เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

เปิดตัวพยานปากเอก “ธีรยุทธ” เบื้องหลัง-เบื้องหน้า คดียุบก้าวไกล

08 ส.ค. 2567 | 18:16น.
ธีรยุทธ

ธีรยุทธ

หลังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยยุบพรรคก้าวไกล ด้วยมติเอกฉันท์ 9 ต่อ 0

โดยคำร้องของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เป็นโจทก์ยื่นฟ้องให้ยุบพรรค แต่จุดเริ่มเต้นของเรื่องมาจาก “ธีรยุทธ สุวรรณเกษร” ทนายความอิสระ พยานปากเอก และผู้ร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุติการกระทำของพรรคก้าวไกล คดีล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข จากการที่พรรคก้าวไกลและนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคในขณะนั้น เสนอ พ.ร.บ.แก้ไข ม.112 โดยใช้เป็นนโยบายหาเสียงเลือกตั้ง 2566

บนเส้นทางอาชีพทนายความ 20 ปี เขาเคยมีลูกความการเมือง ทั้ง อดีตพระพุทธอิสระ-ปารีณา ไกรคุปต์ อดีต สส.พลังประชารัฐ

1.แจ้งความดำเนินคดีกับ 3 แกนนำคณะก้าวหน้า ได้แก่ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ และ พรรณิการ์ วานิช กรณีบรรยายเรื่องงบประมาณของสถาบันพระมหากษัตริย์ ปิยบุตร แสงกนกกุล กรณีไลฟ์เฟซบุ๊กพูดถึง 3 ข้อเรียกร้องของผู้ชุมนุมการเมืองเมื่อปี 2563 ในความผิดฐานร่วมกันยุยงปลุกปั่นฯ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116

2.แจ้งความดำเนินคดีกับนักเรียนชั้น ม.6 อายุ 18 ปี (ขณะนั้น) สมาชิกกลุ่ม “คะน้าราดซอส” จากการปราศรัยที่ห้าแยกลาดพร้าว เมื่อ 2 ธันวาคม 2563 ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112, 116 และอื่น ๆ รวม 8 ข้อหา

3.แจ้งความดำเนินคดีกับ ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล หรือ “รุ้ง” แกนนำกลุ่มราษฎร กับพวกอีก 5 คน กรณีตั้งโต๊ะแถลงข่าว “ต้านคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ กรณีล้มล้างการปกครอง” เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2564 ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112, 113, 116

แต่สำหรับคดี “ยุบพรรคอนาคตใหม่” ครั้งแรก “ธีรยุทธ” ยื่นผ่านช่องทางของ “อัยการสูงสุด” โดยมีพยานหลักฐาน 75 แผ่น ตัวคำร้อง 8 แผ่น รวม 83 แผ่น 1 เดือนต่อมาเขายื่นศาลรัฐธรรมนูญ อีกครั้งเมื่อ 16 มิถุนายน 2566 เขาใช้สิทธิยื่นตรงต่อศาลรัฐธรรมนูญ

12 กรกฎาคม 2566 ศาลรัฐธรรมนูญจึงมีคำสั่งรับคำร้อง และ 6 เดือนต่อมา 31 มกราคม 2567 ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า นายพิธา และพรรคก้าวไกล ใช้นโยบายแก้ไข มาตรา 112 เป็นนโยบายหาเสียงเลือกตั้ง เป็นการกระทำล้มล้างการปกครอง

คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จึงหยิบเรื่องดังกล่าวมาพิจารณา ในฐานะ “ความปรากฏ” ต่อนายทะเบียนพรรคการเมืองยื่นยุบพรรคก้าวไกล

5 เดือนต่อมา 7 สิงหาคม 2567 ศาลรัฐธรรมนูญ ตัดสินยุบพรรคก้าวไกลในที่สุด

อีกด้านหนึ่ง ธีรยุทธ ก็ยื่นเอาผิด 44 สส.พรรคก้าวไกล ฐานฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรม เป้าหมายตัดสิทธิตลอดชีวิต

“ธีรยุทธ” เปิดใจถึงถึงฉากต่อไปที่จะดำเนินการหลังมีศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรคก้าวไกลว่า สัปดาห์หน้าจะทำคำร้องเพื่อชี้ประเด็นเพิ่มเติมให้กับ ป.ป.ช. ว่าควรจะหยิบ สส. ทั้ง 44 คนมีพฤติกรรมด้านไหนบ้างที่ควรจะดูเพิ่มเติม นอกจากพฤติกรรมการเข้าชื่อยื่นร่าง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 เมื่อ 25 มีนาคม 2564

เพราะมี สส.ก้าวไกล บางรายต้องหาว่ามีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 หรือบางคนถูกศาลพิพากษาแล้วหรือไม่ หรือบางคนเข้าร่วมการชุมนุม ยืน หยุด ขัง หรือ ใครใช้ตำแหน่ง สส.เป็นนายประกันบ้าง

ยกตัวอย่าง ชัยธวัช ตุลาธน นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ นายธีรัจชัย พันธุมาศ ไปเป็นนายประกันให้กลุ่มผู้ชุมนุม รวมถึง สส.คนอื่น ๆ ที่ต้องดูว่าที่จะต้องชี้พฤติกรรมเพิ่มเติม

ส่วนเนื้อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ มัด สส.ก้าวไกล 44 คนแน่นแค่ไหน “ธีรยุทธ” กล่าวว่า ที่เราร้องเอาผิดมาตรฐานทางจริยธรรม ต่อ ป.ป.ช. สิ่งที่คำร้องตรงกับคำวินิจฉัยของศาลคือ พรรคก้าวไกลกระทำการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และกระทำการอันเป็นปฏิปักษ์ต่อระบอบการปกครอง

“ซึ่งตัวกระทำการอันเป็นปฏิปักษ์ ถ้าตามคำวินิจฉัยของเมื่อวานเป็นแค่แขนงหนึ่งของล้มล้างการปกครอง แต่มาตรฐานทางจริยธรรมระบุเลยว่า ที่เป็นแขนงหนึ่งยังต้องจริยธรรมอันอาจจะนำไปสู่การตัดสิทธิตลอดชีวิต ดังนั้น เมื่อถึงขั้นล้มล้างก็ต้องตัดสิทธิตลอดชีวิตได้เลย อาจจะเป็นอย่างนั้น”

ทั้งนี้ มาตรฐานทางจริยธรรม ของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และผู้ดํารงตําแหน่งในองค์กรอิสระ รวมทั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน และหัวหน้าหน่วยงานธุรการของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ 2561 ซึ่งบังคับใช้กับ สส.และเคยใช้ตัดสิทธิทางการเมืองของ “พรรณิการ์ วานิช” ตลอดไปด้วยนั้น อยู่ใน หมวด 1 มาตรฐานทางจริยธรรมอันเป็นอุดมการณ์

ในข้อ 5 ต้องยึดมั่นและธํารงไว้ซึ่งการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

ข้อ 6 ต้องพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ เอกราช อธิปไตย บูรณภาพ แห่งอาณาเขตและเขตที่ประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตย เกียรติภูมิและผลประโยชน์ของชาติ ความมั่นคงของรัฐ และความสงบเรียบร้อยของประชาชน

ในขณะที่ ข้อ 27 กำกับว่า การฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมในหมวด 1 ให้ถือว่ามีลักษณะร้ายแรง

ประกอบกับ รัฐธรรมนูญ มาตรา 235 (1) ระบุว่า ถ้าเป็นกรณีฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ให้เสนอเรื่องต่อศาลฎีกาเพื่อวินิจฉัย

และในมาตรา 235 วรรคสามระบุว่า “เมื่อศาลฎีกาหรือศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองประทับรับฟ้อง ให้ผู้ถูกกล่าวหาหยุดปฏิบัติหน้าที่จนกว่าจะมีคําพิพากษา เว้นแต่ศาลฎีกาหรือศาลฎีกาแผนกคดีอาญา ของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองจะมีคําสั่งเป็นอย่างอื่น ในกรณีที่ศาลฎีกาหรือศาลฎีกาแผนกคดีอาญา ของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองมีคําพิพากษาว่าผู้ถูกกล่าวหามีพฤติการณ์หรือกระทําความผิดตามที่ ถูกกล่าวหา แล้วแต่กรณี ให้ผู้ต้องคําพิพากษานั้นพ้นจากตําแหน่งนับแต่วันหยุดปฏิบัติหน้าที่ และให้เพิกถอน สิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้นั้นและจะเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมีกําหนดเวลาไม่เกินสิบปีด้วยหรือไม่ก็ได้”

วรรคสี่ ระบุว่า “ผู้ใดถูกเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งไม่ว่าในกรณีใด ผู้นั้นไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งหรือ สมัครรับเลือกเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นตลอดไป และไม่มีสิทธิดํารงตําแหน่งทางการเมืองใด ๆ”