หลังจากที่ฝรั่งเศสเจรจาตั้งรัฐบาลยืดเยื้อมา 2 เดือนกว่า เนื่องจากการเลือกตั้งที่จบลงไปเมื่อต้นเดือนกรกฎาคม ไม่มีกลุ่มแนวร่วมไหนชนะขาดเพียงพอที่จะตั้งรัฐบาลฝ่ายเดียวได้ ในที่สุดความพยายามจัดตั้งรัฐบาลใหม่ก็สำเร็จ และเปิดตัวรัฐบาลเมื่อวันที่ 21 กันยายนที่ผ่านมา
โฉมหน้ารัฐบาลออกมาในสูตรที่กลุ่มสายกลางของ เอ็มมานูเอล มาครง (Emmanuel Macron) จับมือกับแนวร่วมฝ่ายขวา เบียดฝ่ายซ้ายที่คะแนนเลือกตั้งมาอันดับ 1 ไปเป็นฝ่ายค้าน
รัฐบาลฝรั่งเศสชุดปัจจุบันเรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในรัฐบาลที่อ่อนแอง่อนแง่นมากที่สุด ทั้งในทางการเมืองและความท้าทายในการบริหารเศรษฐกิจ
ในทางการเมือง แนวร่วมสายกลางของมาครงต้องเผชิญหอกดาบจากทั้งฝ่ายซ้ายและฝ่ายขวาจัด ซึ่งอาจสั่นคลอนให้รัฐบาลล่มได้ง่าย ๆ
ขณะที่ด้านการบริหารเศรษฐกิจนั้นก็ถือว่าหนักหนาสาหัส ฝรั่งเศสกำลังเผชิญความท้าทายทางการเงินการคลัง มีหนี้สาธารณะ 3.2 ล้านล้านยูโร (ประมาณ 117 ล้านล้านบาท) คิดเป็น 110% ของจีดีพี มีดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายปีละ 50,000 ล้านยูโร (ประมาณ 1.83 ล้านล้านบาท) ซึ่งเป็นหนี้ต่างประเทศในสัดส่วนที่สูงด้วย
นอกจากนั้น รัฐบาลฝรั่งเศสยังมีความกดดันที่จะต้องลดการขาดดุลงบประมาณจากปัจจุบัน 6.2% ของจีดีพี ให้เหลือไม่เกิน 3% ของจีดีพี ตามที่กำหนดในมาตรการวินัยการเงินการคลังของสหภาพยุโรปด้วย ซึ่งรัฐบาลฝรั่งเศสตั้งเป้าจะบรรลุเป้าหมายในปี 2027
ด้วยความจำเป็นทางการคลัง ทำให้ มิเชล บาร์นิเยร์ (Michel Barnier) นายกรัฐมนตรีคนใหม่ของฝรั่งเศส จากพรรครีพับลิกัน (Les Republicains) ซึ่งเป็นพรรคการเมืองฝ่ายขวา กล่าวในการให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ France 2 เมื่อวันที่ 22 กันยายนว่า อาจพิจารณาขึ้นภาษีบริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่และภาษีเงินได้เศรษฐีผู้มั่งคั่ง เพื่อพลิกสถานการณ์ทางการเงินการคลังและหนี้สินของรัฐที่อยู่ในระดับเลวร้าย พร้อมบอกว่าจะไม่ขึ้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาระดับชนชั้นกลางและชนชั้นแรงงาน
“หนี้จำนวนมากของเราเป็นหนี้ในตลาดต่างประเทศ เราต้องรักษาความน่าเชื่อถือของฝรั่งเศสไว้” นายกฯฝรั่งเศสกล่าว
ความท้าทายสองด้านของรัฐบาลฝรั่งเศสเกี่ยวพันกันอย่างแยกไม่ออก ลำพังเพียงแค่เรื่อง “ภาษี” เพียงเรื่องเดียวก็สั่นคลอนภายในรัฐบาลได้แล้ว เพราะการขึ้นภาษีเป็น “เส้นแดง” หรือสิ่งที่พรรคและแนวร่วมสายกลางของมาครงปฏิเสธไม่เอาเด็ดขาด เพราะมองว่าการยกเว้นหรือลดภาษีเป็นรากฐานสำคัญของนโยบายเศรษฐกิจที่จะค่อย ๆ เพิ่มความมั่งคั่งให้ฝรั่งเศส อันนำมาซึ่งการลงทุนจากต่างประเทศและการจ้างงาน
เพียงแค่ความท้าทายภายในรัฐบาลเองก็มากโข ยังไม่นับว่าแนวร่วมฝ่ายซ้ายซึ่งครองที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎรมากที่สุดประกาศให้คำมั่นกับประชาชนว่าจะโค่นล้มรัฐบาลนี้ให้เร็วที่สุด แม้ว่าลำพังเพียงฝ่ายซ้ายจะไม่มีเสียงเพียงพอ แต่ก็คาดว่าอาจจะได้รับการสนับสนุนจากฝ่ายขวาจัดของ มารีน เลอแปง (Marine Le Pen) ด้วย
ความเปราะบางของรัฐบาลชุดนี้นั้นเปราะบางถึงขั้นที่นักวิเคราะห์บางคนกล่าวว่า “คำถามไม่ใช่ว่าฝรั่งเศสจะได้รัฐบาลหน้าตาแบบไหน แต่คือรัฐบาลจะล่มเมื่อไหร่”