ใครได้ใคร ใครเสีย เมื่อเฟดและบีโอเจเดินมาถึงจุดเปลี่ยนพร้อมกัน
คอลัมน์ : นั่งคุยกับห้องค้า ผู้เขียน : กอบสิทธิ์ ศิลปชัย, จงรัก ก้องกำชัย ธนาคารกสิกรไทย
เราเดินทางเข้าสู่ครึ่งหลังของปีมาแล้ว 1 เดือน และระหว่างทางบ่งชี้ว่าภาพรวมเศรษฐกิจและทิศทางดอกเบี้ยหลายแห่งเริ่มเปลี่ยนแปลงไป และการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในเวลาใกล้เคียงกันนี้ ทำให้ผลที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะดีหรือเสีย เกิดขึ้นในขนาดเท่าทวีคูณสะท้อนจากตลาดค่าเงินที่ผันผวนอย่างรุนแรงในช่วงต้นเดือนสิงหาคม
การเปลี่ยนแปลงเริ่มจากเศรษฐกิจสหรัฐที่แม้ครึ่งแรกของปีเศรษฐกิจจะขยายตัวดีกว่าคาดต่อเนื่อง แต่เข้าสู่ครึ่งหลังของปีเริ่มเห็นสัญญาณที่อ่อนแอลง
โดยเฉพาะในภาพตลาดแรงงานที่อัตราว่างงานแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปลายปี 2021 และทิศทางเงินเฟ้อที่สามารถชะลอลงมาอยู่ที่ 2.97% ต่ำกว่า 3% เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนเมษายน 2021 ทำให้ตลาดคาดการณ์ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) อาจลดดอกเบี้ยขนาดใหญ่ถึงครั้งละ 50bps ในการประชุมเดือนกันยายนและพฤศจิกายน
และรวมทั้งปีอาจลดดอกเบี้ยสูงถึง 125bps เพิ่มขึ้น 2 เท่าจากช่วงก่อนการประชุมของเฟดที่ผ่านมา (30-31 กรกฎาคม)
ในเวลาเดียวกันธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) ได้ประกาศปรับขึ้นดอกเบี้ยสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์และมีการสื่อสารถึงการขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่อง ช่วยยืนยันว่าวงจรการขึ้นดอกเบี้ยของบีโอเจได้เกิดขึ้นแล้ว หลังการเปลี่ยนทิศทางนโยบายการเงินของบีโอเจมีความล่าช้าและออกมาตึงตัวน้อยกว่าที่ตลาดคาดการณ์ตลอดช่วงครึ่งแรกของปี
ด้วยสองแรงดังกล่าวที่เกิดขึ้นในเวลาไล่เลี่ยกัน ส่งผลให้ค่าเงินสกุลหลายแห่งมีการเปลี่ยนแปลงในอัตราเร่ง โดยเฉพาะค่าเงินเยนเปลี่ยนแปลงรุนแรงที่สุด โดยหากพิจารณาค่าเงินเยนในช่วงต้นปีที่ 140 และอ่อนค่ายาวนานตลอดครึ่งแรกของปีมาแตะ 162 เยนต่อดอลลาร์อ่อนค่ามากที่สุดในรอบ 38 ปี แต่หลังการประชุมบีโอเจในปลายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาค่าเงินเยนแข็งค่าขึ้น 8% กลับสู่ 142 เยนต่อดอลลาร์ได้ในเวลาเพียงไม่กี่วัน
นอกจากค่าเงินเยน ใครได้และใครเสียอีก ?
ค่าเงินเอเชียส่วนใหญ่ได้รับประโยชน์จากการแข็งค่าของเยน นำโดยค่าเงินหยวนแข็งค่าขึ้นเกือบ 2% จากจุดอ่อนค่าสุดของปีกลับมาใกล้เคียงจุดแข็งค่าสุดของปีนี้ ค่าเงินบาทเองก็ได้รับแรงหนุนแข็งค่าใกล้เคียงระดับ 35.00 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่ามากสุดนับตั้งแต่ปลายเดือนมกราคม
สำหรับกลุ่มที่ได้รับผลกระทบด้านลบคงหนีไม่พ้นค่าเงินดอลลาร์ที่อ่อนค่าลงเร็วกว่า 3% ตั้งแต่เข้าครึ่งหลังของปีมา และด้วยทิศทางนโยบายการเงินของเฟดและบีโอเจที่เปลี่ยนแปลงไปในทางตรงกันข้ามชัดเจนขึ้น บ่งชี้ว่า ผู้แพ้ในช่วงครึ่งแรกของปีอย่างค่าเงินเยนและสกุลเงินในเอเชียจะเริ่มพลิกกลับมาเป็นผู้ชนะในช่วงครึ่งหลังของปีได้
โดยเราประเมินว่าค่าเงินบาทจะได้รับปัจจัยหนุนใหม่จากการแข็งค่าของเงินเยนและราคาทองคำที่ปรับเพิ่มขึ้นทำจุดสูงสุดใหม่ ทำให้ครึ่งหลังของปีค่าเงินบาทอาจสามารถเคลื่อนไหวในฝั่งแข็งค่าได้มากกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้