3 รัฐมนตรีคลัง ยัน แจกเงินดิจิทัลจำเป็น เงินพอ ไม่ผิดกฎหมาย
politics
พิชัย-จุลพันธ์-เผ่าภูมิ แจงของบฯ 1.22 แสนล้าน เดินหน้าดิจิทัลวอลเลต 10,000 จำเป็นเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ยืนยันมีเงินพอสำหรับโครงการ 50 ล้านคน มั่นใจเกิดประโยชน์มหาศาล เป็นไปตามกรอบกฎหมาย
วันที่ 17 กรกฎาคม 2567 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 วงเงิน 1.22 แสนล้านบาท เพื่อนำมาใช้โครงการเติมเงิน 10,000 บาท ผ่านดิจิทัลวอลเลต นายพิชัย ชุณหวชิร รมว.คลัง ชี้แจงว่า
วันนี้มีความจำเป็นต้องกระตุ้นเศรษฐกิจ ถ้ากระตุ้นครั้งเดียวไม่เรียกกระตุ้น แต่ต้องกระตุ้นให้มีผลต่อเนื่อง ทำเป็นโครงการให้เกิดแรงกระตุ้น ถือเป็นรายจ่ายพิเศษ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจให้เกิดการบริโภค การผลิต เป็นการกระตุ้นที่ทุกคนได้อานิสงส์เหมือนกันหมด
ส่วนที่ระบุว่าโครงการดิจิทัลวอลเลตล่าช้า คิดไปทำไปนั้น โครงการนี้เป็นโครงการใหญ่ ไม่ได้คิดไปทำไป แต่คิดตั้งแต่วันแรกว่าต้องทำ แต่ระหว่างทางมีสิ่งให้คิดตลอด ปรับปรุง คิดไปทำไป เช่น เรื่องแหล่งเงิน ประเภทสินค้า เพื่อหาทางเลือกดีที่สุดในการจัดสรรงบประมาณอย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ
ด้านนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมช.คลัง กล่าวยอมรับว่ามีการเปลี่ยนแปลงเรื่องกรอบเวลา และรายละเอียดโครงการจริง แต่เรายืนยันมาตลอดว่าปลายปีนี้เงินจะถึงมือประชาชนแน่นอน แม้จะมีการปรับเปลี่ยนรายละเอียดของแหล่งเงินบ้างก็ตาม ยืนยันว่าระบบสามารถเสร็จได้ทัน และเงินมีเพียงพอในการดำเนินโครงการที่มีขนาดถึง 50 ล้านคนแน่นอน
กระบวนการที่ทำทั้งหมดเป็นไปตามกรอบ เป็นการทำนโยบายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ไม่ใช่การสงเคราะห์ประชาชน หากวันนี้ยังเถียงกันว่าวิกฤตหรือไม่ ตัวเลขทางเศรษฐกิจหลายตัวชี้ชัดว่าเราเติบโตต่ำสุดในภูมิภาคนี้มาหลายปี ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่ไม่ดีนัก จึงจำเป็นต้องกระตุ้นเศรษฐกิจให้พี่น้องประชาชนลืมตาอ้าปากได้ รัฐบาลใช้ประชาชนเป็นกลไกกระตุ้นเศรษฐกิจ คือการเติมเงิน 1 หมื่นบาทผ่านดิจิทัลวอลเลตถึงมือประชาชนโดยที่ประชาชนเป็นคนใช้
ยืนยันว่าไม่เคยมีนโยบายรัฐบาลใด ๆ ในอดีตที่มีตัวคูณทางเศรษฐกิจสูงขนาดนี้ ด้วยข้อจำกัดเรื่องของสินค้าที่ซื้อได้หรือไม่ได้ รวมถึงข้อจำกัดเรื่องพื้นที่ เพื่อให้เกิดการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจมากที่สุด พวกตนยังเชื่อมั่นในการกระตุ้นเศรษฐกิจให้ประชาชนลืมตาอ้าปากได้
ส่วนที่มีความเป็นห่วงว่าตั้งงบฯขาดดุลสูงเกือบเต็มเพดาน ตนยอมรับว่าเป็นข้อเท็จจริง แต่ยืนยันว่าไม่มีความเสี่ยงเรื่องกลไกงบประมาณ เพราะมี พ.ร.บ.งบประมาณฯ และ พ.ร.บ.วินัยการเงิน การคลัง เพื่อรองรับได้ทุกสถานการณ์ วันนี้หากเกิดการจัดเก็บพลาดเป้า ในอดีตไม่เคยมีที่ตั้งงบประมาณแล้วจัดเก็บได้พอดี แต่มีขาดมีเกินซึ่งเป็นเรื่องปกติ
นายจุลพันธ์ยืนยันด้วยว่า รัฐบาลไม่มีข้อขัดแย้งตามที่ท่านยกตัวอย่างเรื่องวันที่ 1 ส.ค.ที่จะเปิดให้ลงทะเบียน เป็นเรื่องเล็กมาก รัฐบาลไม่มีข้อขัดแย้งใด ๆ กัน ทุกคนพูดคุยกันตลอด ทุกคนรู้เท่ากัน ท่านอาจรู้น้อยกว่า เพราะไม่ได้อยู่ในที่ประชุมกับพวกตน และตนยังไม่เคยได้ยินข้อห่วงใยเรื่องการทุจริต เพราะนโยบายนี้จ่ายเงินตรงต่อพี่น้องประชาชน ผูกกับบัตรประชาชน มีผู้รับ 1 ต่อ 1 ทุกคน ตนจึงยังมองช่องทางการทุจริตจากภาครัฐในโครงการนี้ไม่ออก โครงการนี้เราป้องกันเรื่องทุจริตคอร์รัปชั่นอย่างเต็มที่
ส่วนการกำหนดให้คนที่อายุ 16 ปีขึ้นไป นายจุลพันธ์กล่าวว่า เพราะคิดมาแล้วว่าเป็นอายุที่รับเงินไปแล้วมีศักยภาพในการใช้จ่าย ซึ่งมีความเหมาะสม และที่ไม่แจกเป็นเงินสด เพราะเรากำลังวางรากฐานเศรษฐกิจดิจิทัลให้คนไทย และต้องการสร้างระบบการแลกเปลี่ยนกลางของรัฐที่จะช่วยพลิกเปลี่ยนประเทศไทยในการจับจ่ายใช้สอย
ยืนยันว่าโครงการทั้งหมดจะเกิดประโยชน์มหาศาลกับประชาชน เป็นทางรอดของประชาชน ประเทศจะเดินหน้าได้ด้วยกลไกนี้ รัฐบาลนี้ไม่ได้ทำนโยบายข้อเดียว แน่นอนว่าดิจิทัลวอลเลตเป็นนโยบายเรือธง แต่นโยบายมิติอื่น ๆ เราก็ทำควบคู่กัน อย่ามองนโยบายเป็นชิ้น ๆ ขอให้ถอยก้าวหนึ่งแล้วมองกลับมาในสิ่งที่รัฐบาลทำ ท่านจะเห็นว่ารัฐบาลทำทุกมิติ
นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รมช.คลังชี้แจงว่า โครงการดิจิทัลวอลเลตเหมือนเหรียญ 2 ด้านที่มองไม่ตรงกัน 5 ด้านคือ 1.เศรษฐกิจประเทศยังไม่ต้องการกระตุ้นอย่างหนัก แต่รัฐบาลมองว่ามีความจำเป็นต้องกระตุ้นเศรษฐกิจ
2.การกู้เงินมาใช้จ่าย ที่มองว่ามีการกู้เงินเต็มเพดานแล้ว แต่ความจริงหนี้สาธารณะประเทศไทยอยู่ที่ 64% นั้น มาจากการใช้คำนิยามที่เข้มข้นกว่ามาตรฐานสากล และไอเอ็มเอฟ เพราะนับหนี้สาธารณะในส่วนที่สากลไม่นับคือ รัฐวิสาหกิจที่ไม่เป็นภาระต่อรัฐบาล ถ้าเรานับหนี้สาธารณะตามคำนิยามสากลแล้ว หนี้สาธารณะประเทศไทยอยู่แค่ 58.4% ยังอยู่ในระดับต่ำ ไม่มีปัญหาใด ๆ
3.การมองว่าผลตอบแทนได้ไม่คุ้มเสีย ยกตัวเลขว่า ลงทุน 5 แสนล้านบาท แต่ได้ผลตอบแทนแค่ 3.5 แสนล้านบาท เป็นการมองที่ผิดพลาดทางวิชาการ การคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ ไม่ได้มีแค่การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่ยังมีเรื่องโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล ข้อมูลพื้นฐานประชาชนจะเข้ามาอยู่ในระบบ ทำให้มาตรการภาครัฐหลังจากนี้สามารถตรงไปช่วยเหลือประชาชนได้โดยตรง ต้องเอาไปรวมอยู่ในการประเมินความคุ้มค่าของโครงการด้วย
4.การมองว่าเอื้อประโยชน์รายใหญ่ แต่รัฐบาลมองว่า การกำหนดรัศมีการใช้เงิน 4 กิโลเมตร เพราะต้องการให้เงินไหลเข้าชุมชน ไม่เข้าสู่เมืองใหญ่ ทุกเงื่อนไขทำให้เงินลงสู่ชุมชนมากสุด
5.การไม่มีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอื่น ๆ ร่วมด้วย ยืนยันว่า รัฐบาลมีทั้งมาตรการอัดเม็ดเงินจริง และการอัดเม็ดเงินลักษณะสินเชื่อ แต่มีผลทางเศรษฐกิจคล้ายกัน