าระวางเรือ ตัวเลขการส่งออกอาจจะปรับขึ้นจาก 0.5 เป็น 1% เลยทีเดียว
ซึ่งหลังจากนี้ทาง กกร. เตรียมจะทำข้อเสนอเพื่อหารือกับกระทรวงพาณิชย์ กรมการค้าภายใน ในการเรียกผู้ประกอบการสายเรือมาหามาตรการทางออกในการลดค่าระวางเรือร่วมกัน รวมทั้งการแก้ปัญหาเรื่องขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์เพื่อไม่ให้ซ้ำรอยกับวิกฤตตู้คอนเทนเนอร์เมื่อ 3 ปีที่แล้ว
