Skip to content

บริษัทประกันภัย ตีความและใช้งานงบการเงินอย่างไร ?

02 ก.ย. 2567 | 07:30น.
บริษัทประกันภัย ตีความและใช้งานงบการเงินอย่างไร ?
คอลัมน์ : คุยฟุ้งเรื่องการเงิน
ผู้เขียน : Actuarial Business Solutions [ABS]

เคยมีคนสงสัยว่า ทำไม Actuary ถึงมีความเกี่ยวข้องกับงบการเงิน (Financial Report) ด้วย เพราะส่วนใหญ่คนจะเข้าใจว่า Actuary มีหน้าที่คำนวณเบี้ยประกันภัยเท่านั้น ซึ่งถือว่าเป็นคำตอบที่ถูกต้อง แต่ก็ไม่ทั้งหมด เพราะนั่นเป็นเพียงแค่งานหน้าบ้านเท่านั้น ส่วนงานหลังบ้านที่หลายคนอาจยังไม่ทราบก็คือ การมีส่วนรับผิดชอบในงบการเงิน (Financial Report) ร่วมกับฝ่ายบัญชีด้วย

โดยฝ่ายบัญชีจะเน้นการนำเอาตัวเลขที่เป็นเงินสด เช่น เบี้ยประกันภัยรับ หรือค่าสินไหมทดแทน มาลงในบัญชี ส่วน Actuary จะคำนวณเอาตัวเลขที่เป็นต้นทุนค่าใช้จ่าย หรือรายรับที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตมาประมาณการให้แม่นยำที่สุด แล้วบันทึกในงบการเงิน (Financial Report)

ดังนั้นถ้าจะให้ถามหาความแตกต่างระหว่าง Actuary และนักบัญชี ก็คงจะได้คำตอบประมาณว่า นักบัญชีจะนำเอาตัวเลขที่เกิดขึ้นในอดีตมาใส่ในงบการเงิน (Financial Report) ให้ถูกต้องตามระบบมาตรฐานสากล หลังจากนั้น Actuary จึงจะประเมินบริษัท

โดยสร้างสมมุติฐานต่าง ๆ เพื่อประมาณสิ่งที่ควรจะเกิดขึ้นในอนาคต แล้วจึงนำเอาตัวเลขมาใส่ในงบการเงิน (Financial Report) อีกทีหนึ่ง ส่วนความสามารถในการประเมินอนาคตของ Actuary นั้น คำทั่วไปที่ใช้ประจำคือ การนั่งเทียนอย่างมีเหตุผล (Educated Guess) นั่นเอง

ตัวอย่างของตัวเลขที่เห็นได้ชัดว่าจะต้องมี Actuary เข้ามาเกี่ยวข้องอย่างแน่นอนคือ การตั้งเงินสำรองกรมธรรม์เพื่อให้เพียงพอกับกรมธรรม์ในแต่ละกรมธรรม์ และก็ต้องมาทำให้เข้ากับระบบบัญชีในแต่ละแบบ ไม่ว่าจะเป็นแบบที่กำหนดในประเทศ (Local Regulation) หรือแบบที่กำหนดตามมาตรฐานสากล (General Accepted Accounting Principle)

โดยบางบริษัทก็มีระบบบัญชีที่ต้องทำให้ถูกต้องอยู่ประมาณ 4-5 แบบ เช่น แบบที่กำหนดในประเทศ แบบที่กำหนดเพื่อคำนวณภาษี แบบที่กำหนดตามผู้ถือหุ้นในออสเตรเลีย แคนาดา และอเมริกา เป็นต้น

แล้วทำไมงบการเงิน (Financial Report) ของบริษัทประกันภัยจึงเป็นสิ่งสำคัญ นั่นเพราะว่างบการเงิน (Financial Report) จะบอกถึงสภาวะที่บริษัทมีกำไรหรือขาดทุน และมีเงินทุนที่เผื่อไว้ในยามฉุกเฉิน เหลืออยู่เท่าไหร่ที่จะสามารถนำไปชำระคืนให้กับผู้ถือกรมธรรม์ได้ ทำให้หน้าที่หลักของ Actuary อีกอย่างหนึ่งคือ การดูผลประกอบการ กำไรหรือขาดทุนของบริษัท รวมทั้งเงินทุน (Capital) ที่บริษัทมีเหลืออยู่

แล้วการที่จะแสดงผลกำไรหรือขาดทุนได้นั้น ต้องขึ้นอยู่กับว่า Actuary จะประเมินการตั้งเงินสำรองกรมธรรม์ในสถานการณ์ต่าง ๆ อย่างไร ที่สำคัญก็คือ ถ้าปีไหน Actuary เปลี่ยนแปลงการตั้งเงินสำรองกรมธรรม์ให้ลดลง ก็จะทำให้บริษัทแสดงผลกำไร พุ่งปรี๊ดอย่างทันตาเห็น

แต่การจะเปลี่ยนการตั้งค่าเงินสำรองกรมธรรม์ในแต่ละปีนั้น ต้องอาศัยความรู้ความสามารถในเชิงลึก และวิจารณญาณ (รวมไปถึงจรรยาบรรณ) ของคนที่เป็น Actuary อีกทั้งประเทศไทยก็มี Actuary ที่อยู่ในคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) คอยดูแล เพื่อคุ้มครองผู้บริโภคอีกทางหนึ่ง สังเกตได้ดังนี้

1.ทิศทางของกำไร/ขาดทุนของบริษัท (Trend of Profit) ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้ด้วย เพราะสภาพแวดล้อมในตลาดเกิดการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ

2.แหล่งที่มาของกำไรของบริษัท (Source of Profit) ก็เป็นสิ่งที่จำเป็นอีกอย่างหนึ่งที่ Actuary ควรจะวิเคราะห์

3.การวางแผนอย่างเป็นระบบของบริษัท (Strategic Planning) ก็เป็นสิ่งที่ Actuary จะต้องมีส่วนเกี่ยวข้องอยู่ด้วยทุกครั้ง เป็นการวางแผนล่วงหน้า

4.รู้อย่างลึกซึ้งว่า หนี้สิน (Liability) และสินทรัพย์ (Asset) รวมทั้งเงินทุน (Capital) นั้น คำนวณมาได้อย่างไรในระบบมาตรฐานต่าง ๆ

ในการจะทำงบการเงินระบบมาตรฐาน (Financial Reporting Standard Framework) นั้น จะต้องเข้าใจวัตถุประสงค์และสภาพแวดล้อมที่ใช้อยู่ในประเทศนั้น ๆ ก่อน และการตีความจึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพื่อให้ผู้บริหารได้ใช้ข้อมูลที่ผ่านการวิเคราะห์มาตัดสินใจ อีกทั้ง Actuary จะต้องทำความเข้าใจกับผู้ที่เกี่ยวข้องทุก ๆ ด้าน ที่ต้องการใช้งบการเงิน (Financial Report) เหล่านี้

“ไม่ใช่ทำงบการเงินมาแล้วไม่มีใครอ่าน” งบการเงินที่ดี ถ้าทำเสร็จแล้วต้องมีคนอ่าน และคนอ่านสามารถทำความเข้าใจกับมันได้ด้วย