หารือการค้าไทย-จีน ฉลุยเร่งเปิดด่านท่าเรือกวนเหล่ย รับข้าว โค ผลไม้ นำเข้าจากไทยเพิ่ม
“สุชาติ” หารือมั่นใจผู้ประกอบการส่งออกไปจีนไร้อุปสรรค ผลักดันให้จีนเร่งเปิดตลาดสินค้าสำคัญ โค ผลไม้ ข้าว พร้อมเร่งพัฒนาด่านท่าเรือกวนเหล่ยในมณฑลยูนนาน เป็นด่านจำเพาะสำหรับนำเข้าผลไม้
วันที่ 30 กรกฎาคม 2567 นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวภายหลังการประชุมคณะอนุกรรมาธิการว่าด้วยการค้าและการลงทุน หรือ “ซับ-คอมมิทตี ไทย-จีน” ครั้งที่ 3 ว่าทั้งสองฝ่ายได้หารือกันในประเด็นการค้าการลงทุนที่อยู่ในความสนใจของทั้งสองฝ่าย โดยไทยมุ่งเน้นการเสริมสร้างความร่วมมือด้านการค้าสินค้าเกษตรระหว่างกัน เนื่องจากปัจจุบันจีนเป็นตลาดส่งออกสินค้าเกษตรอันดับหนึ่งของไทย โดยผลักดันให้จีนเร่งเปิดตลาดสินค้าสำคัญ
อาทิ โคมีชีวิต ผลไม้ (สละและอินทผาลัม) เพิ่มการนำเข้าข้าวจากไทย ตลอดจนเร่งพัฒนาด่านท่าเรือกวนเหล่ยในมณฑลยูนนานให้เป็น ด่านจำเพาะสำหรับการนำเข้าผลไม้ เพื่อเพิ่มช่องทางการขนส่งผลไม้ส่งออกจากไทยไปจีน
นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ สองฝ่ายจะร่วมกันส่งเสริมให้ผู้ประกอบการใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรีอาเซียน-จีน และความตกลงอาร์เซ็ปอย่างเต็มที่ เพื่อเพิ่มมูลค่าการค้าและการลงทุนระหว่างกัน
“ผมแจ้งกับฝ่ายจีนว่า กระทรวงพาณิชย์จะนำผู้ประกอบการไทยเข้าร่วมงานแสดงสินค้าจีน-อาเซียน (CAEXPO) ในเดือนกันยายน 2567 ที่เมืองหนานหนิง งานแสดงสินค้านำเข้านานาชาติจีน (CIIE) ที่นครเซี่ยงไฮ้ในเดือนพฤศจิกายน และงานการค้าดิจิทัลโลก (Global Trade Digital Expo) ปีนี้ เพื่อนำเสนอสินค้าที่มีคุณภาพของไทย และมั่นใจว่าจะช่วยขยายการส่งออกของไทยไปจีนได้เพิ่มขึ้น”
และในการประชุมฯ ครั้งนี้ ฝ่ายจีนให้ความสำคัญเรื่องการลงทุนในไทยอย่างมาก โดยเฉพาะเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ในอุตสาหรรมเป้าหมายที่จีนมีศักยภาพ ได้แก่ อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ พลังงานทดแทน ดิจิทัล หุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่ขณะนี้ รัฐบาลได้ต่อยอดนโยบาย อีวี 3.5 ที่สนับสนุนผู้ลงทุนต่างชาติในหลายเรื่อง ทั้งการให้เงินอุดหนุน การลดภาษีศุลกากรและภาษีมูลค่าเพิ่ม
นอกจากนี้ ยังได้ผลักดันให้เกิดความร่วมมือระหว่าง EEC กับนักลงทุนจีนต่าง ๆ เช่น การสร้างความร่วมมือระหว่างนักลงทุนจีนกับสถาบันการศึกษาใน EEC เพื่อสร้างบุคลากรรองรับภาคอุตสาหกรรมในระยะยาว การส่งเสริมความร่วมมือระหว่าง EEC กับเขตเศรษฐกิจพิเศษที่สำคัญของจีน อาทิ เขตเศรษฐกิจพิเศษอ่าวกวางตุ้ง-ฮ่องกง-มาเก๊า (Greater Bay Area) หรือจีบีเอ และเขตเศรษฐกิจสามเหลี่ยมปากแม่น้ำแยงซี (Yangzte River Delta) หรือวายอาร์ดี เป็นต้น
สำหรับด้านการลงทุน ปัจจุบันจีนเป็นนักลงทุนอันดับต้นของไทย โดยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (2562-2566) มีโครงการที่จีนได้รับอนุมัติให้การส่งเสริมการลงทุนจำนวนประมาณ 900 โครงการ คิดเป็นมูลค่าเงินลงทุนประมาณ 9,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ทั้งนี้ การประชุมคณะอนุกรรมาธิการว่าด้วยการค้าและการลงทุนเป็นเวทีสำคัญที่ไทยได้ผลักดันประเด็นส่งเสริมการค้า ตลอดจนแก้ไขปัญหาอุปสรรคการค้ากับจีนให้กับผู้ประกอบการไทย และยังเป็นช่องทางในการหารือเพื่อดึงดูดการลงทุนจากจีน อันจะนำไปสู่การขยายการค้าและการลงทุนระหว่างไทย-จีน อย่างยั่งยืนต่อไป