หุ้นไทยโผล่พ้นน้ำ ผลตอบแทนพลิก +1.1% ต่างชาติโยกเงินจากบอนด์เข้า SET
ตลาดหุ้น หุ้น
ตลาดหลักทรัพย์ฯ แถลงดัชนีหุ้นไทยโผล่พ้นน้ำ นับจากต้นปีถึง 9 ก.ย. ผลตอบแทนพลิกบวก 1.1% เฉพาะเดือน ก.ย. +5.3% สูงสุดในเอเชีย “ดร.ศรพล” เชื่อต่างชาติกลับเข้าลงทุน เห็นสัญญาณโยกเงินจากบอนด์เข้าหุ้น
วันที่ 10 กันยายน 2567 ดร.ศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานวางแผนกลยุทธ์องค์กรและโครงการกลยุทธ์ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า นับจากต้นปีจนถึงปัจจุบัน (2 ม.ค.-9 ก.ย. 2567) ผลตอบแทนของตลาดหุ้นไทย (SET INDEX) ปรับตัวขึ้นมาโผล่พ้นน้ำแล้ว
โดยพลิกเป็นบวก 1.1% ถ้ารวมเงินบาทแข็งค่าบวก 2.1% จากสิ้นเดือน ส.ค. ติดลบ 5.18% โดยเฉพาะในเดือน ส.ค. 2567 ที่ผ่านมา ผลตอบแทนดัชนี SET ปรับตัวขึ้นมาเป็นบวก 2.9% ดัชนีปิดที่ 1,359.07 จุด และในเดือน ก.ย. จนถึงวันที่ 9 ก.ย. ผลตอบแทนดัชนีบวก 5.3% ถ้ารวมเงินบาทแข็งค่าบวก 6% ถือเป็นระดับสูงสุดในเอเชีย จึงเป็น turning Point ที่สำคัญ

โดยในช่วงที่เหลือของปีนี้จะมีแรงหนุนต่อเนื่องจากเม็ดเงินลงทุนใหม่ผ่านกองทุนรวมเพื่อความยั่งยืน (Thai ESG) เพื่อใช้สิทธิลดหย่อนภาษี รวมทั้งเม็ดเงินลงทุนเพื่อการออมระยะยาวผ่านกองทุนวายุภักษ์หนึ่ง ที่จะเป็นดีมานด์เพิ่มเข้ามาในตลาดหุ้นไทย
อย่างไรก็ดีประเด็นที่ต้องติดตามต่อไปคือ การประชุมธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในวันที่ 18 ก.ย. 2567 โดยต้องติดตามว่าจะลดดอกเบี้ย 0.25% หรือ 0.50% เพราะหากเศรษฐกิจสหรัฐไม่มี Hard Landing เชื่อว่าเศรษฐกิจและตลาดหุ้นของประเทศไทยน่าจะยังฟื้นตัวได้ต่อเนื่อง
โดยจากตอนที่นางสาวแพทองธาร ชินวัตร ได้เป็นนายกรัฐมนตรี วอลุ่มการซื้อขายต่อวันในตลาดหุ้นไทยปรับตัวเพิ่มขึ้นเป็น 4.7 หมื่นล้านบาท และตั้งแต่เริ่มมีข่าวการฟื้นกองทุนวายุภักษ์หนึ่ง วอลุ่มเทรดขยับเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เป็นระดับ 6 หมื่นล้านบาท และสามารถวิ่งขึ้นไปแตะระดับ 8 หมื่นล้านบาท และสูงสุดถึงระดับ 1.07 แสนล้านบาท
ขณะที่สัญญาณของนักลงทุนต่างชาติช่วง 2 วันมานี้ กลับเข้ามาซื้อสุทธิหุ้นไทยกว่า 2 หมื่นล้านบาท สะท้อนว่าสัญญาณของนักลงทุนต่างชาติเริ่มกลับเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นไทยแล้ว หลังจากช่วงก่อนหน้านี้เข้าไปลงทุนอยู่ในตลาดตราสารหนี้ไทย

“ในเดือน ก.ค. และเดือน ส.ค. สัดส่วนนักลงทุนต่างชาติต่ำกว่าระดับ 50% เป็นเวลา 2 เดือนติดต่อกัน จากเดิมยืนเหนือระดับ 50% แต่หลังจากนี้จะมีสัญญาณกลับมามากขึ้น เช่นเดียวกับนักลงทุนรายย่อยในประเทศที่เริ่มเห็นสัดส่วนการลงทุนกลับมาซื้อขายคึกคักมากขึ้น ส่วนหนึ่งมีความเชื่อมั่นมากขึ้นหลังจากตลาดหลักทรัพย์ฯ ประกาศใช้มาตรการควบคุมการทำ Short Sell โดยใช้ Uptick Rule ไปเมื่อต้นเดือน ก.ค.
ขณะเดียวกันบริษัทจดทะเบียน (บจ.) หันมาซื้อหุ้นคืนเป็นเครื่องมือในการบริหารสภาพคล่องของบริษัทอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะช่วงดัชนี SET ปรับลดลงมาก โดยในช่วง 8 เดือนแรกปีนี้ บจ. มีมูลค่าการซื้อหุ้นถึง 1.3 หมื่นล้านบาท ซึ่งการซื้อหุ้นคืนยังช่วยส่งสัญญาณให้ผู้ลงทุนทราบว่าผู้บริหารมีความมั่นใจว่าราคาหุ้นในปัจจุบันถูกประเมินต่ำกว่าพื้นฐานที่แท้จริงจึงกระตุ้นความต้องการซื้อหุ้นในตลาด”
ดร.ศรพล กล่าวต่อว่า ขณะที่ภาพแนวโน้มเศรษฐกิจไทยจากช่วงไตรมาส 1/2567 จีดีพีโต 1.6% ไตรมาส 2/2567 จีดีพีโต 2.3% เมื่อเทียบจากช่วงเดียวกันปีก่อน (YOY) แสดงถึงสัญญาณการฟื้นตัวต่อเนื่องจากภาคส่งออกและท่องเที่ยวที่เติบโตดีกว่าคาด
แต่ทั้งนี้ช่วงที่เหลือของปีคงต้องติดตามทิศทางค่าเงินบาท หากแข็งค่ามากก็อาจจะกระทบส่งออกได้ โดยสิ้นปีคาดตัวเลขนักท่องเที่ยวน่าจะแตะระดับ 36 ล้านคน ถ้าจะมากกว่านั้นคงขึ้นอยู่กับมาตรการที่จะมีกระตุ้นต่อเนื่อง
รวมถึงการใช้จ่ายเพื่ออุปโภคและการลงทุนของภาครัฐที่มีการเบิกจ่ายที่เพิ่มสูงขึ้น จากการทำงบประมาณที่มีความล่าช้า ทำให้ปีนี้เป็นปีพิเศษที่จะใช้งบประมาณปี 2567 และปี 2568 จึงสะท้อนให้เห็นว่าเศรษฐกิจไทยในปีนี้มีแนวโน้มแข็งแกร่ง
ด้านกำไรบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ช่วงไตรมาส 2/2567 โดยภาพรวมถือว่ามียอดขาย รายได้ และกำไรสุทธิ เติบโตต่อเนื่อง จากจำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น YOY เช่น เซ็กเตอร์อาหารและเครื่องดื่ม สินค้าอุปโภคบริโภค โรงแรม การบิน พื้นที่เช่า ค้าปลีก โรงพยาบาล และโทรคมนาคม นอกจากนี้ บจ.เกินครึ่งรายงานกำไรสุทธิสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ อาจจะมีบางเซ็กเตอร์ที่ยังเป็นกังวล เช่น อสังหาริมทรัพย์, อุตสาหกรรม
“ถือว่า Performance ของดัชนีเริ่มสะท้อนตัวเศรษฐกิจที่ส่งสัญญาณดีขึ้น ซึ่งเริ่มเห็นมาตั้งแต่ 3-4 เดือนที่แล้ว และน่าจะดีขึ้นต่อเนื่องตามที่หลาย ๆ สำนักมีการคาดการณ์การเติบโตของ GDP ในไตรมาส 3-4 ปีนี้ ที่เติบโตเป็นขั้นบันได”
ดร.ภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าวเพิ่มว่า เชื่อมั่นว่าเม็ดเงินลงทุนต่างชาติจะมีสัญญาณเป็นบวกต่อเนื่อง จากเมื่อ 3 ปีก่อนฟันด์โฟลว์ไหลออกไปมาก โดยปีนี้พลิกกลับเข้ามาแล้วเพราะเห็นการรีบาวนด์ของกำไร บจ. ซึ่งมาจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย และยิ่งไปกว่านั้นมองไปในอนาคตจากความกังวลในความไม่ชัดเจนหลาย ๆ ปัจจัย เริ่มคลี่คลายและมีทิศทางที่ดีต่อเนื่อง ทั้งนี้ทั้งนั้นอยากให้ผู้ลงทุนมีการติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง เพราะความไม่แน่นอนในอนาคตยังพอมีอยู่
