เดนทิสเต้ ประกาศคว้าตัว “ลิซ่า” เป็นแบรนด์แอมบาสซาเดอร์อีกครั้ง หลังสร้างมูลค่าแบรนด์เพิ่มขึ้นถึง 3 เท่าตัว และดันยอดขายได้จริงประมาณ 50-100% ในช่วงที่เป็นแบรนด์แอมบาสซาเดอร์ในปี 2564-2565 พร้อมกางแผนเตรียมบุกตลาด “อเมริกา-ยุโรป-เยอรมนี” เต็มกำลัง
วันที่ 12 กันยายน 2567 เภสัชกร ดร.แสงสุข พิทยานุกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท สยามเฮลท์ กรุ๊ป จำกัด เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดออรัลแคร์ทั่วโลก มีมูลค่าตลาดรวมประมาณ 3,300 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 1.2 ล้านล้านบาท ขณะที่ตลาดออรัลแคร์ในไทย มีมูลค่าตลาดรวมประมาณ 20,000 ล้านบาท แบ่งเป็นยาสีฟัน น้ำยาบ้วนปาก และแปรงสีฟัน
“โดยถ้าหากเจาะไปในตลาดออรัลแคร์ จะพบว่า ตลาดยาสีฟันถือเป็นตลาดที่มีมูลค่าสูงเป็นอันดับ 1 โดยมีมูลค่าตลาดอยู่ที่ประมาณ 10,000-11,000 ล้านบาท และมีการเติบโตทุกปีปีละ 5% มาโดยตลอด ซึ่งกลุ่มยาสีฟันที่มีการเติบโตอย่างเห็นได้ชัดจะเป็นในกลุ่มยาสีฟันพรีเมี่ยม”
“ลิซ่า” ดันยอดขายพุ่ง 2 เท่า
เช่นเดียวกับ “เดนทิสเต้” ที่ในช่วงที่ผ่านมามีการเติบโตอย่างก้าวกระโดดทั้งในไทยและต่างประเทศ โดยเฉพาะในประเทศญี่ปุ่น เกาหลี และกัมพูชา ที่มีการเติบโตพุ่งขึ้นถึง 2 เท่า ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการที่แบรนด์ได้คว้าตัวซูเปอร์สตาร์ระดับโลกอย่าง “ลิซ่า” มานั่งแท่นแบรนด์แอมบาสซาเดอร์ในกลุ่มยาสีฟันทุกสูตรของแบรนด์ และสเปรย์ระงับกลิ่นปากตั้งแต่ปี 2564
“ด้วยชื่อเสียงของลิซ่าที่โด่งดังในระดับสากล มีภาพลักษณ์ของ คนรุ่นใหม่ที่ทันสมัย และเป็นตัวแทนของกลุ่มคน Gen Z จึงช่วยผลักดันให้มูลค่าแบรนด์เดนทิสเต้เพิ่มขึ้นถึง 3 เท่าตัว และดันยอดขายได้จริงประมาณ 50-100% ในช่วงที่ลิซ่าเป็นแบรนด์แอมบาสซาเดอร์ทั้งสองครั้งก่อนหน้า”

คว้า “ลิซ่า” นั่งแท่นพรีเซ็นเตอร์ต่อเนื่อง
สำหรับในปี 2567 นี้ เดนทิสเต้ก็ยังมุ่งสร้างการเติบโตและการรับรู้แบรนด์อย่างต่อเนื่อง โดยได้ทุ่มงบการตลาดประมาณ 10% ของยอดขาย ในการคว้า “ลิซ่า” เป็นแบรนด์แอมบาสซาเดอร์ปีที่ 3 โดยจะมีการเปิดตัวโฆษณาชุดใหม่ “The New Chapter : Dentiste’ X The Power of Lisa’s Confident Smile” ซึ่งลิซ่ามีส่วนร่วมในการกำกับ วางแคแร็กเตอร์ และเขียนบทกับทีมงานจัดทำโฆษณา
โดยเนื้อหาจะถ่ายทอดชีวิตและตัวตนของเธอ ในฐานะ “Lady Boss” การเติบโตของลิซ่าตั้งแต่การเป็นศิลปิน นักเต้น มาสู่การเป็นเจ้าของธุรกิจในปัจจุบัน รวมถึงมีฉากโฆษณาที่จะเป็น “Soft Power” ให้กับประเทศไทยด้วย มีฉากการรับประทานอาหารไทยหลายเมนู เช่น พะแนงเนื้อ ต้มยำกุ้ง น้ำแข็งไส ก่อนใช้สเปรย์ระงับกลิ่นปากของเดนทิสเต้เพื่อเรียกความมั่นใจ
“ซึ่งโฆษณาชิ้นนี้กับเดนทิสเต้จะเป็นโฆษณาเพียงชิ้นเดียวที่ลิซ่าร่วมแสดงในปี 2567 จึงเชื่อว่า จะเกิดแรงกระเพื่อมสูงในกลุ่มแฟน ๆ และในตลาด”
โดยการทำสัญญาแบรนด์แอมบาสซาเดอร์กับลิซ่าเป็นครั้งที่ 3 ทางบริษัทคาดหวังว่าจะช่วยดันยอดขายเติบโตเป็น “เท่าตัว” ได้อีกครั้ง และคาดหวังการเติบโตในตลาดกว่า 20 ประเทศที่เดนทิสเต้เข้าไปวางจำหน่าย

รุกหนักอเมริกา-ยุโรป
อย่างไรก็ตาม งบฯการตลาดดังกล่าวไม่เพียงแค่ทำการตลาดเฉพาะ “ลิซ่า” เท่านั้น แต่ยังรวมถึงการนำนวัตกรรมใหม่ ๆ เข้ามาพัฒนาสินค้าให้ตอบโจทย์ปัญหาเกี่ยวกับช่องปากมากขึ้น โดยในปีนี้ได้มีการนำเสนอนวัตกรรมใหม่ ๆ เช่น ยาสีฟัน เซรั่มเพิ่มเนื้อฟันขาว Dentiste’ Repaire’ Oral Care Serum หรือยาสีฟันแบบแปรงแห้ง Dentiste’ Anticavity Max Fluoride ที่ทันตแพทย์กว่า 6,000 คนทั่วโลกแนะนำ ซึ่งต่อปีจะมีแผนออกสินค้าใหม่ประมาณ 30-40 ตัว
ขณะที่ตลาดต่างประเทศ ในปีนี้มีแผนที่จะเข้าไปบุกตลาดอเมริกา เยอรมนี และยุโรป โดยจะส่งออกสินค้าเข้าไปวางจำหน่ายในช่องทางรีเทลมากขึ้น อาทิ target, Walmart, COSTCO WHOLESALE และ H Mart จากที่ผ่านมาในอเมริกา และยุโรปจะเป็นการจำหน่ายผ่านช่องทาง Amazon
“โดยในปี 2030 ตั้งเป้าอยากมีสัดส่วนรายได้จากต่างประเทศ 99% และในไทย 1% จากปัจจุบันมีสัดส่วนรายได้ตลาดต่างประเทศอยู่ที่ 50% และในไทย 50% รวมถึงสิ้นปี 2567 ตั้งเป้ารายได้ทั้งบริษัทแตะ 3,000-4,000 ล้านบาท โดยจะเป็นสัดส่วนรายได้จากเดนทิสเต้ ประมาณ 40% ของยอดขายทั้งหมด”