เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ครม.เคาะ 5 มาตรการ ‘พยุงราคาข้าว’ กรอบ 5.89 หมื่นล้าน ดันสินค้าคุณภาพสูง
Politics ครม.เคาะ 5 มาตรการ ‘พยุงราคาข้าว’ กรอบ 5.89 หมื่นล้าน ดันสินค้าคุณภาพสูง
‘ศุภจี’ ไม่กังวลปรับ ครม. ชี้อำนาจอยู่ที่ ‘อนุทิน’ ยันทำงานทุกวัน
Politics ‘ศุภจี’ ไม่กังวลปรับ ครม. ชี้อำนาจอยู่ที่ ‘อนุทิน’ ยันทำงานทุกวัน
ครม.เคาะ 4 มาตรการพยุงราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ วงเงิน 120 ล้าน
Politics ครม.เคาะ 4 มาตรการพยุงราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ วงเงิน 120 ล้าน
ราคาทองวันนี้ (20 ต.ค. 69) ร่วงลง 350 บาท รูปพรรณขายออก 66,700 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (20 ต.ค. 69) ร่วงลง 350 บาท รูปพรรณขายออก 66,700 บาท
รัฐบาลคาดปีนี้ ออกกฎหมายลูก ‘ตั๋วร่วม’ ครบ 20 ฉบับ
Politics รัฐบาลคาดปีนี้ ออกกฎหมายลูก ‘ตั๋วร่วม’ ครบ 20 ฉบับ
กขค.จ่อคุมค่า GP แพลตฟอร์มเรียกรถ-ส่งอาหาร ตั้งเป้าบังคับใช้ ธ.ค.นี้
Economic กขค.จ่อคุมค่า GP แพลตฟอร์มเรียกรถ-ส่งอาหาร ตั้งเป้าบังคับใช้ ธ.ค.นี้
ครม.ไฟเขียว ‘กฟภ.’ กู้ 10,406 ล้าน ลุยลงทุน 11 แผนงานระยะยาวใหม่
Politics ครม.ไฟเขียว ‘กฟภ.’ กู้ 10,406 ล้าน ลุยลงทุน 11 แผนงานระยะยาวใหม่
อนุทิน สั่งรับมือฝุ่น PM 2.5 จี้ ‘ศุภจี’ จัดการแปรรูปขยะพิษเด็ดขาด
Politics อนุทิน สั่งรับมือฝุ่น PM 2.5 จี้ ‘ศุภจี’ จัดการแปรรูปขยะพิษเด็ดขาด
‘เบทาโกร’ เข้าถือหุ้นใหญ่ Freshket รุกขยายธุรกิจ Foodservice อีคอมเมิร์ซครบวงจร
Biz Movement ‘เบทาโกร’ เข้าถือหุ้นใหญ่ Freshket รุกขยายธุรกิจ Foodservice อีคอมเมิร์ซครบวงจร
งามจับใจ โอปอล-สุชาตา พาชุดไทยอวดโฉมกลางปารีส
Biz Movement งามจับใจ โอปอล-สุชาตา พาชุดไทยอวดโฉมกลางปารีส
ดูทั้งหมด

“ขยันผิดที่ 10 ปีก็ไม่รวย” จริงไหม เพราะอะไร เศรษฐศาสตร์โนเบลมีคำตอบ

16 ต.ค. 2567 | 14:45น.

คำกล่าวที่ว่า “ขยันผิดที่ 10 ปีก็ไม่รวย” ที่ฮิตกันอยู่ช่วงนี้ ดูจะสอดคล้องกับแนวคิดของนักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลล่าสุด ที่มองว่าบริบทของพื้นที่-ประเทศ ส่งผลต่อความมั่งคั่งและรุ่งเรืองของประชากร โดยเฉพาะการออกแบบโครงสร้างทางอำนาจที่เป็นประชาธิปไตย หรือในภาษาเศรษฐศาสตร์การเมืองอาจเรียกว่า สถาบันที่ดี-Good Institutions ล้วนส่งผลตรงต่อการเจริญงอกงามทางเศรษฐกิจ

การจะออกแบบโครงสร้างประเทศเช่นนี้ ไม่ได้ทำกันได้แค่ชั่วครู่ ชั่วคน แต่ผลการศึกษาพาเราย้อนไปถึงยุคล่าอาณานิคมที่การออกแบบสถาบันแบบ Inclusive Institutions (สถาบันทางเศรษฐกิจแบบครอบคลุม) และ Exclusive Institutions ส่งผลถึงความมั่งคั่งของรัฐประชาชาติในปัจจุบัน

ดังนั้นถ้าขยันในบริบทที่เป็น Exclusive Institutions ถึงชั่วคน ก็อาจรวยได้ยาก เจริญงอกงามได้ยาก

และที่สำคัญการออกแบบและเปลี่ยนแปลง “โครงสร้างประเทศ” หรือสถาบันทางเศรษฐสังคม ไม่ได้ง่ายเหมือนการแก้รัฐธรรมนูญด้วยนักกฎหมายมือฉมังแล้วจบ

ในมุมมองการศึกษานี้เป็นผลมาจากกระบวนการทางประวัติศาสตร์ เป็นผลมาจากปฏิสัมพันธ์ระหว่างการเมืองและบรรทัดฐาน เป็นผลมาจากผู้คนที่เข้าร่วมในทางการเมืองในรูปแบบต่าง ๆ และนั่นคือเหตุผลที่คุณไม่สามารถเปลี่ยนแปลงสถาบันได้โดยเพียงแค่เปลี่ยนแปลงอะไรเพียงเล็กน้อย

แต่อย่างไรก็มีข้อถกเถียงแนวคิดนี้ โครงสร้างประชาธิปไตยไม่ได้มีในจีน แต่จีนกลับเป็นรัฐที่สามารถข้ามผ่านยุคล่าอาณานิคมและเจริญงอกงาม คงเป็นมหาอำนาจอยู่ได้ ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น แล้วเหล่านักเศรษฐศาสตร์โนเบล อภิปรายปรากฏการณ์นี้อย่างไร

3 โนเบล สาขาเศรษฐศาสตร์ว่าด้วยความจนและความรวย 

รางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ ในปี 2024 นี้ แบ่งให้กับนักเศรษฐศาสตร์ 3 คน แดรอน อะเซโมกลู, ไซมอน จอห์นสัน และเจมส์ โรบินสัน ซึ่งแต่ละคนศึกษาในประเด็นที่คล้ายคลึงกัน โดยมีคำถามว่า สถาบันหรือโครงสร้างของประเทศสร้างความมั่งคั่งให้กลับประเทศหนึ่ง ๆ ได้อย่างไร

ที่จริงแล้ว คำถามวิจัยข้างต้นเริ่มง่าย ๆ ว่า อะไรที่ทำให้บางประเทศร่ำรวยและบางประเทศยากจน โดยเฉพาะเมื่อขยายคำถามการศึกษากลับพบว่า 20% ของประเทศที่ร่ำรวยที่สุดมีรายได้มากกว่าประเทศที่ยากจนที่สุดถึง 30 เท่า ซึ่งปัจจัยที่พบตรงกัน คือ โครงสร้างสถาบันของรัฐในอาณานิคมของชาติมหาอำนาจในยุโรป เช่นอังกฤษหรือสเปน ที่ทำให้เห็นผลที่แตกต่างกันในแต่ละบริบท และหนึ่งในตัวแปรที่สำคัญคือการมีส่วนร่วมทางการเมืองของคนในท้องที่ หรือผู้ไปตั้งรกรากใหม่ในการต่อรองรายได้กับเจ้าอาณานิคม

แนวคิดในงานของอะเซโมกลู (Daron Acemoglu) จะมีจุดร่วมกับเจมส์ โรบินสัน (James A. Robinson) จะมีจุดร่วมกันดังเห็นได้จากพวกเขาร่วมเขียนหนังสือ Why Nations Fail ในปี 2012 ซึ่งท้าทายแนวคิดเศรษฐศาสตร์กระแสหลัก จากการใช้แนวคิดทางสังคมศาสตร์ ประวัติศาสตร์ และทฤษฎีว่าด้วยอำนาจและโครงสร้างนิยม (ในภาษาเศรษฐศาสตร์อาจเรียกว่าสายสถาบันนิยม) โดยศึกษาย้อนกลับไปยังอดีตเปรียบเทียบว่า ในรัฐที่เคยเจริญรุ่งเรืองก่อนตกเป็นอาณานิคม เช่น รัฐมายาในเม็กซิโก รัฐต่าง ๆ ในอินเดียก่อนการยึดครองของอังกฤษล้วนรุ่งเรือง แต่ทำไมตอนนี้อยู่ในภาวะยากจน

เขาพบว่า เมื่อเจ้าอาณานิคมเล็งเห็นว่า พวกเขาอันตรายเกินกว่าจะอาศัยอยู่นาน เช่นในอเมริกากลาง-ใต้ แอฟริกา หรืออินเดีย ที่มีความเสี่ยงต่อโรคระบาด ความอดอยาก หรือภัยคุกคามจากชนพื้นเมือง ซึ่งในพื้นที่ที่เจริญในยุคโบราณมักมีประชากรหนาแน่น พวกเขาจะสร้างกฎหมายและโครงสร้างอำนาจอย่างเข้มข้นเพื่อควบคุมชนพื้นเมือง และเร่งเอารัดเอาเปรียบ และขูดรีดผลประโยชน์มากที่สุด เพราะกลัวว่าจะอยู่ได้ไม่นาน

ขณะที่ในดินแดนรกร้างไม่เจริญ (ในทรรศนะทางเศรษฐศาสตร์) อย่างอเมริกาเหนือ หรือออสเตรเลีย พวกเจ้าจะค่อย ๆ วางรากฐานโครงสร้างสถาบันทางสังคม จนดินแดนเหล่านั้นกลายเป็นรัฐชาติเกิดใหม่ที่มีความเจริญสูง

สถาบันทางอำนาจ นิติรัฐ นิติธรรม ที่เจ้าอาณานิคมสร้างขึ้นในอดีต ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมในระยะยาวของพื้นที่-ประเทศนั้น ๆ

เงื่อนไขสำคัญของสถาบันอำนาจที่วางไว้คือ “นิติธรรม” และ “ความเป็นประชาธิปไตย” สถาบันอำนาจที่เป็นประชาธิปไตยส่งเสริมให้ประเทศมั่งคั่ง และมั่งคั่งอยู่แล้วจะรุ่งเรืองกว่าเดิมจนเป็นผลต่างว่า 20% ของประเทศที่ร่ำรวยที่สุดมีรายได้มากกว่าประเทศที่ยากจนที่สุดถึง 30 เท่า (วัดตาม GDP per Capita)

การออกแบบ “สถาบันที่ดี” ขึ้นกับปัจจัยอะไรบ้าง

ดังที่กล่าวข้างต้นว่า สถาบันที่ดี-Good Institutions เป็นการเริ่มประกอบร่างขึ้นจากปฏิสัมพันธ์เชิงอำนาจของเจ้าอาณานิคม-ชนพื้นเมือง, ผู้ปกครอง-ใต้ปกครอง เกาะกินเวลายาวนานและตกผลึกเป็นโครงสร้างอำนาจทางเศรษฐสังคม (Socio-economics) ในปัจจุบัน

และหากเราจะเริ่มสร้างสถาบันที่ดีในวันนี้เพื่อวันหน้า ต้องทำอย่างไรบ้าง

แดรอน อะเซโมกลู อภิปรายในการศึกษาว่า ปัจจัยที่เอื้อให้เกิด Good Institutions และส่งผลต่อเศรษฐกิจ  มี 3 ประการ

ประการแรก คือ การสร้าง Inclusive Institutions หรือ “สถาบันทางเศรษฐกิจแบบครอบคลุม” สถาบันทางอำนาจที่ยึดโยงคนหลายกลุ่มสร้างเสถียรภาพจะรักษาสิทธิของบุคคลในการมีส่วนร่วมในการทำธุรกรรมทางเศรษฐกิจ การศึกษาการลงทุน การทำสัญญา การบังคับใช้กฎหมาย สถาบันเหล่านี้ทำให้ผู้คนได้รับประโยชน์ส่วนใหญ่จากความพยายามของตนเอง ความรู้ที่ว่าพวกเขาจะทำอย่างนั้นได้กระตุ้นให้พวกเขาเลือกอาชีพที่ใช้ทักษะของตนเองได้ดีที่สุด พัฒนาทักษะเหล่านั้นผ่านการศึกษา

สถาบันทางเศรษฐกิจแบบครอบคลุมโดยพื้นฐานแล้ว เกื้อหนุนแรงจูงใจและโอกาส เพราะในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและมีเสถียรภาพ ดีต่อแรงจูงใจให้ผู้คนลงทุนหรือพัฒนาตนเอง และค้นหาวิธีใหม่ ๆ ในการแก้ไขปัญหาใหม่ ๆ หรือปัญหาที่มีอยู่ สุดท้ายในสภาพแวดล้อมที่ดีย่อมส่งผลต่อภาคการผลิตและความมั่งคั่งของประชาชาติ

แต่หากในบริบทพื้นที่นั้นมีโครงสร้าง Exclusive Institutions สถาบันทางเศรษฐกิจกีดกันแบ่งแยก จะนำผลตอบแทนทางเศรษฐกิจไปสู่ชนชั้นสูงที่ค่อนข้างเล็กบนยอดพีระมิด จะขัดขวางไม่ให้ผู้คนริเริ่มเศรษฐกิจ เพราะพวกเขารู้ดีว่าตนเองจะได้รับผลประโยชน์เพียงเล็กน้อย หรือไม่ก็จำกัดโอกาสในการทำเช่นนั้น

ประการที่สอง คือ สร้างการมีส่วนร่วมทางสังคมและการเมือง เนื่องจากปัจจัยทางเศรษฐกิจไม่สามารถแยกออกจากปัจจัยทางการเมืองและสังคมได้ สถาบันทางการเมืองต้องช่วยกันหล่อหลอม Inclusive Institutions ด้วยการกระจายอำนาจทางการเมืองและสังคมในวงกว้าง สร้างการมีส่วนร่วมทางการเมือง การมีส่วนร่วมทางสังคม ความเคารพทางสังคม

ประการที่สาม เป็นสิ่งที่ท้าทายที่สุด การออกแบบสถาบันนั้นยาก ไม่เหมือนการร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญ ที่แค่มีคนฉลาดที่ออกแบบรัฐธรรมนูญที่ดีทุกอย่างก็จะเรียบร้อยดี แต่สถาบันในมุมมองการศึกษานี้เป็นผลมาจากกระบวนการทางประวัติศาสตร์ พวกมันเป็นผลมาจากปฏิสัมพันธ์ระหว่างการเมืองและบรรทัดฐาน เป็นผลมาจากผู้คนที่เข้าร่วมในทางการเมืองในรูปแบบต่าง ๆ และนั่นคือเหตุผลที่คุณไม่สามารถเปลี่ยนแปลงสถาบันได้โดยเพียงแค่เปลี่ยนแปลงอะไรเพียงเล็กน้อย อย่างกฎหมาย

ขยันผิดที่กี่ปีถึงรวย

บริบทการแข่งขันที่เป็น Exclusive Institutions ที่กีดกันคนออกไปทำให้เราอยู่ผิดที่ แต่กี่ปีถึงจะรวย ? หากเรานับตามบริบทของงานศึกษานี้ การวางรากฐานโครงสร้างหลังยุคอาณานิคมก็ใช้เวลานับ 1-200 ปีได้ การเปลี่ยนแปลงพื้นที่นั้น ๆ ทำได้ยาก แต่ใช่ว่าทำไม่ได้

ในงานศึกษานี้ชี้ให้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงเชิงสถาบันเป็นทางเลือกที่ต้องเริ่มทำให้วันนี้ 3 ทาง สู่ Inclusive Institutions

1) แก้ความขัดแย้งในการจัดสรรทรัพยากรเพื่อชี้ให้ชัดว่าใครที่มีอำนาจในการตัดสินใจในสังคม

2) สร้างเงื่อนใครในการต่อรองประนีประนอม ให้โอกาสที่ประชาชนจะสามารถรวมตัวและกดดันชนชั้นนำได้โดยง่าย

3) ความน่าเชื่อถือในการให้คำมั่นสัญญาที่ชนชั้นนำจะต้องรักษา เพราะหากทำไม่ได้จะสร้างความสั่นคลอนในอำนาจของพวกเขา และจะนำไปสู่การกดดันต่อรองในข้อที่สองในเงื่อนไขที่ง่าย และจะทำให้เกิดการตัดสินใหม่ว่า “ใครควรจัดสรรทรัพยากร” ตามข้อหนึ่ง

เช่น ในการปฏิรูปเศรษฐกิจและการเมืองเพื่อประโยชน์ของประชาชนที่อาจจะขาดความน่าเชื่อถือ ทำให้ชนชั้นนำต้องมอบอำนาจการตัดสินใจแก่ประชาชน ความล้มเหลวในการให้คำมั่นสัญญาที่น่าเชื่อถือของชนชั้นนำ ในบางครั้งนำสู่การเปลี่ยนแปลงไปสู่ประชาธิปไตย และหากมีเงื่อนไขให้การกดดันต่อรองทำโดยง่าย การเคลื่อนไหวอย่างสันติอาจเป็นภัยคุกคามมากที่สุด เนื่องจากเปิดโอกาสให้ประชาชนจำนวนมากเข้าร่วมการประท้วง

หรือกรณีที่บริบทพื้นที่นั้น ๆ ไม่ได้เป็นประชาธิปไตยที่จะชี้ขาดอำนาจทางการเมืองที่เป็นทางการ และต่อรองได้ยาก สิ่งที่เป็นภัยคุกคามต่อชนชั้นนำ คือ การรวมตัวกันของประชาชนและกลายเป็นภัยคุกคามจากการปฏิวัติ

“เจมส์ โรบินสัน” เคยให้สัมภาษณ์กับเอพี ที่ตั้งคำถามว่า ประเทศอย่างจีน ก็ไม่ได้มีความเป็นประชาธิปไตยอย่างที่เข้าใจในตะวันตก แต่ก็ยังสร้างความรุ่งเรืองได้ เขาอธิบายว่าลักษณาการนี้เป็นเช่นสหภาพโซเวียต ที่เคยทำได้ดีในระยะเวลา 50-60 ปี จนกระทั่งล่มสลาย เขามองว่าความเจริญอย่างยั่งยืนของจีน ขึ้นอยู่กับการต้องกดปราบประชาชนต่อไป หากต้องการรักษาความมั่งคั่งเอาไว้