ทองคำดีดจัด Gold Spot ทะยานทะลุ 2,700 ดอลลาร์/ออนซ์แล้ว ทำสถิติสูงสุดใหม่ล่าสุด ขณะที่ทองไทย “นิวไฮ” แม้เงินบาทยังแข็งค่า “ผู้ค้าทอง” ประสานเสียงทิศทางทองคำยังเป็น “ขาขึ้น” เป้าหมายต่อไป 3,000 ดอลลาร์ คาดเห็นปีหน้า ส่วนทองไทยมีลุ้นถึง 45,000 บาท ขึ้นกับค่าเงินบาท
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บลูมเบิร์ก (Bloomberg) รายงานผลสำรวจความคิดเห็นของคนในอุตสาหกรรมทองคำที่เข้าร่วมการประชุมใหญ่ประจำปีของสมาคมตลาดทองคำแห่งลอนดอน (London Bullion Market Association) ที่จัดขึ้นในไมอามี สหรัฐอเมริกา คาดว่าราคาทองคำจะไต่ระดับขึ้นจนทำสถิติสูงสุดใหม่ในปี 2025
อย่างไรก็ดี ปัจจุบันราคาทองคำโลกทำสถิติสูงสุดใหม่ (นิวไฮ) อย่างต่อเนื่อง ล่าสุดทะลุ 2,700 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์แล้ว ส่วนทองในประเทศก็ทำสถิติสูงสุดใหม่เช่นกันที่ 42,450 บาท ส่วนทองรูปพรรณที่ 42,950 บาท แม้ว่าจะเผชิญกับเงินบาทที่ยังแข็งค่าก็ตาม
นางศิริลักษณ์ ปโกฏิประภา ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์ บริษัท ฮั่วเซ่งเฮง โกลด์ ฟิวเจอร์ส เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ทิศทางราคาทองคำยังเป็นแนวโน้มขาขึ้น จากปัจจัยสนับสนุนที่สำคัญ เริ่มจากแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยที่เป็นขาลง ซึ่งที่ผ่านมาเป็นผลบวกกับราคาทองคำอย่างมีนัยสำคัญ หากดูสถิติย้อนหลัง 3 ครั้ง ในช่วงที่ผ่านมา ที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เริ่มลดดอกเบี้ยครั้งแรก ได้แก่ 1.วิกฤตฟองสบู่.comในปี 2001 ลดดอกเบี้ยครั้งแรก ในวันที่ 31 ม.ค. 2001
2.วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์หรือวิกฤตซับไพรมในปี 2007 ลดดอกเบี้ยครั้งแรก ในวันที่ 18 ก.ย. 2007 และ 3.วิกฤตโควิดในปี 2019 ลดดอกเบี้ยครั้งแรก ในวันที่ 31 ก.ค. 2019 หลังจากที่เริ่มลดดอกเบี้ยครั้งแรก 3 เดือน ราคาทองคำเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 5.7% หลังลดดอกเบี้ยครั้งแรก 6 เดือน และ 9 เดือน ราคาทองเพิ่มขึ้น 16% หลังลดดอกเบี้ยครั้งแรก 12 เดือน และ 15 เดือน ราคาทองคำเพิ่มขึ้น 21-22%
“จากปัจจัยเฟดลดดอกเบี้ย คาดว่าราคาทองคำสิ้นปีนี้จะอยู่ระดับ 2,700 ดอลลาร์ ขณะที่ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2568 คาดว่าจะอยู่ในช่วง 2,700-3,000 ดอลลาร์ และราคาเป้าหมายสิ้นปี 2568 คาดว่าจะอยู่ในช่วง 3,000-3,100 ดอลลาร์ แต่ยังมีปัจจัยอื่น ๆ เช่น สงครามตะวันออกกลาง ที่มีท่าทีจะลุกลามและขยายวงกว้างมากขึ้น ซึ่งคาดการณ์ได้ยาก”
นอกจากนี้ ปัจจัยต่อราคาทอง ยังมีเรื่องการลดภาษีนำเข้าของประเทศอินเดีย จาก 15% เหลือ 6% ซึ่งจะส่งผลให้ความต้องการทองคำฝั่งอินเดียเพิ่มมากขึ้น ทั้งนี้ อินเดียเป็นประเทศที่มีความต้องการใช้ทองคำเป็นอันดับ 2 รองจากจีน รวมถึงการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ โดยหากเป็นนายโดนัลด์ ทรัมป์ ชนะการเลือกตั้ง จะส่งผลบวกกับราคาทองคำมากกว่านางคามาลา แฮร์ริส เนื่องจากทรัมป์ประกาศสงครามการค้ากับประเทศจีน รวมถึงสนับสนุนฝั่งอิสราเอล ทำให้ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์เพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลบวกกับราคาทองคำ
ส่วนทองคำในประเทศ นางศิริลักษณ์กล่าวว่า ก็เป็นแนวโน้มขาขึ้น โดยขึ้นอยู่กับค่าเงินบาท หากมีแนวโน้มอ่อนค่าลง จะส่งผลบวกกับราคาทอง โดยประเมินราคาปีนี้ที่ 42,000-43,000 บาท และปี 2568 มีโอกาสที่จะเห็น 45,000 บาท ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ในฝั่งตะวันออกกลาง แต่ก็ประเมินค่อนข้างยาก
นพ.กฤชรัตน์ หิรัณยศิริ ประธานกรรมการฝ่ายบริหารกลุ่มบริษัท เอ็มทีเอส โกลด์ แม่ทองสุก กล่าวว่า การลดดอกเบี้ยของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ที่ผ่านมา 0.25% ไม่ได้ส่งผลกับราคาทองคำในประเทศมากนัก เนื่องจากค่าเงินบาทยังไม่ได้อ่อนค่ามาก ยังอยู่ในระดับ 33.22 บาท/ดอลลาร์ ขณะที่เฟดที่จะประชุมในต้นเดือน พ.ย. ตลาดยังคาดการณ์ว่าน่าจะมีการลดดอกเบี้ย 0.25% ซึ่งจะเป็นผลบวกต่อราคาทองคำ อย่างไรก็ดี ปัจจุบันตลาดรับรู้แล้วบางส่วน ดังนั้นเมื่อเฟดลดดอกเบี้ยอาจจะมีผลเพียงเล็กน้อยต่อราคาทอง
“ยังขึ้นอยู่กับความคิดเห็นของเฟดหลังการประชุมด้วย ว่าลักษณะทิศทางดอกเบี้ยจะเป็นอย่างไรต่อไป โดยเชื่อว่าเฟดจะมีการลดดอกเบี้ยเรื่อย ๆ อย่างน้อย 1% เพื่อให้เหลือที่ระดับ 4% หรือต่ำกว่า ซึ่งเป้าหมายเฟดก่อนหน้านี้ให้เป้าที่ 3% ในช่วงสิ้นปี 2568 จะเป็นผลบวกกับราคาทองคำในระยะกลางถึงยาว โดยทองโลกจะทะลุไฮเดิม ส่วนทองไทยก็มีโอกาสที่จะเห็น 43,000-44,000 บาทก่อนสิ้นปีนี้ิ
นพ.กฤชรัตน์กล่าวว่า สำหรับกลยุทธ์การลงทุน แนะนำขายทำกำไรบางส่วน หากราคาทองแท่งแตะบริเวณ 42,600 บาท และเมื่อราคาอ่อนลงมาบริเวณ 41,600 บาท แนะนำเข้าซื้อ เป็นลักษณะการเก็งกำไรในแนวโน้มทิศทางขาขึ้น
“พฤติกรรมผู้บริโภคปัจจุบันเป็นลักษณะการซื้อขายเพื่อการออมในระยะยาวและการลงทุนเพื่อเก็งกำไร ส่วนการซื้อขายเพื่อการสวมใส่ มีลดลง ประมาณ 20% เนื่องจากราคาทองคำปรับตัวสูงขึ้น”
ด้านนางสาวฐิภา นววัฒนทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG) กล่าวว่า ราคาทองคำพุ่งขึ้นแรงอย่างต่อเนื่อง ทำระดับสูงสุดเป็นประวัติกาลครั้งใหม่ 2,714 ดอลลาร์สหรัฐต่อทรอยออนซ์ ณ วันที่ 18 ต.ค. 2567 เวลา 12.45 น. แม้ว่าวานนี้จะมีแรงกดดันจากการแข็งค่าของดัชนีดอลลาร์ ขานรับยอดค้าปลีกสหรัฐออกมาบวก 0.4% สูงกว่าที่คาดไว้ที่ 0.3% แต่ทองคำก็ยกตัวสูงกว่าจุดต่ำสุดของการแกว่งตัวในช่วงที่ผ่านมา จึงเป็นการรักษาทิศทางเชิงบวกได้อย่างแข็งแกร่ง
แม้การปรับตัวขึ้นของราคาทองคำในครั้งนี้จะทะลุเป้าหมายที่ วายแอลจี ให้ไว้ที่ 2,700 ดอลลาร์สหรัฐต่อทรอยออนซ์แล้ว แต่จากแรงซื้อที่แข็งแกร่ง และแรงขายในระดับจำกัด ส่งผลให้ภาพในทางเทคนิคจึงยังอยู่ในกรอบการแกว่งตัวขึ้น จึงประเมินว่าภายในสิ้นปีนี้ราคาทองคำอาจยังไปได้ต่อ สู่เป้าหมาย 2,750 ดอลลาร์สหรัฐต่อทรอยออนซ์
“ทองโลก เราประเมินว่าจะแตะ 3,000 ดอลลาร์ ได้ในปีหน้า อย่างไรก็ตาม มองว่าราคาทองคำมีโอกาสปรับย่อลงได้ จากที่ผ่านมาตอนที่ขึ้นไปทำนิวไฮที่ 2,684 ดอลลาร์ ก็มีแรงเทขายทำกำไรออกมา ราคาย่อลงกว่า 100 ดอลลาร์ ซึ่งหากราคาย่อลง ก็จะเป็นจังหวะที่นักลงทุนเข้าซื้อได้”
สำหรับการทำระดับสูงสุดใหม่รอบนี้ เป็นการบ่งชี้ถึงแรงซื้อเก็งกำไรที่มีเข้ามาเพิ่มขึ้น จนราคาดีดตัวขึ้นแรง วายแอลจี จึงมีคำแนะนำว่า ในระยะนี้ให้เน้นการลงทุนระยะสั้น โดยยังเสี่ยงเปิดสถานะซื้อตามเทรนด์หลัก เมื่อราคาปรับตัวลงมาแล้วสามารถยืนเหนือแนวรับ 2,685-2,666 ดอลลาร์สหรัฐต่อทรอยออนซ์ โดยเมื่อราคาปรับตัวขึ้น ให้ทยอยปิดทำกำไรที่โซนแนวต้าน 2,735-2,750 ดอลลาร์สหรัฐต่อทรอยออนซ์ และควรตั้งจุดตัดขาดทุน หากราคาหลุดแนวรับ 2,666 ดอลลาร์สหรัฐต่อทรอยออนซ์
ขณะที่ด้านทองคำแท่ง 96.5% ในประเทศ แนะนำแนวรับที่ 42,100-41,800 บาทต่อบาททองคำ และแนวต้านที่ 42,850-43,100 บาทต่อบาททองคำ (คำนวณด้วยระดับอัตราแลกเปลี่ยน 33.11 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ)