มช.เร่งถอดบทเรียน “น้ำท่วม” ชง ครม.สัญจรเชียงใหม่ พ.ย.นี้
Flood-lessons
เหตุการณ์น้ำท่วมเมืองเชียงใหม่ช่วงเดือนตุลาคม 2567 ที่แผ่ขยายวงกว้างอย่างหนักหน่วง และส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ สังคมในทุกภาคส่วน ล่าสุดมีหลักฐานที่น่าจะเชื่อได้ว่าเป็นมหาอุทกภัยครั้งใหญ่ที่คาดว่าเกิดขึ้นในรอบ 500 ปี
โดยภาควิชาธรณีวิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จัดงานเสวนาพิเศษในหัวข้อ “น้ำท่วมเชียงใหม่ ตุลาคม 67 อดีต ปัจจุบัน อนาคต” เมื่อเร็ว ๆ นี้ เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ เหตุการณ์น้ำท่วมล้านนาในอดีต วิถีชีวิต และการตั้งถิ่นฐานในแอ่งเชียงใหม่-ลำพูน เพื่อการคาดการณ์และวางแผนจัดการแบบบูรณาการในอนาคต โดยจะมีการถอดบทเรียนให้เสร็จโดยเร็ว เพื่อเตรียมนำเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาในการประชุม ครม.สัญจร ที่กำหนดจัดขึ้นที่จังหวัดเชียงใหม่ในเดือนพฤศจิกายน 2567
เชียงใหม่ท่วมใหญ่รอบ 500 ปี
ศ.เกียรติคุณ ดร.ทวีศักดิ์ ระมิงค์วงศ์ อดีตคณบดี และอาจารย์ประจำภาควิชาธรณีวิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เปิดเผยว่า ในทางวิชาการนิยามคำว่า “500-Year Return Flood หรือน้ำท่วมคาบ 500 ปี” หมายความว่า เป็นน้ำท่วมที่มีโอกาสเกิด 1% ทุก ๆ 500 ปี ซึ่งยากที่จะเกิด แต่มีโอกาสเกิด และมีการศึกษาพบว่า มีโอกาสเกิดมากถึง 38% ไม่ใช่แค่ 1% กล่าวคือ กรณีเชียงใหม่ มหาอุทกภัยระดับนี้จะมีโอกาสเกิด 1-38% ในทุก ๆ 500 ปี
โดยมีหลักฐานว่าน้ำท่วมใหญ่ขนาดนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วเมื่อ 500 ปีก่อน ซึ่งจากหลักฐานประวัติศาสตร์ของล้านนาพบว่า ในปี 2067 ได้มีการบันทึกไว้ว่าน้ำได้ท่วมเชียงใหม่เข้ามาเกือบถึงประตูท่าแพ (ชื่อเดิมประตูเชียงเรือก) ครั้งนั้นมีเด็กถึงกับ “ดิกน้ำ” ตายไปหลายศพ (“ดิกน้ำ” เป็นคำเมืองหมายความรวมว่าเกิดอาการสำลักน้ำ ทุรนทุราย แล้วก็จมน้ำตาย)
ซึ่งน้ำท่วมครั้งนี้ (ตุลาคม 2567) ที่กินลึกเข้ามาเกือบถึงประตูท่าแพ โดยข้อมูลระดับน้ำท่วมในพื้นที่ต่าง ๆ นักวิชาการจะบันทึกลงไว้บนแผนที่ที่เกี่ยวข้อง เพื่อใช้ประโยชน์ในการวางแผนการก่อสร้างอาคารบ้านเรือนต่าง ๆ ว่าพื้นที่ใดมีโอกาสที่จะเกิดน้ำท่วมถึงบริเวณไหนอย่างไร
สำหรับเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงการมีวิสัยทัศน์ (Vision) ของพญามังรายที่ได้สร้างตัวเมืองนพบุรีศรีนครพิงค์เชียงใหม่ (พื้นที่ในเขตกำแพงเมืองเชียงใหม่) ที่ปลอดจากน้ำท่วมในคาบ 700 กว่าปีมานี้ ซึ่งได้ประสบการณ์จากน้ำท่วมเวียงกุมกามอย่างหนักทุก ๆ ปี จึงทำให้พระองค์ไม่พลาดในการกำหนดตำแหน่งเมืองเชียงใหม่
ศ.เกียรติคุณ ดร.ทวีศักดิ์ กล่าวว่า ปัจจุบันเชียงใหม่กำลังเผชิญกับภัย 4 ด้านคือ PM 2.5, น้ำท่วม, ดินสไลด์ และแผ่นดินไหว กล่าวได้ว่าเป็นภัยธรรมชาติที่เกิดจากการกระทำของมนุษย์ที่ไปกระทบส่วนต่าง ๆ ของสภาพภูมิอากาศ และไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ในอนาคต
ดังนั้น หากเราสามารถจัดการตัวเราเองให้กลมกลืน หรืออยู่กับภัยธรรมชาติเหล่านี้ ซึ่งมี 2 ประการคือ 1.ตนเป็นที่พึ่งของตน โดยต้องตระหนักในปัญหา เรียนรู้ และเข้าใจว่าสาเหตุมาจากอะไร 2.ต้องมีการเตรียมความพร้อมตัวเราเองให้มากขึ้นในการรับมือ
พื้นที่เปราะบางเสี่ยงท่วม
รศ.ชูโชค อายุพงศ์ สังกัดภาควิชาวิศวกรรมโยธา คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และหัวหน้าศูนย์ความเป็นเลิศด้านการจัดการภัยพิบัติทางธรรมชาติ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า เหตุการณ์น้ำท่วมเชียงใหม่ครั้งนี้ ทำให้เห็นศักยภาพในการรับน้ำของแม่น้ำปิงลดลง เชียงใหม่กลายเป็นพื้นที่ “ล่อแหลม” และ “เปราะบาง” ต่อการเกิดน้ำท่วม เพราะมีการบุกรุกลำน้ำปิงมากขึ้น ส่งผลให้ปัจจุบันเชียงใหม่มีปัญหาความล่อแหลมของพื้นที่ (Exposure) และความเปราะบาง (Vulnerability) ของชุมชนต่อภัย เพราะเราเอาตัวไปอยู่ในจุดนั้น โดยเฉพาะการสร้างสิ่งปลูกสร้าง หรือถนนที่ขวางทางน้ำ
จากการเพิ่มขึ้นของประชากร การเพิ่มขึ้นของชุมชนแออัด การอพยพสู่สิ่งแวดล้อมใหม่ ทำให้เชียงใหม่กลายเป็นพื้นที่ที่มีความเปราะบาง ส่งผลให้ชุมชนมีความเสี่ยงมากขึ้น สภาวะความเสื่อมโทรมของระบบนิเวศมีมากขึ้น ที่สำคัญคือการบริหารจัดการในพื้นที่ขาดการบูรณาการ
รศ.ชูโชคกล่าวต่อว่า ความเสี่ยงเรื่องภัยน้ำท่วมของเชียงใหม่มี 3 ปัจจัยคือ 1.ภัยคุกคามที่เกิดจาก Climate Change 2.ความล่อแหลมของพื้นที่ คือการรุกล้ำลำน้ำ กีดขวางทางน้ำ โดยเอาตัวเข้าไปอยู่ในพื้นที่ที่น้ำท่วมถึง เช่น รีสอร์ตที่อำเภอแม่แตง ราคาที่พักคืนละเกือบ 2 หมื่นบาท

ล่าสุดพบว่าตัวรีสอร์ตหายไปกับน้ำ เพราะเข้าไปรุกล้ำลำน้ำ 3.ความเปราะบาง คือไม่มีภูมิต้านทานในการสู้กับภัย ซึ่งทั้งความล่อแหลมและเปราะบางทำให้กลายเป็นความเสี่ยง
ดังนั้น การจัดการความเสี่ยงจากภัยน้ำท่วม จำเป็นต้องเตรียมป้องกันและรับมือในช่วงน้ำแล้ง โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการถอดบทเรียนทั้งจุดอ่อน ปัญหา อุปสรรค แนวทางแก้ไข และการรับมือน้ำท่วมให้เสร็จภายในเดือนตุลาคม 2567 เพื่อให้ทันนำเสนอในเวทีประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจร ที่จะจัดขึ้นที่จังหวัดเชียงใหม่ในเดือนพฤศจิกายน 2567
นอกจากนี้ ต้องไม่มีการบุกรุกลำน้ำปิงเพิ่มอีก และจัดการเอาส่วนบุกรุกออกบ้าง เพื่อขยายพื้นที่ในการรับน้ำให้เพิ่มมากขึ้น โดยต้องเน้นโครงสร้างที่เหมาะสมกับเมือง โดยไม่ทิ้งมิติด้านท่องเที่ยว ถ้าเราบีบความเปราะบางและล่อแหลมลงไปเรื่อย ๆ ไม่บุกรุก และเอาที่บุกรุกออกบ้าง เมื่อ 2 ส่วนนี้เล็กลงไป ความเสียหายก็จะน้อยลง
ค้านทำพนังกั้นบดบังแม่น้ำปิง
รศ.ชูโชคกล่าวต่อว่า มาตรการบริหารจัดการภัยน้ำท่วม มี 2 ด้านสำคัญ 1.มาตรการใช้สิ่งก่อสร้าง (Structural Measures) อาทิ อ่างเก็บน้ำ พนังกั้นน้ำ ปรับปรุงสภาพลำน้ำ และขุดลอก เส้นทางน้ำอ้อมเมือง แก้มลิง ปรับปรุงระบบระบายน้ำ 2.มาตรการไม่ใช้สิ่งก่อสร้าง (Nonstructural Measures) ได้แก่ การพยากรณ์และเตือนภัยน้ำท่วม ปรับตัวให้เข้ากับสภาพน้ำท่วม จัดการการใช้ที่ดินและผังเมือง เวนคืนที่ดิน ปรับพื้นที่เป็นแหล่งกักเก็บน้ำ อพยพออกจากพื้นที่เสี่ยงภัย ให้ความรู้และข้อมูลสาธารณะ แผนรับมือน้ำท่วม และบรรเทาทุกข์ ประกันภัย เป็นต้น
ทั้งนี้ มาตรการใช้สิ่งก่อสร้างอาจเป็นสิ่งที่หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องโดยตรงเห็นว่าดี คือกรมโยธาธิการและผังเมือง อาทิ การสร้างพนังกั้นน้ำอาจเป็นสิ่งที่ทำง่าย ใช้งบประมาณสูง แต่ไม่สอดรับกับมิติของเมืองเชียงใหม่ในปัจจุบัน และโดยส่วนตัวไม่เห็นด้วยที่จะมีการก่อสร้างพนังกั้นน้ำ แต่เคยเสนอการทำพนังกั้นน้ำแบบถอดเก็บได้มาตั้งแต่ปี 2555 แต่พนังกั้นน้ำแบบชั่วคราวภาครัฐไม่ต้องการทำ เพราะการดูแลรักษาสูง ซึ่งในข้อเท็จจริงมีความสามารถในการป้องกันน้ำท่วมได้เช่นเดียวกับพนังกั้นน้ำแบบถาวร และไม่บดบังทัศนียภาพของแม่น้ำปิง
นอกจากนี้ ควรใช้มาตรการเพิ่มศักยภาพการระบายน้ำในแม่น้ำปิง จัดการสิ่งที่กีดขวางทางน้ำ การรุกล้ำ ขุดลอกลำน้ำ ซึ่งขณะนี้จังหวัดเชียงใหม่กำลังวางแผนขุดลอกล้ำน้ำปิง เพื่อทำให้มีศักยภาพการระบายน้ำได้ดีขึ้น ขณะที่ระดับการเตือนภัยของเชียงใหม่มีความแม่นยำมากขึ้น ซึ่งระบบเตือนภัยน้ำท่วมของเชียงใหม่ดีที่สุดในประเทศ การพยากรณ์ล่วงหน้าที่เชื่อถือได้ ถ้าพยากรณ์แม่นจะทำให้ระบบเตือนภัยสมบูรณ์
รศ.ชูโชคกล่าวว่า การแก้ปัญหาน้ำท่วมเชียงใหม่มีวิธีการอีกมากที่ไม่ใช่สิ่งก่อสร้าง ซึ่งประชาชนต้องมีส่วนร่วมให้ความเห็น ภัยครั้งนี้เหมือนเป็น Land Mark ที่บอกว่าน้ำสามารถเข้ามาได้แล้ว เพราะศักยภาพของลำน้ำปิงในการรองรับน้ำน้อยลง ปัญหาคือ น้ำมาเยอะ แต่หน้าตัดลำน้ำมีปัญหาที่รับน้ำได้น้อยลง อย่างไรก็ตาม ทิศทางที่ชัดเจนของเชียงใหม่ในการวางแนวทางป้องกันน้ำท่วมคือ จะไม่ใช้สิ่งก่อสร้าง หรือหากต้องใช้รูปแบบสิ่งก่อสร้างก็ต้องได้ผลจริง และไม่กระทบสิ่งแวดล้อม
“ถ้าเชียงใหม่สร้างอ่างเก็บน้ำไม่ได้ เพราะอาจจะกระทบสิ่งแวดล้อม ต้องทำให้น้ำมีความสามารถในการไหลในลำน้ำให้ได้มากที่สุด ผมสนับสนุนการขุดลอกลำน้ำปิง ถ้ากรมเจ้าท่าจะขุดต้องให้เป็นไปตามหลักวิชาการที่ถูกต้อง คือขุดให้ลาดเอียง ห้ามขุดเป็นรูปขนมครก ขุดให้ยาวจากต้นน้ำไปถึงท้ายน้ำ และเอาดินออกไปด้วย เพื่อให้ลำน้ำกว้างขึ้น ส่วนโครงสร้างอื่นที่กีดขวางทางน้ำก็ต้องมาพิจารณาดูต่อไป แต่ขุดลอกลำน้ำปิง เป็นสิ่งที่ทำได้ก่อนทันที”
ผังน้ำต้องชัดจุดขวางทางน้ำ
ผศ.วรงค์ วงศ์ลังกา อาจารย์ประจำด้านภูมิสถาปัตยกรรม คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ผู้ศึกษาระบบโครงข่ายเหมืองพญาคำ กล่าวว่า ในเชิงภูมิสถาปัตยกรรม อยากชี้ให้เห็นว่าเราอยู่กับน้ำ น้ำเป็นปัจจัยตั้งถิ่นฐานของเรา และก็สร้างภัยพิบัติให้กับเรา ดังนั้น เราต้องพึ่งพาตัวเองให้มากขึ้น น้ำท่วมใหญ่เมืองเชียงใหม่ครั้งนี้ ข้อมูลเรื่อง “ผังน้ำ” เป็นสิ่งที่ภาครัฐต้องทำออกมาให้ชัดเจนมากขึ้น ภาคเหนือต้องเรียนรู้น้ำแบบภูมิประเทศในหุบเขา ซึ่ง “ผังน้ำ” จะเป็นเครื่องมือสำคัญ
โดยต้องใช้กรณีศึกษาจากน้ำท่วมครั้งนี้ กำหนดเส้นทางไหลของน้ำว่าเป็นอย่างไร หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องผลิตข้อมูลผังน้ำออกมาสู่สาธารณะให้ชัดเจนยิ่งขึ้น เพื่อกำหนดการวางผังเมืองว่าจุดไหนสามารถก่อสร้างได้ หรือจุดไหนถ้าสร้างแล้วกีดขวางทางน้ำ เป็นต้น

กรณีศึกษาลำเหมืองพญาคำ ซึ่งเป็นฝายขนาดใหญ่ในเขตเทศบาลเมืองเชียงใหม่ เป็นฝายทดน้ำที่สร้างปิดกั้นน้ำและยกระดับน้ำจากแม่น้ำปิง เพื่อทดน้ำเข้าใช้ประโยชน์ในพื้นที่เกษตรกรรม จุดนี้เราควรสร้างให้คนที่อยู่ริมลำเหมืองเป็นเจ้าของเหมืองพญาคำ กล่าวคือสร้างการมีส่วนร่วมในการรักษา มีบทบาทในการจัดการ มีส่วนในการตัดสินใจด้วย ระบบที่เกิด Awareness
อีกประเด็นสำคัญคือ การจัดการเฉพาะด้าน ซึ่งปัจจุบันเชียงใหม่ไม่มีเครื่องมือ หรือ Innovation ที่จะดูแลแม่น้ำปิง หรือลำน้ำต่าง ๆ โดยเฉพาะ หรือสร้างสิ่งที่จะปรับปรุงลำน้ำให้มีศักยภาพในการรองรับปริมาณน้ำ
รื้อผังเมืองคุมเมืองโตเดี่ยว
ขณะที่ผู้เข้าร่วมเวทีเสวนาได้ส่งเสียงสะท้อนหลายประเด็น ทั้งการเป็นเมืองโตเดี่ยวของเชียงใหม่ (Regional Primate City) ตั้งแต่ปี 2530 และปัจจุบันกลายเป็นเมืองโตเดี่ยวอันดับ 2 รองจากกรุงเทพฯ ทั้งยังมองว่าการไม่ควบคุมการเติบโตของเมืองทำให้เกิดภัยน้ำท่วม รวมถึงการขยายที่อยู่อาศัยของเมืองเชียงใหม่ เป็นการขยายตัวแบบกีดขวางทางน้ำอย่างมหาศาล และที่สำคัญคือ ระบบผังเมืองของเชียงใหม่สร้างปัญหาอย่างรุนแรง เพราะไม่มีการควบคุม
ดังนั้น ผังเมืองก็เป็นอีกหนึ่งโจทย์ใหญ่ที่จะถูกนำเข้าสู่การถอดบทเรียนเหตุการณ์น้ำท่วมเชียงใหม่ ซึ่งทั้งการเป็นพื้นที่ล่อแหลม-เปราะบาง จุดอ่อน ปัญหา อุปสรรค จะถูกไล่เรียงและรวบรวมตั้งแต่ก่อนเกิดภัย ว่ามีข้อเด่นข้อด้อยอะไร จุดบกพร่องคืออะไร ระหว่างเกิดภัย หลังเกิดภัยเป็นอย่างไร อะไรคือแนวทางแก้ไขปัญหาน้ำท่วมที่เหมาะสมและสอดรับกับบริบทของเมืองมากที่สุด เพื่อนำขึ้นโต๊ะประชุม ครม.สัญจรที่เชียงใหม่ในเดือนพฤศจิกายน 2567 นี้