ดอลลาร์
ค่าเงินดอลลาร์กลับมาแข็งค่า หลังกังวลสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ขณะที่ตลาดจับตาดูตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐคืนนี้
วันที่ 4 ตุลาคม 2567 ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพรายงานว่า ภาวะการเคลื่อนไหวของตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันที่ 30 กันยายน-4 ตุลาคม 2567 ค่าเงินบาทเปิดตลาดวันจันทร์ (30/9) ที่ระดับ 32.34/35 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่าเล็กน้อยจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (27/9) ที่ระดับ 32.39/41 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ จากการอ่อนค่าของดอลลาร์สหรัฐ หลังการเปิดเผยดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) ที่ต่ำกว่าคาด
อย่างไรก็ดี ดอลลาร์ปรับตัวแข็งค่าเทียบเงินสกุลหลัก ภายหลังการแสดงความเหนของนายเจอโรม พาวเวลล์ ประธานเฟด เมื่อคืนวันอังคาร (1/10) โดยนายพาวเวลล์ส่งสัญญาณว่า เฟดมีแนวโน้มที่จะปรับลดอัตราดอกเบี้ย 0.25% จำนวน 2 ครั้ง รวมทั้งสิ้น 0.50% ในปีนี้ หากเศรษฐกิจมีพัฒนาการที่เป็นไปตามคาด และเฟดจะไม่รีบร้อนดำเนินการดังกล่าวหลังมีข้อมูลใหม่ ซึ่งทำให้เฟดเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจและการใช้จ่ายของผู้บริโภคเติบโตอย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ พาวเวลล์กล่าวว่าการที่คณะกรรมการเฟดปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.50% ในการประชุมครั้งล่าสุดนั้น ไม่ถือเป็นสัญญาณที่บ่งชี้ว่าเฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยเชิงรุกในอนาคต ทั้งนี้ เครื่องมือ FedWatch Tool ของ CME Group บ่งชี้ว่า นักลงทุนให้น้ำหนัก 35% ที่เฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ย 0.50% ในการประชุมเดือน พ.ย. ลดลงจากระดับ 37% ก่อนที่พาวเวลล์จะกล่าวสุนทรพจน์ในครั้งนี้ และลดลงจากระดับ 53% เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา
นอกจากนี้ ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐยังได้รับแรงหนุนจากการที่นักลงทุนเข้าซื้อดอลลาร์ ซึ่งเป็นสกุลเงินปลอดภัยท่ามกลางความวิตกกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลาง หลังอิหร่านยิงขีปนาวุธโจมตีอิสราเอลเพื่อตอบโต้อิสราเอลที่ใช้ปฏิบัติการสังหารผู้นำกลุ่มอิซบอลเลาะห์ซึ่งเป็นพันธมิตรของอิหร่าน
ขณะที่ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ผู้นำสหรัฐได้ส่งการให้กองทัพสหรัฐเข้าช่วยเหลืออิสราเอลในการป้องกันประเทศ และยิงขีปนาวุธที่พุ่งเป้าโจมตีอิสราเอล อย่างไรก็ดี สถาบันจัดการด้านอุปทานของสหรัฐ (ISM) เปิดเผยว่า ดัชนีภาคการผลิตของสหรัฐทรงตัวที่ระดับ 47.2 ในเดือน ก.ย. และต่ำกว่าที่คาดการณ์ที่ระดับ 47.6 โดยได้รับผลกระทบจากภาวะหดตัวของคำสั่งซื้อใหม่และการจ้างงาน
ทั้งนี้ ดัชนียังคงปรับตัวต่ำกว่าระดับ 50 ซึ่งบ่งชี้ภาวะหดตัวของภาคการผลิตสหรัฐ โดยเป็นการหดตัวติดต่อกันเป็นเดือนที่ 6 ขณะที่เอสแอนด์พี โกลบอลเปิดเผยว่า ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตของสหรัฐ ปรับตัวลงส่ระดับ 47.3 ในเดือน ก.ย. จากระดับ 47.9 ในเดือน ส.ค. โดยได้รับผลกระทบจากการดิ่งลงของคำสั่งซื้อใหม่และการจ้างงาน แม้ว่าความเชื่อมั่นในภาคธุรกิจดีดตัวขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 4 เดือน ทั้งนี้ ดัชนี PMI ยังคงปรับตัวต่ำกว่าระดับ 59 ซึ่งบ่งชี้ภาวะหดตัวของภาคการผลิตสหรัฐ โดยเป็นการหดตัวติดต่อกันเป็นเดือนที่ 3
ด้านสำนักงานสถิติของกระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยผลสำรวจการเปิดรับสมัครงานและอัตราการหมุนเวียนของแรงงาน (JOLTS) พบว่า ตัวเลขการเปิดรับสมัครงาน ซึ่งเป็นมาตรวัดอุปสงค์ในตลาดแรงงาน เพิ่มขึ้น 329,000 ตำแหน่ง สู่ระดับ 8.04 ล้านตำแหน่งในเดือน ส.ค. จากระดับ 7.71 ล้านตำแหน่งในเดือน ก.ค. และสูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ที่ระดับ 7.66 ล้านตำแหน่ง
ด้านออโตเมติก ดาต้า โพรเซสซิ่ง อิงก์ (ADP) เปิดเผยว่า การจ้างงานของภาคเอกชนสหรัฐเพิ่มขึ้น 143,000 ตำแหน่งในเดือน ก.ย. สูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ที่ระดับ 128,000 ตำแหน่ง หลังจากเพิ่มขึ้น 103,000 ตำแหน่งในเดือน ส.ค. ทั้งนี้ การจ้างงานในภาคบริการเพิ่มขึ้น 101,000 ตำแหน่ง ส่วนภาคการผลิตเพิ่มขึ้น 42,000 ตำแหน่ง
ทั้งนี้ ในวันศุกร์ (4/10) ดอลลาร์สหรัฐลดแรงบวกลงบ้าง แต่ภาพรวมยังคงเคลื่อนไหวในแนวแข็งค่าเทียบเงินสกุลหลัก ในขณะที่รายงานตัวเลขเศรษฐกิจที่ออกมาในวันพฤหัสบดี (3/10) แสดงให้เห็นว่า เศรษฐกิจสหรัฐยังคงมีความแข็งแกร่ง และดอลลาร์ก็ได้รับแรงหนุนเพิ่มเติมในฐานะสกุลเงินปลอดภัยในช่วงนี้ด้วย ในขณะที่นักลงทุนกังวลกับความขัดแย้งที่ทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้นในภูมิภาคตะวันออกกลาง และกังวลกับผลกระทบที่เกิดจากการผละงานประท้วงของคนงานท่าเรือจำนวนมากในสหรัฐ
ทั้งนี้ สถาบันจัดการอุปทานของสหรัฐ (ISM) รายงานในวันพฤหัสบดี (3/10) ว่า ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคบริการของสหรัฐพุ่งขึ้นจาก 51.5 ในเดือน ส.ค. สู่ 54.9 ในเดือน ก.ย. ซึ่งถือเป็นจุดสูงสุดนับตั้งแต่เดือน ก.พ. 2023 หรือจุดสูงสุดรอบหนึ่งปีครึ่ง ในขณะที่ยอดสั่งซื้อเพิ่มขึ้นอย่างแข็งแกร่ง อย่างไรก็ดี ดัชนีการจ้างงานภาคบริการดิ่งลงจาก 50.2 ในเดือน ส.ค. สู่ 48.1 ในเดือน ก.ย. และสิ่งนี้สอดคล้องกับการชะลอตัวลงในตลาดแรงงาน โดยดัชนีที่ต่ำกว่าระดับ 50 บ่งชี้ถึงการหดตัว
อย่างไรก็ดี กระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยว่า ตัวเลขผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรกเพิ่มขึ้น 6,000 ราย สู่ระดับ 225,000 รายในสัปดาห์ที่แล้ว สูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ที่ระดับ 221,000 ราย ทั้งนี้ นักลงทุนรอติดตามการเปิดเผยตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรในวันนี้ เพื่อหาสัญญาณบ่งชี้ทิศทางดอกเบี้ยเฟดต่อไป โดยคาดการณ์ว่า ตัวเลขจ้างงานจะเพิ่มขึ้น 148,000 ตำแหน่งในเดือน ก.ย. หลังจากเพิ่มขึ้น 142,000 ตำแหน่งในเดือน ส.ค. และคาดว่าอัตราว่างงานเดือน ก.ย.จะอยู่ที่ระดับ 4.2% ไม่เปลี่ยนแปลงจากเดือน ส.ค.
สำหรับปัจจัยภายในประเทศ นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง เผยได้มีการติดต่อพูดคุยกับผู้ว่าการ ธปท.ตลอดเวลา ส่วนเรื่องนโยบายการเงินที่จะพูดคุยกันนั้น คาดว่าน่าจะได้ข้อสรุปเดือนนี้ ขณะที่นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รมช.คลัง ระบุกรณีธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เข้าไปแทรกแซงค่าเงินบาทอย่างเดียวคงไม่เพียงพอสำหรับการแก้ปัญหาเงินบาทแข็งค่า
เพราะปัญหาเกิดจากอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยไม่สอดคล้องกับนโยบายการเงินของประเทศมหาอำนาจ ทำให้เกิดภาวะเงินทุนไหลเข้าจนส่งผลให้เงินบาทแข็งค่าพร้อมมองว่าแนวทางการแก้ไขจำเป็นต้องดำเนินการใน 2 ส่วนสำคัญ ด้วยการแก้ไขที่แนวหลัก คือ อัตราดอกเบี้ยนโยบาย ซึ่งจะเป็นการดูแลในระยะยาว ส่วนการดูแลค่าเงินไม่ให้ผันผวนในระยะสั้น ต้องแก้ไขด้วยการบริหารอัตราแลกเปลี่ยน
ทั้งนี้ ค่าเงินบาทมีการเคลื่อนไหวระหว่างสัปดาห์อยู่ในกรอบระหว่าง 32.12-33.24 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดในวันศุกร์ (4/10) ที่ระดับ 33.00/02 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
สำหรับความเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโร เปิดตลาดวันจันทร์ (30/9) ที่ระดับ 1.1168/69 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร แข็งค่าเล็กน้อยจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (27/9) ที่ระดับ 1.1158/60 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร จากการอ่อนค่าของดอลลาร์สหรัฐ โดยในวันศุกร์ที่ผ่านมา (27/9) สำนักงานแรงงานกลางของเยอรมนีเปิดเผยข้อมูลจำนวนคนว่างงานในเยอรมนีเพิ่มขึ้นมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ในเดือน ก.ย. ซึ่งเป็นสัญญาณบ่งชี้ถึงปัญหาของประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในยุโรป
อย่างไรก็ดี ค่าเงินยูโรอ่อนค่าลงเทียบดอลลาร์สหรัฐ โดยตลอดทั้งสัปดาห์ หลังจากที่ในวันอังคาร (1/10) มีการเปิดเผยอัตราเงินเฟ้อขั้นต้นยูโรโซนเดือน ก.ย. ลดลงต่ำกว่า 2% เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่กลางปี 2564 เหลือเพียง 1.8% จาก 2.2% ในเดือน ส.ค. ต่ำกว่าที่คาดไว้ที่ 1.9% โดยมีปัจจัยหลักมาจากราคาพลังงานที่ลดลงและราคาสินค้าที่ทรงตัว ซึ่งยิ่งเพิ่มความเป็นไปได้ที่ธนาคารกลางยุโรป (ECB) จะปรับลดอัตาดอกเบี้ยในเดือน ต.ค.นี้
ขณะที่การต่อสู้กับภาวะเงินเฟ้อที่พุ่งสูงในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาใกล้จะสิ้นสุดลง ส่วนอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (Core inflation) ซึ่งเป็นตัวเลขที่ถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด ลดลงมาอยู่ที่ 2.7% เดือน ก.ย.จาก 2.8% เดือน ส.ค. เนื่องจากการเติบโตของราคาในภาคบริการชะลอตัวลง
นอกจากนี้ผลสำรวจล่าสุด ซึ่งรวบรวมโดยเอสแอนด์พี โกลบอล (S&P Global) เปิดเผยในวันพฤหัสบดี (3/10) ว่าดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) รวมภาคการผลิต-ภาคบริการขั้นสุดท้ายของยูโรโซนจากฮัมบูร์ก คอมเมอร์เชียล แบงก์ (HCOB) ซึ่งมักใช้เป็นเครื่องชี้วัดสุขภาพเศรษฐกิจ อยู่ที่ระดับ 49.6 ในเดือน ก.ย. ลดลงจากระดับ 51.0 ในเดือน ส.ค. แต่สูงกว่าค่า PMI ขั้นต้นที่ 48.9 โดยอยู่ต่ำกว่าระดับ 50.0 เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือน ก.พ.
ขณะเดียวกัน ดัชนี PMI ภาคบริการขั้นสุดท้ายของยูโรโซน อยู่ที่ระดับ 51.4 ในเดือน ก.ย. ลดลงจากระดับ 52.9 ในเดือน ส.ค. แต่สูงกว่าค่า PMI ขั้นต้นที่ 50.5 ทั้งนี้ ค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 1.1006-1.1208 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดในวันศุกร์ (4/10) ที่ระดับ 1.1029/30 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร
สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยน เปิดตลาดวันจันทร์ (30/9) ที่ระดับ 142.64/65 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (27/9) ที่ระดับ 143.16/18 เยน/ดอลลาร์ หลังนายชิเงรุ อิชิบะ อดีตรัฐมนตรีกลาโหมของญี่ปุ่น ชนะการเลือกตั้งหัวหน้าพรรคเสรีประชาธิปไตย (LDP) ซึ่งเป็นพรรครัฐบาล ส่งผลให้นายอิชิบะ กลายเป็นว่าที่นายกรัฐมนตรีคนใหม่ของญี่ปุ่น โดยนายอิชิบะจะเข้าพิธีสาบานตนรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 102 ของญี่ปุ่น ในวันอังคารที่ 1 ต.ค.
ทั้งนี้ ที่ผ่านมานายอิชิบะมักวิพากษ์วิจารณ์การใช้นโยบายกระตุ้นทางการเงินของญี่ปุ่น และได้สนับสนุนแนวทางการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) อย่างไรก็ดี ค่าเงินเยนปรับตัวอ่อนค่าเทียบดอลลาร์สหรัฐ โดยตลอดทั้งสัปดาห์ หลังจากดอลลาร์ปรับตัวแข็งค่าขึ้น อีกทั้งมีการเปิดเผยดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตขั้นสุดท้ายของญี่ปุ่น ลดลงมาอยู่ที่ 49.7 ในเดือน ก.ย. จาก 49.8 ในเดือน ส.ค. แต่ก็ยังสูงกว่าตัวเลข PMI ขั้นต้นเล็กน้อยที่ 49.6 ซึ่งอยู่ต่ำกว่าระดับ 50 ติดต่อกันเป็นเดือนที่ 3
นอกจากนี้ นายชิเงรุ อิชิบะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ระบุภายหลังหารือกับนายคาซูโอะ อุเอดะ ผู้ว่าการธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ว่า สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจในปัจจุบันไม่เหมาะสมจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกครั้ง โดยนักลงทุนปรับตัวรับการแสดงความเห็นแบบสายพิราบของนักการเมืองญี่ปุ่นและผู้กำหนดนโยบายของญี่ปุ่นในช่วงนี้
ในขณะที่การแสดงความเห็นดังกล่าวช่วยตกย้ำการคาดการณ์ที่ว่า ธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) จะไม่รีบร้อนปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในช่วงนี้ และถ้อยแถลงของเขาก็ส่งผลให้เยนปรับตัวอ่อนค่าเทียบดอลลาร์สหรัฐ กว่า 3% ในสัปดาห์นี้ ทั้งนี้ ค่าเงินเยนมีการเคลื่อนไหวระหว่างสัปดาห์อยู่ในกรอบ 141.63-147.24 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดในวันศุกร์ (4/10) ที่ระดับ 146.31/32 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ