เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
“ชัชชาติ” สำรวจ ดาต้าเซ็นเตอร์ พระราม9 หลังชาวบ้าน-ร้านค้าร้องกลิ่นน้ำมันคลุ้ง
News “ชัชชาติ” สำรวจ ดาต้าเซ็นเตอร์ พระราม9 หลังชาวบ้าน-ร้านค้าร้องกลิ่นน้ำมันคลุ้ง
‘เอสซี-เสนา’ ฝ่าวิกฤตกู้ยาก ผนึก ‘แบงก์ใหญ่’ ช่วยคนซื้อบ้าน 
Real Estate ‘เอสซี-เสนา’ ฝ่าวิกฤตกู้ยาก ผนึก ‘แบงก์ใหญ่’ ช่วยคนซื้อบ้าน 
ยศชนัน-ศูนย์กันก่อนท่วม ชู Localize Technology ปั้นน้ำเป็นทุนเศรษฐกิจ
การศึกษา ยศชนัน-ศูนย์กันก่อนท่วม ชู Localize Technology ปั้นน้ำเป็นทุนเศรษฐกิจ
WOODY เจ้าตลาดคอนเทนต์สู่ Well-being Ecosystem
Biz Movement WOODY เจ้าตลาดคอนเทนต์สู่ Well-being Ecosystem
เปิดหลังบ้านความยั่งยืน NCC ‘Carbon Neutral Event’ เรื่องที่ไม่เคยถูกเล่ามาก่อน
SD เปิดหลังบ้านความยั่งยืน NCC ‘Carbon Neutral Event’ เรื่องที่ไม่เคยถูกเล่ามาก่อน
ไทยเบฟร่วม Bangkok Business Summit 2026 ชู SEP สร้างการเติบโตยั่งยืน
SD ไทยเบฟร่วม Bangkok Business Summit 2026 ชู SEP สร้างการเติบโตยั่งยืน
เชียงใหม่-ลำพูน ปลุกอีเวนต์โคมลอย “Moonlight Sky Lantern 2026” ดันห้องพักยี่เป็งเต็ม 100%
เศรษฐกิจภูมิภาค เชียงใหม่-ลำพูน ปลุกอีเวนต์โคมลอย “Moonlight Sky Lantern 2026” ดันห้องพักยี่เป็งเต็ม 100%
CP ALL จัดพิธีบวงสรวง-ตอกเข็มฤกษ์ก่อสร้างศูนย์กระจายสินค้า RDC & CDC นิคมอุดรฯ
เศรษฐกิจภูมิภาค CP ALL จัดพิธีบวงสรวง-ตอกเข็มฤกษ์ก่อสร้างศูนย์กระจายสินค้า RDC & CDC นิคมอุดรฯ
“พิพัฒน์” แก้คอขวด ICD ลาดกระบัง สางปัญหาสัมปทาน เปิดประมูลใหม่ 20 ปี“พันล้าน”
Real Estate “พิพัฒน์” แก้คอขวด ICD ลาดกระบัง สางปัญหาสัมปทาน เปิดประมูลใหม่ 20 ปี“พันล้าน”
ASW ปั้นโมเดลใหม่ ‘บิสซิเนสยูนิต’ ‘อยู่-ทำธุรกิจ’ เขย่าตลาดคอนโดฯ
Real Estate ASW ปั้นโมเดลใหม่ ‘บิสซิเนสยูนิต’ ‘อยู่-ทำธุรกิจ’ เขย่าตลาดคอนโดฯ
ดูทั้งหมด

6 เรื่องเล่าจากนักธุรกิจเมืองไทย น่าเศร้าประเทศมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร ?

15 ก.ค. 2567 | 18:49น.
6 เรื่องเล่าจากนักธุรกิจเมืองไทย น่าเศร้า ประเทศมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร?
อัปเดตเมื่อ 16 ก.ค. 2567 เวลา 14 : 20 น.

สรกล อดุลยานนท์ นักเขียนนามปากกา “หนุ่มเมืองจันท์” เขียน 6 เรื่องเล่านักธุรกิจเมืองไทย เรื่องที่น่าเศร้าประเทศมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร ?

วันที่ 15 กรกฎาคม 2567 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสรกล อดุลยานนท์ นักเขียนและที่ปรึกษาด้านธุรกิจ นามปากกา “หนุ่มเมืองจันท์” ได้เขียนบทความในเฟซบุ๊ก ระบุถึงเรื่องเล่าที่เขาได้พูดคุยกับนักธุรกิจเมืองไทย

โดยมีข้อความว่า

6 เรื่องเศร้าของเมืองไทย

1.มีผู้บริหารหนุ่มคนหนึ่ง ไปร่วมประชุม Summer Davos Forum ที่เมืองต้าเหลียง สาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งเป็นการแลกเปลี่ยนของผู้นำระดับสูงและหน่วยงานต่าง ๆ ทั่วโลก

เขาเล่าว่าผู้นำประเทศใหญ่ ๆ และนักลงทุนก็จะมาพูดคุยกับตัวแทนของไทยเหมือนกับประเทศอื่น ๆ ในอาเซียน

แต่ที่ผิดปกติก็คือ…เขาเปรียบเทียบว่าเหมือนเราเป็นผู้หญิง หนุ่ม ๆ ก็มาคุยกับเราเหมือนคุยกับสาวเวียดนาม มาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย ฯลฯ พูดคุยกันดีมาก แต่ตอนจบ หนุ่มคนนี้ขอเบอร์ทุกคน ยกเว้นเรา

2.ผู้ใหญ่ด้านการเงินคนหนึ่ง เล่าว่าทุกปีเขาจะพาบริษัทยักษ์ใหญ่ของเมืองไทยที่อยู่ในตลาดหุ้นไปโรดโชว์คุยกับนักลงทุนใหญ่ของโลก เพื่อดึงดูดให้เขามาลงทุนในหุ้นบริษัทตัวเอง แต่ปีนี้เป็นปีแรก ที่โทร.ไปหานักลงทุนใหญ่ ๆ แล้วไม่มีใครอยากนัดคุยกับเรา เหมือนกับรู้สึกว่า …เสียเวลา

3.ผู้บริหารระดับสูงด้านการเงินอีกคนหนึ่ง เล่าว่าเขาไปเปิดสาขาที่เวียดนาม เจอคนเวียดนามทำงานแล้วตกใจ ทุกคนขยันมาก ทำงานดึก ๆ แทบทุกวัน เลิกงานแล้วไม่ยอมเลิก หลังโควิด เรียกพนักงานที่ทำงาน work from home กลับเข้ามาทำงานที่สำนักงาน ไม่มีใครบ่ายเบี่ยงเลย

เขาเปรียบเปรยเรื่อง “ความมุ่งมั่น“ ของคนเวียดนามว่าพนักงานส่วนใหญ่ขี่มอเตอร์ไซค์มาทำงาน

“แต่ผมเห็นสายตาของเขาตอนมองรถยนต์วิ่งผ่าน เหมือนกับจะบอกตัวเองว่าวันหนึ่งกูจะขับรถยนต์บ้าง”

4.เจ้าของบริษัทวัสดุก่อสร้างใหญ่รายหนึ่ง เล่าว่าเขาเคยมีโรงงานไมัอัดของตัวเอง แต่หลายปีที่ผ่านมาเจอ “ไม้อัดจีน” ถล่มตลาด ทนอยู่ได้พักใหญ่ เขาก็ตัดสินใจปิดโรงงานไม้อัดเพราะสู้จีนไม่ได้

ตอนแรกโกรธ เพราะเชื่อว่าจีนทุ่มตลาด ตัดราคา

ล่าสุดมีนักลงทุนจีนมาขอซื้อที่ดินของเขาไปสร้างโรงงานไม้อัด ยอมจ่ายเบี้ยบ้ายรายทางทุกอย่างจนต้นทุนในการก่อสร้างโรงงานของเขาสูงกว่าคนไทย แต่พอเริ่มผลิตไม้อัด ปรากฏว่าไม้อัดที่โรงงานนี้ขายลูกค้า

ถูกกว่าที่ซื้อจากเมืองจีนอีก เมื่อเข้าไปดูโรงงาน เขารู้เลยว่าที่ไทยสู้จีนไม่ได้ ไม่ใช่เรื่องการทุ่มตลาด แต่เป็นเรื่องประสิทธิภาพในการผลิต

5.เจ้าของโรงงานประกอบรถอีวีรายหนึ่ง เล่าว่าเขาเคยใช้คนงานไทยประกอบรถยนต์

ตัวเลขเป๊ะ ๆ จำไม่ได้ ประมาณว่าคนงานไทย 50 คน ประกอบรถอีวีได้เดือนละ 5 คัน แต่ลองใช้คนจีนมาทำบ้าง แรงงานจีน 10 คนผลิตได้เดือนละ 6 คัน

6.น้องคนหนึ่งทำธุรกิจเอสเอ็มอี เคยลองทำโฟกัสกรุ๊ปนักศึกษาจีนที่มาเรียนในเมืองไทย

เขาถามว่าทำไมเรียนจบแล้วอยากทำงานที่บ้านเรา

เธอตอบว่า

ข้อแรก เพราะเมืองไทยน่าอยู่..ฟังแล้วปลื้ม

ข้อที่สอง ทำงานในเมืองไทย เธอได้เปรียบเพราะพูดภาษาจีนได้ บริษัทส่วนใหญ่ต้องการ…มีเหตุผล

ข้อที่สาม ทำงานที่จีนการแข่งขันสูงมาก เธอสู้ไม่ได้ ถ้าทำงานที่จีนเธออยู่ระดับกลางถึงล่าง โอกาสที่จะขึ้นมาอยู่ระดับบน ๆ ยาก…น่าสงสาร

ข้อที่สี่ อยู่เมืองไทย ทำงานแข่งกับคนไทย “สบายมาก” เพราะเธอขยันกว่า

เจ็บปวดมาก

ขอยืนยันว่าทุก “เรื่องเล่า” ได้ฟังมาจริง ๆ และเจ้าของเรื่องเล่าแต่ละคน เอ่ยชื่อแล้วคนส่วนใหญ่รู้จัก

ขอย้ำว่าทุกคนไม่ได้สนุกกับ ”เรื่องเล่า“ ของตัวเองเลย แต่เล่าด้วย “ความเจ็บปวด”

เมืองไทยเดินมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร ?

ล่าสุด ผู้สื่อข่าวรายงานว่า โพสต์ดังกล่าว มีผู้เข้ามาแสดงความคิดเห็นจำนวนมากและมีการแชร์ออกไปกว่า 3 พันครั้ง โดยผู้เข้ามาแสดงความคิดเห็นมีทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย

บ้างว่าผู้เขียนมีอิทธิพลต่อความคิดของคนรุ่นใหม่ อาจจะช่วยประเทศได้หากกระแสความคิดนี้เป็นความเชื่อยอมรับของสังคม

ขณะที่ผู้แสดงความคิดเห็นที่ดูเหมือนว่าจะไม่เห็นด้วย ระบุในทำนองว่า เจ้าของโพสต์ ได้สอบถามหรือตรวจสอบว่าการทดลอง เพื่อเปรียบเทียบครั้งนี้ มีความน่าเชื่อถือมากน้อยเพียงใด

การเขียนเชิงอุปมาของเจ้าของโพสต์นั้น ไม่ได้แสดงน้ำหนักของการเปรียบเทียบในครั้งนี่เลย เป็นการให้ข้อมูลแบบลอย ๆ ไม่มีการอ้างอิงที่น่าเชื่อถือได้เลยนะครับ

บางรายบอกว่า พักนี้หลายๆคน ทั้งผู้บริหาร คนในวงการธุรกิจ ออกมาพูดรัวๆ เรื่อง anti จีน ทุ่มตลาด บิดเบือนราคา ขายต่ำกว่าทุน เราต้องปกป้องธุรกิจคนไทย

แต่ไม่เคยตั้งคำถามเลยว่า ที่เขาขายได้ราคานั้นเพราะเค้าบริการ expense เก่งกว่าหรือเปล่า หรือ ไม่หันมามองตัวเองเลยว่า ที่ทำราคาสู้เค้าไม่ได้ เพราะประสิทธิภาพตัวเองต่ำกว่าเค้าหรือเปล่า พัฒนาเรื่องการควบคุม expense บ้างหรือเปล่า

เป็นต้น