เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

เงินบาทอ่อนค่า ตามดอลลาร์แข็งค่า-ราคาทองร่วง

09 ก.ย. 2567 | 18:17น.
เงินบาท-ราคาทองคำ

เงินบาท-ราคาทองคำ

เงินบาทอ่อนค่า ตามดอลลาร์แข็งค่า-ราคาทองร่วง

วันที่ 9 กันยายน 2567 ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพรายงานว่า สภาวะการเคลื่อนไหวตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันจันทร์ที่ 9 กันยายน 2567 ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าวันนี้ (9/9) ที่ระดับ 33.73/74 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (6/9) ที่ระดับ 33.53/55 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ โดยวันศุกร์ที่ผ่านมา (6/9) กระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรเพิ่มขึ้น 142,000 ตำแหน่งในเดือน ส.ค. ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 164,000 ตำแหน่ง

อีกทั้งกระทรวงแรงงานสหรัฐปรับลดตัวเลขการจ้างงานเดือน ก.ค. สู่ระดับ 89,000 ตำแหน่ง จากเดิมที่รายงานไว้ที่ 114,000 ตำแหน่ง โดยข้อมูลเหล่านี้บ่งชี้ถึงการชะลอตัวลงของตลาดแรงงานสหรัฐ ทว่าอัตราการว่างงานเดือน ส.ค. ที่ปรับตัวลดลงสู่ระดับ 4.2% สอดคล้องกับตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ จากระดับ 4.3% ในเดือน ก.ค. และตัวเลขค่าจ้างเฉลี่ยต่อชั่วโมงเดือน ส.ค. ที่เร่งตัวขึ้นสู่ระดับ 0.4% เมื่อเทียบรายเดือน จากระดับ 0.2% ในเดือน ก.ค. และมากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ระดับ 0.3% สนับสนุนคาดการณ์ของลงทุนที่ว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะสามารถปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายได้อย่างค่อยเป็นค่อยไป

อีกทั้งในวันเสาร์ (7/9) นางเจเน็ต เยลเลน รัฐมนตรีคลังสหรัฐ ได้แสดงความเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจสหรัฐยังคงแข็งแกร่ง ถึงแม้ว่าตัวเลขจ้างงานและตัวเลขการเปิดรับสมัครงานล่าสุดที่ชะลอตัวลงจะส่งผลให้นักลงทุนวิตกกังวล แต่ก็ยังไม่มีการปลดพนักงานจำนวนมากอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากขณะนี้เศรษฐกิจสหรัฐฟื้นตัวขึ้นอย่างมาก และเมื่อพิจารณาจากปัจจัยพื้นฐานแล้ว ภาวะเศษฐกิจของสหรัฐยังคงเป็นปัจจัยสนับสนุนเป้าหมายการจ้างงานอย่างเต็มศักยภาพต่อไปในอนาคต

โดยเครื่องมือ FedWatch Tool จาก CME Group ระบุว่าขณะนี้ นักลงทุนให้น้ำหนักราว 70% ที่เฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% จากช่วง 5.25%-5.50% สู่ระดับ 5.00%-5.25% ในการประชุมนโยบายการเงินในวันที่ 17-18 ก.ย. และให้โอกาสราว 30% ที่เฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงมากถึง 0.50% ทั้งนี้ นักลงทุนยังคงจับตาการเปิดเผยดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ในวันพุธ (11/9) และดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ของสหรัฐในวันพฤหัสบดี (12/9) เพื่อประเมินหาทิศทางนโยบายการเงินของเฟด

สำหรับปัจจัยภายในประเทศ สัปดาห์นี้ยังคงต้องติดตามความต่อเนื่องของกระแสเงินทุนต่างชาติที่ไหลเข้าตลาดหุ้นไทยและการแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อสภา ในวันที่ 12-13 ก.ย. รวมถึงรายงานข้อมูลเศรษฐกิจของจีนที่มผลกระทบต่อทิศทางค่าเงินหยวนและราคาสิค้าโภคภัณฑ์ โดยเฉพาะราคาทองคำ ซึ่งมีผลกระทบต่อค่าเงินบาท ทั้งนี้ ในระหว่างวันบาทเคลื่อนไหวในกรอบระหว่าง 33.69-33.97 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 33.94/95 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโรเปิดตลาดเช้าวันนี้ (9/9) ที่ระดับ 1.1086/88 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (6/9) ที่ระดับ 1.1109/11 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร นักลงทุนยังคงจับตาการประชุมธนาคารกลางยุโรป (ECB) ในวันที่ 12 ก.ย. ซึ่งตลาดคาดว่า ECB จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอีก 0.25% สู่ระดับ 3.50% พร้อมทั้งส่งสัญญาณผ่อนคลายนโยบายการเงินอย่างค่อยเป็นค่อยไป ทั้งนี้ ในระหว่างวันยูโรเคลื่อนไหวในกรอบระหว่าง 1.1044-1.1091 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดที่ระดับ 1.1052/53 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร

สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยนเปิดตลาดเช้าวันนี้ (9/9) ที่ระดับ 142.48/49 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ทรงตัวจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (6/9) ที่ระดับ 142.45/47 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ วันนี้ (9/9) สำนักงานคณะรัฐมนตรีญี่ปุ่นปรับลดการประเมินตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ประจำไตรมาสที่ 2/2567 จากการประมาณการเบื้องต้นที่จะขยายตัวที่ 3.1% เมื่อเทียบรายปีเหลือขยายตัวเพียง 2.9% โดยเมื่อเทียบเป็นรายไตรมาส ตัวเลข GDP ไตรมาส 2 ของญี่ปุ่นขยายตัวเพียง 0.7% ลดลงจากประมาณการเบื้องต้นที่ระบุว่าจะขยายตัว 0.8%

ทั้งนี้ สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า ภาวะเศรษฐกิจโดยรวมของญี่ปุ่นยังคงมีความแข็งแกร่งมาพอที่จะเปิดทางให้ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) สามารถปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยได้อีก ถึงแม้ว่าทางการญี่ปุ่นจะปรับลดคาดการณ์ประเมินตัวเลข GDP ไตรมาส 2 ลง อีกทั้งนายคาซูโอะ อูเอดะ ผู้ว่าการ BOJ ยังกล่าวเมื่อไม่นานมานี้ว่า BOJ มีโอกาสปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก หากเศรษฐกิจและเงินเฟ้อยังคงอยู่ในทิศทางที่สอดคล้องกับคาดการณ์ของ BOJ ในระยะยาว

โดยโพลสำรวจของสำนักข่าวรอยเตอร์ระบุว่านักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดการณ์ว่า BOJ จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับเปิดในการประชุมนโยบายการเงินเดือน ก.ย. แต่อาจจะพิจารณาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยภายในเดือน ม.ค. ปี 2568

และในวันนี้ (9/9) กระทรวงการคลังญี่ปุ่นเปิดเผยว่า ในเดือน ก.ค. ญี่ปุ่นมียอดเกินดุลบัญชีเดินสะพัด 3.19 ล้านล้านเยน หรือ 2.24 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ แตะระดับสูงสุดในประวัติการณ์สำหรับเดือน ก.ค. โดยได้รับแรงหนุนหลักจากอัตราผลตอบแทนจากการลงทุนในต่างประเทศที่เพิ่มขึ้น โดยดุลบัญชีเดินสะพัดถือเป็นตัวชี้วัดการค้าระหว่างประเทศที่ครอบคลุมมากที่สุดตัวหนึ่ง ทั้งนี้ในระหว่างวันค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 142.40-143.43 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 143.29/30 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ

ตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญในสัปดาห์นี้ ได้แก่ แบบจำลอง GDPNow ของธนาคารกลางแอตแลนตา (ไตรมาส 3) (9/9), ยอดการเปลี่ยนแปลงในจำนวนผู้ยื่นขอรับสวัสดิการเดือน ส.ค.ของอังกฤษ (10/9), ดัชนี CPI ของเยอรมนีเดือน ส.ค. (10/9), ตัวเลขดุลการค้าเดือน ส.ค. ของจีน (11/9),

ตัวเลข GDP เดือน ก.ค. ของอังกฤษ (11/9), ดัชนี CPI เดือน ส.ค. ของสหรัฐ (11/9), แถลงการณ์นโยบายการเงินของ ECB (12/9), ดัชนี PPI เดือน ส.ค.ของสหรัฐ (12/9), จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ครั้งแรก (12/9), ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภครัฐมิชิแกนเดือน ก.ย. (13/9) และการคาดการณ์เงินเฟ้อระยะ 5 ปี ของรัฐมิชิแกนเดือน ก.ย. (13/9)

สำหรับอัตราป้องกันความเสี่ยง (Swap point) ภาคเช้า 1 เดือนในประเทศอยู่ที่ -8.3/-8.1 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ และอัตราป้องกันความเสี่ยงภาคเช้า 1 เดือนต่างประเทศอยู่ที่ -7.25/-5.25 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ