Skip to content

“ขยันผิดที่ 10 ปีก็ไม่รวย” จริงไหม เพราะอะไร เศรษฐศาสตร์โนเบลมีคำตอบ

16 ต.ค. 2567 | 14:45น.
“ขยันผิดที่ 10 ปีก็ไม่รวย” จริงไหม เพราะอะไร เศรษฐศาสตร์โนเบลมีคำตอบ

คำกล่าวที่ว่า “ขยันผิดที่ 10 ปีก็ไม่รวย” ที่ฮิตกันอยู่ช่วงนี้ ดูจะสอดคล้องกับแนวคิดของนักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลล่าสุด ที่มองว่าบริบทของพื้นที่-ประเทศ ส่งผลต่อความมั่งคั่งและรุ่งเรืองของประชากร โดยเฉพาะการออกแบบโครงสร้างทางอำนาจที่เป็นประชาธิปไตย หรือในภาษาเศรษฐศาสตร์การเมืองอาจเรียกว่า สถาบันที่ดี-Good Institutions ล้วนส่งผลตรงต่อการเจริญงอกงามทางเศรษฐกิจ

การจะออกแบบโครงสร้างประเทศเช่นนี้ ไม่ได้ทำกันได้แค่ชั่วครู่ ชั่วคน แต่ผลการศึกษาพาเราย้อนไปถึงยุคล่าอาณานิคมที่การออกแบบสถาบันแบบ Inclusive Institutions (สถาบันทางเศรษฐกิจแบบครอบคลุม) และ Exclusive Institutions ส่งผลถึงความมั่งคั่งของรัฐประชาชาติในปัจจุบัน

ดังนั้นถ้าขยันในบริบทที่เป็น Exclusive Institutions ถึงชั่วคน ก็อาจรวยได้ยาก เจริญงอกงามได้ยาก

และที่สำคัญการออกแบบและเปลี่ยนแปลง “โครงสร้างประเทศ” หรือสถาบันทางเศรษฐสังคม ไม่ได้ง่ายเหมือนการแก้รัฐธรรมนูญด้วยนักกฎหมายมือฉมังแล้วจบ

ในมุมมองการศึกษานี้เป็นผลมาจากกระบวนการทางประวัติศาสตร์ เป็นผลมาจากปฏิสัมพันธ์ระหว่างการเมืองและบรรทัดฐาน เป็นผลมาจากผู้คนที่เข้าร่วมในทางการเมืองในรูปแบบต่าง ๆ และนั่นคือเหตุผลที่คุณไม่สามารถเปลี่ยนแปลงสถาบันได้โดยเพียงแค่เปลี่ยนแปลงอะไรเพียงเล็กน้อย

แต่อย่างไรก็มีข้อถกเถียงแนวคิดนี้ โครงสร้างประชาธิปไตยไม่ได้มีในจีน แต่จีนกลับเป็นรัฐที่สามารถข้ามผ่านยุคล่าอาณานิคมและเจริญงอกงาม คงเป็นมหาอำนาจอยู่ได้ ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น แล้วเหล่านักเศรษฐศาสตร์โนเบล อภิปรายปรากฏการณ์นี้อย่างไร

3 โนเบล สาขาเศรษฐศาสตร์ว่าด้วยความจนและความรวย 

รางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ ในปี 2024 นี้ แบ่งให้กับนักเศรษฐศาสตร์ 3 คน แดรอน อะเซโมกลู, ไซมอน จอห์นสัน และเจมส์ โรบินสัน ซึ่งแต่ละคนศึกษาในประเด็นที่คล้ายคลึงกัน โดยมีคำถามว่า สถาบันหรือโครงสร้างของประเทศสร้างความมั่งคั่งให้กลับประเทศหนึ่ง ๆ ได้อย่างไร

ที่จริงแล้ว คำถามวิจัยข้างต้นเริ่มง่าย ๆ ว่า อะไรที่ทำให้บางประเทศร่ำรวยและบางประเทศยากจน โดยเฉพาะเมื่อขยายคำถามการศึกษากลับพบว่า 20% ของประเทศที่ร่ำรวยที่สุดมีรายได้มากกว่าประเทศที่ยากจนที่สุดถึง 30 เท่า ซึ่งปัจจัยที่พบตรงกัน คือ โครงสร้างสถาบันของรัฐในอาณานิคมของชาติมหาอำนาจในยุโรป เช่นอังกฤษหรือสเปน ที่ทำให้เห็นผลที่แตกต่างกันในแต่ละบริบท และหนึ่งในตัวแปรที่สำคัญคือการมีส่วนร่วมทางการเมืองของคนในท้องที่ หรือผู้ไปตั้งรกรากใหม่ในการต่อรองรายได้กับเจ้าอาณานิคม

แนวคิดในงานของอะเซโมกลู (Daron Acemoglu) จะมีจุดร่วมกับเจมส์ โรบินสัน (James A. Robinson) จะมีจุดร่วมกันดังเห็นได้จากพวกเขาร่วมเขียนหนังสือ Why Nations Fail ในปี 2012 ซึ่งท้าทายแนวคิดเศรษฐศาสตร์กระแสหลัก จากการใช้แนวคิดทางสังคมศาสตร์ ประวัติศาสตร์ และทฤษฎีว่าด้วยอำนาจและโครงสร้างนิยม (ในภาษาเศรษฐศาสตร์อาจเรียกว่าสายสถาบันนิยม) โดยศึกษาย้อนกลับไปยังอดีตเปรียบเทียบว่า ในรัฐที่เคยเจริญรุ่งเรืองก่อนตกเป็นอาณานิคม เช่น รัฐมายาในเม็กซิโก รัฐต่าง ๆ ในอินเดียก่อนการยึดครองของอังกฤษล้วนรุ่งเรือง แต่ทำไมตอนนี้อยู่ในภาวะยากจน

เขาพบว่า เมื่อเจ้าอาณานิคมเล็งเห็นว่า พวกเขาอันตรายเกินกว่าจะอาศัยอยู่นาน เช่นในอเมริกากลาง-ใต้ แอฟริกา หรืออินเดีย ที่มีความเสี่ยงต่อโรคระบาด ความอดอยาก หรือภัยคุกคามจากชนพื้นเมือง ซึ่งในพื้นที่ที่เจริญในยุคโบราณมักมีประชากรหนาแน่น พวกเขาจะสร้างกฎหมายและโครงสร้างอำนาจอย่างเข้มข้นเพื่อควบคุมชนพื้นเมือง และเร่งเอารัดเอาเปรียบ และขูดรีดผลประโยชน์มากที่สุด เพราะกลัวว่าจะอยู่ได้ไม่นาน

ขณะที่ในดินแดนรกร้างไม่เจริญ (ในทรรศนะทางเศรษฐศาสตร์) อย่างอเมริกาเหนือ หรือออสเตรเลีย พวกเจ้าจะค่อย ๆ วางรากฐานโครงสร้างสถาบันทางสังคม จนดินแดนเหล่านั้นกลายเป็นรัฐชาติเกิดใหม่ที่มีความเจริญสูง

สถาบันทางอำนาจ นิติรัฐ นิติธรรม ที่เจ้าอาณานิคมสร้างขึ้นในอดีต ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมในระยะยาวของพื้นที่-ประเทศนั้น ๆ

เงื่อนไขสำคัญของสถาบันอำนาจที่วางไว้คือ “นิติธรรม” และ “ความเป็นประชาธิปไตย” สถาบันอำนาจที่เป็นประชาธิปไตยส่งเสริมให้ประเทศมั่งคั่ง และมั่งคั่งอยู่แล้วจะรุ่งเรืองกว่าเดิมจนเป็นผลต่างว่า 20% ของประเทศที่ร่ำรวยที่สุดมีรายได้มากกว่าประเทศที่ยากจนที่สุดถึง 30 เท่า (วัดตาม GDP per Capita)

การออกแบบ “สถาบันที่ดี” ขึ้นกับปัจจัยอะไรบ้าง

ดังที่กล่าวข้างต้นว่า สถาบันที่ดี-Good Institutions เป็นการเริ่มประกอบร่างขึ้นจากปฏิสัมพันธ์เชิงอำนาจของเจ้าอาณานิคม-ชนพื้นเมือง, ผู้ปกครอง-ใต้ปกครอง เกาะกินเวลายาวนานและตกผลึกเป็นโครงสร้างอำนาจทางเศรษฐสังคม (Socio-economics) ในปัจจุบัน

และหากเราจะเริ่มสร้างสถาบันที่ดีในวันนี้เพื่อวันหน้า ต้องทำอย่างไรบ้าง

แดรอน อะเซโมกลู อภิปรายในการศึกษาว่า ปัจจัยที่เอื้อให้เกิด Good Institutions และส่งผลต่อเศรษฐกิจ  มี 3 ประการ

ประการแรก คือ การสร้าง Inclusive Institutions หรือ “สถาบันทางเศรษฐกิจแบบครอบคลุม” สถาบันทางอำนาจที่ยึดโยงคนหลายกลุ่มสร้างเสถียรภาพจะรักษาสิทธิของบุคคลในการมีส่วนร่วมในการทำธุรกรรมทางเศรษฐกิจ การศึกษาการลงทุน การทำสัญญา การบังคับใช้กฎหมาย สถาบันเหล่านี้ทำให้ผู้คนได้รับประโยชน์ส่วนใหญ่จากความพยายามของตนเอง ความรู้ที่ว่าพวกเขาจะทำอย่างนั้นได้กระตุ้นให้พวกเขาเลือกอาชีพที่ใช้ทักษะของตนเองได้ดีที่สุด พัฒนาทักษะเหล่านั้นผ่านการศึกษา

สถาบันทางเศรษฐกิจแบบครอบคลุมโดยพื้นฐานแล้ว เกื้อหนุนแรงจูงใจและโอกาส เพราะในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและมีเสถียรภาพ ดีต่อแรงจูงใจให้ผู้คนลงทุนหรือพัฒนาตนเอง และค้นหาวิธีใหม่ ๆ ในการแก้ไขปัญหาใหม่ ๆ หรือปัญหาที่มีอยู่ สุดท้ายในสภาพแวดล้อมที่ดีย่อมส่งผลต่อภาคการผลิตและความมั่งคั่งของประชาชาติ

แต่หากในบริบทพื้นที่นั้นมีโครงสร้าง Exclusive Institutions สถาบันทางเศรษฐกิจกีดกันแบ่งแยก จะนำผลตอบแทนทางเศรษฐกิจไปสู่ชนชั้นสูงที่ค่อนข้างเล็กบนยอดพีระมิด จะขัดขวางไม่ให้ผู้คนริเริ่มเศรษฐกิจ เพราะพวกเขารู้ดีว่าตนเองจะได้รับผลประโยชน์เพียงเล็กน้อย หรือไม่ก็จำกัดโอกาสในการทำเช่นนั้น

ประการที่สอง คือ สร้างการมีส่วนร่วมทางสังคมและการเมือง เนื่องจากปัจจัยทางเศรษฐกิจไม่สามารถแยกออกจากปัจจัยทางการเมืองและสังคมได้ สถาบันทางการเมืองต้องช่วยกันหล่อหลอม Inclusive Institutions ด้วยการกระจายอำนาจทางการเมืองและสังคมในวงกว้าง สร้างการมีส่วนร่วมทางการเมือง การมีส่วนร่วมทางสังคม ความเคารพทางสังคม

ประการที่สาม เป็นสิ่งที่ท้าทายที่สุด การออกแบบสถาบันนั้นยาก ไม่เหมือนการร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญ ที่แค่มีคนฉลาดที่ออกแบบรัฐธรรมนูญที่ดีทุกอย่างก็จะเรียบร้อยดี แต่สถาบันในมุมมองการศึกษานี้เป็นผลมาจากกระบวนการทางประวัติศาสตร์ พวกมันเป็นผลมาจากปฏิสัมพันธ์ระหว่างการเมืองและบรรทัดฐาน เป็นผลมาจากผู้คนที่เข้าร่วมในทางการเมืองในรูปแบบต่าง ๆ และนั่นคือเหตุผลที่คุณไม่สามารถเปลี่ยนแปลงสถาบันได้โดยเพียงแค่เปลี่ยนแปลงอะไรเพียงเล็กน้อย อย่างกฎหมาย

ขยันผิดที่กี่ปีถึงรวย

บริบทการแข่งขันที่เป็น Exclusive Institutions ที่กีดกันคนออกไปทำให้เราอยู่ผิดที่ แต่กี่ปีถึงจะรวย ? หากเรานับตามบริบทของงานศึกษานี้ การวางรากฐานโครงสร้างหลังยุคอาณานิคมก็ใช้เวลานับ 1-200 ปีได้ การเปลี่ยนแปลงพื้นที่นั้น ๆ ทำได้ยาก แต่ใช่ว่าทำไม่ได้

ในงานศึกษานี้ชี้ให้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงเชิงสถาบันเป็นทางเลือกที่ต้องเริ่มทำให้วันนี้ 3 ทาง สู่ Inclusive Institutions

1) แก้ความขัดแย้งในการจัดสรรทรัพยากรเพื่อชี้ให้ชัดว่าใครที่มีอำนาจในการตัดสินใจในสังคม

2) สร้างเงื่อนใครในการต่อรองประนีประนอม ให้โอกาสที่ประชาชนจะสามารถรวมตัวและกดดันชนชั้นนำได้โดยง่าย

3) ความน่าเชื่อถือในการให้คำมั่นสัญญาที่ชนชั้นนำจะต้องรักษา เพราะหากทำไม่ได้จะสร้างความสั่นคลอนในอำนาจของพวกเขา และจะนำไปสู่การกดดันต่อรองในข้อที่สองในเงื่อนไขที่ง่าย และจะทำให้เกิดการตัดสินใหม่ว่า “ใครควรจัดสรรทรัพยากร” ตามข้อหนึ่ง

เช่น ในการปฏิรูปเศรษฐกิจและการเมืองเพื่อประโยชน์ของประชาชนที่อาจจะขาดความน่าเชื่อถือ ทำให้ชนชั้นนำต้องมอบอำนาจการตัดสินใจแก่ประชาชน ความล้มเหลวในการให้คำมั่นสัญญาที่น่าเชื่อถือของชนชั้นนำ ในบางครั้งนำสู่การเปลี่ยนแปลงไปสู่ประชาธิปไตย และหากมีเงื่อนไขให้การกดดันต่อรองทำโดยง่าย การเคลื่อนไหวอย่างสันติอาจเป็นภัยคุกคามมากที่สุด เนื่องจากเปิดโอกาสให้ประชาชนจำนวนมากเข้าร่วมการประท้วง

หรือกรณีที่บริบทพื้นที่นั้น ๆ ไม่ได้เป็นประชาธิปไตยที่จะชี้ขาดอำนาจทางการเมืองที่เป็นทางการ และต่อรองได้ยาก สิ่งที่เป็นภัยคุกคามต่อชนชั้นนำ คือ การรวมตัวกันของประชาชนและกลายเป็นภัยคุกคามจากการปฏิวัติ

“เจมส์ โรบินสัน” เคยให้สัมภาษณ์กับเอพี ที่ตั้งคำถามว่า ประเทศอย่างจีน ก็ไม่ได้มีความเป็นประชาธิปไตยอย่างที่เข้าใจในตะวันตก แต่ก็ยังสร้างความรุ่งเรืองได้ เขาอธิบายว่าลักษณาการนี้เป็นเช่นสหภาพโซเวียต ที่เคยทำได้ดีในระยะเวลา 50-60 ปี จนกระทั่งล่มสลาย เขามองว่าความเจริญอย่างยั่งยืนของจีน ขึ้นอยู่กับการต้องกดปราบประชาชนต่อไป หากต้องการรักษาความมั่งคั่งเอาไว้