บาทอ่อนค่านำสกุลเงินในภูมิภาค หลังแบงก์ชาติเข้าดูแลค่าเงิน
ค่าเงินบาท ธนบัตร แบงก์
บาทอ่อนค่านำสกุลเงินในภูมิภาค หลังแบงก์ชาติเข้าดูแลค่าเงิน ขณะที่ เจอโรม พาวเวลล์ ประธานเฟดระบุว่า เฟดมีแนวโน้มจะปรับลดอัตราดอกเบี้ย 0.25% จำนวน 2 ครั้ง รวมเป็น 0.50% ภายในสิ้นปีนี้ หากเศรษฐกิจมีพัฒนาการที่เป็นไปตามคาด
ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพรายงานว่า สภาวะการเคลื่อนไหวตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันอังคารที่ 1 ตุลาคม 2567 ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้านี้ที่ระดับ 32.49/50 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันจันทร์ (30/9) ที่ระดับ 32.18/20 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
โดยดอลลาร์สหรัฐปรับตัวแข็งค่าเทียบเงินสกุลหลัก หลัง Dollar Index ปรับตัวขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 100.76 ภายหลังการแสดงความเห็นของนายเจอโรม พาวเวลล์ ทำให้ตลาดลดการคาดการณ์ว่าเฟดจะลดดอกเบี้ยลงแรงถึง 0.50% ในเดือน พ.ย. ช่วยหนุนการซื้อขายดอลลาร์ และกดดันราคาทองคำร่วงลง
นายเจอโรม พาวเวลล์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) กล่าวสุนทรพจน์ในการประชุมว่าด้วยแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐที่สมาคมเศรษฐศาสตร์ธุรกิจแห่งชาติสหรัฐ (NABE) โดยกล่าวว่า เฟดมีแนวโน้มที่จะปรับลดอัตราดอกเบี้ย 0.25% จำนวน 2 ครั้ง รวมเป็น 0.50% ภายในสิ้นปีนี้ หากเศรษฐกิจมีพัฒนาการที่เป็นไปตามคาด และเฟดจะไม่รีบร้อนในการดำเนินการดังกล่าว หลังมีข้อมูลใหม่ซึ่งทำให้เฟดมีความเชื่อมั่นว่าเศษฐกิจและการใช้จ่ายของผู้บริโภคมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง
โดยเครื่องมือ FedWatch Tool ของ CME Group บ่งชี้ว่า นักลงทุนให้น้ำหนัก 35% ที่เฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ย 0.50% ในการประชุมเดือน พ.ย. ลดลงจากระดับ 37% ก่อนที่พาวเวลล์จะกล่าวสุนทรพจน์ในครั้งนี้ และลดลงจากระดับ 53% เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ทั้งนี้ในระหว่างวันบาทเคลื่อนไหวในกรอบระหว่าง 32.38-32.60 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 33.58/59 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
ด้านปัจจัยภายในประเทศ ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงจากระดับปิดตลาด หลังดอลลาร์สหรัฐฟื้นตัว จากการคาดการณ์ว่าเฟดไม่เร่งลดดอกเบี้ยแรงในเดือน พ.ย. โดยยังต้องตอดตามข้อมูลเศรษฐกิจอีกหลายรายการให้ต้องพิจารณาก่อนการประชุมนโยบายการเงินในเดือนหน้า
นอกจากนี้ ราคาทองคำที่ร่วงลงแรง หนุนซื้อกลับดอลลาร์และกดดันบาทอ่อนค่า ภายหลังวานนี้เงินบาทแข็งค่าแตะระดับแข็งค่าสุดในรอบ 31 เดือน หรือตั้งแต่เดือน ก.พ. 65 ตามการแข็งค่าของเงินหยวน หลังตลาดเปิดรับความเสี่ยงจากปัจจัยที่ประเทศจีนออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจขนาดใหญ่
นอกจากนี้นางสาวชญาวดี ชัยอนันต์ โฆษก ธปท.และผู้ช่วยผู้ว่าการสายองค์กรสัมพันธ์ ธนาคารแห่งประเทศไทย (แบงก์ชาติ) กล่าวว่า ในส่วน ธปท.ได้มีการเข้าไปติดตามถานการณ์เงินบาทใกล้ชิด โดยเฉพาะช่วงที่มีความผันผวนสูงเพื่อลดผลกระทบ โดยการเข้าไปดูแลเงินบาท สะท้อนผ่านทุนสำรองระหว่างประเทศที่เพิ่มขึ้น แต่ทุนสำรองที่เพิ่มขึ้นก็มาจากหลายส่วน ส่วนหนึ่งจากดอลลาร์ที่อ่อนค่าลง ทำให้การตีราคาสินทรัพย์ใน (Valuation) ในทุนสำรองปรับเพิ่มขึ้นด้วยที่เป็นส่วนหนึ่ง และส่วนหนึ่งก็เป็นผลมาจากการเข้าไปดูแลค่าเงินบาทของ ธปท.
ค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวเปิดตลาดเช้านี้ (1/10) ที่ระดับ 1.1131/35 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันจันทร์ (30/9) ที่ระดับ 1.1186/90 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ค่าเงินยูโรอ่อนค่าจากการแข็งค่าของดอลลาร์สหรัฐ โดยในวันนี้ (1/10) มีการเปิดเผยเงินเฟ้อของยูโรโซน
โดยดัชนีราคาผู้บริโภคยูโรโซน (CPI) เมื่อเทียบรายปี อยู่ที่ระดับ 1.8% สอดคล้องกับที่คาดการณ์ที่ระดับ 1.8% ซึ่งลดลงต่ำกว่าเป้าหมาย 2% ของ ECB เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2021 โดยการดลงส่วนหนึ่งมาจากต้นทุนพลังงานที่ลดลงอย่างมาก และดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐานยูโรโซน (Core CPI) เมื่อเทียบรายปีอยู่ที่ระดับ 2.7% สอดคล้องกับที่คาดการณ์ที่ระดับ 2.7% ซึ่งยังคงสูงกว่าเป้าหมายของ ECB แต่เป็นสัญญาณการผ่อนคลายแรงกดดันเงินเฟ้อในเศรษฐกิจยูโรโซน
ทั้งนี้ในระหว่างวันค่าเงินยูโร เคลื่อนไหวในกรอบระหว่าง 1.1098-1.1144 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดที่ระดับ 1.1103/07 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร
ค่าเงินเยนเคลื่อนไหวเปิดตลาดเช้านี้ (1/10) ที่ระดับ 144.09/13 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันจันทร์ (30/9) ที่ระดับ 142.73/77 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ วันนี้ (1/10) ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) เปิดเผยดัชนีความเชื่อมั่นของกลุ่มผู้ผลิตรายใหญ่ (ทังกัน) ในไตรมาส 3/2567 อยู่ที่ระดับ 13 ไม่เปลี่ยนแปลงจากไตรมาส 1 ซึ่งเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าเศรษฐกิจญี่ปุ่นยังคงฟื้นตัว แม้การเติบโตของเศรษฐกิจทั่วโลกอ่อนแอลงก็ตาม
นอกจากนี้ รัฐบาลญี่ปุ่นเปิดเผยข้อมูลอัตราการว่างงานในเดือน ส.ค.ลดลงมาอยู่ที่ 2.5% จาก 2.7% ในเดือน ก.ค. โดยมีสาเหตุหลักมาจากการที่คนงานที่กำลังมองหาโอกาสที่ดีกว่านั้นสามารถหางานใหม่ได้มากขึ้น โดยกระทรวงกิจการภายในและการสื่อสารของญี่ปุ่นรายงานว่า จำนวนผู้มีงานทำทั้งหมดเพิ่มขึ้น 0.4% เป็น 67.91 ล้านคน (ปรับค่าตามฤดูกาล) ถือเป็นสถิติสูงสุดนับตั้งแต่เริ่มเก็บข้อมูลในปี 2496 ขณะที่จำนวนผู้ว่างงานลดลง 8.0% เหลือเพียง 1.72 ล้านคน
ทั้งนี้ในระหว่างวันค่าเงินเยนเคลื่อนไหวในกรอบระหว่าง 143.37-144.53 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 143.76/80 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ
ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐที่สำคัญในวันนี้ ได้แก่ ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิต และภาคบริการขั้นสุดท้ายเดือน ก.ย. (1/10), ดัชนีภาคการผลิตเดือน ก.ย., ตัวเลขการเปิดรับสมัครงานและอัตราการหมุนเวียของแรงงาน (JOLTS) เดือน ส.ค. (1/10), ตัวเลขการจ้างงานภาคเอกชนเดือน ก.ย. (2/10), จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ (3/10) และตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรเดือน ก.ย. (4/10)
สำหรับอัตราป้องกันความเสี่ยง (Swap point) ภาคเช้า 1 เดือนในประเทศอยู่ที่ -1.1/-6.9 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ และอัตราป้องกันความเสี่ยงภาคเช้า 1 เดือนต่างประเทศอยู่ที่ -6.8/-5.6 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ