“ประชาชาติธุรกิจ” รวบรวม 10 ข้อที่น่าสนใจจากการวิเคราะห์นโยบาย ผลกระทบต่อโลกและไทย รวมถึงคดีความ และอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับโดนัลด์ ทรัมป์ แคนดิเดตจากพรรครีพับลิกันในการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ โดย ศ.ดร.สิริพรรณ นกสวน สวัสดี คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จากงาน US Election 2024 หรือ เจาะลึกศึกชิงทำเนียบขาว จัดโดยมติชนและพันธมิตร ที่อาคารเกสร ทาวเวอร์ เมื่อ 17 ตุลาคมที่ผ่านมา

1.นโยบายที่กระทบใจโหวตเตอร์ทรัมป์มากที่สุดคือ นโยบายกระเป๋าตังค์ (Power of Purse) หรือนโยบายเศรษฐกิจ โดยหลักแล้วที่ทรัมป์ใช้มาตลอดและใช้ได้ผลพอสมควรในการหาเสียงเลือกตั้งปี 2016 คือนโยบายภาษีและทำให้เป็นจริงผ่านกฎหมายปฏิรูปภาษีสหรัฐ หรือ Tax cuts and Jobs act of 2017 ของทรัมป์ โดยลงนามเมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2017 และทรัมป์บังคับใช้ตั้งแต่ปี 2018
ตามกฎหมายนี้คือการลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลลงมาจาก 35 เปอร์เซ็นต์ เหลือ 21 เปอร์เซนต์ แต่กระนั้นยังไม่ใช่จุดเด่นหลักของทรัมป์ ซึ่งจุดเด่นหลักคือหนนี้ ทรัมป์จะลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลลงอีกจาก 21 เปอร์เซ็นต์ลงเหลือ 15 เปอร์เซ็นต์ แต่แฮร์ริสจะขึ้นเป็น 28 เปอร์เซ็นต์ นี่คือจุดขายหลักที่จะกระทบกระเป๋าตังค์ประชาชนที่สุด
2.นโยบายผู้อพยพ ไม่ใช่แค่เรื่องผู้อพยพเท่านั้น แต่กระทบต่อความมั่นคงภายใน ความปลอดภัยของคนอเมริกันเอง ทรัมป์ชูประเด็นว่า คามาลา แฮร์ริส ตัวแทนจากพรรคเดโมแครตได้รับมอบหมายให้ดูแลเรื่องผู้อพยพ แต่ไม่ได้ทำงาน แม้กระทั่งบอกว่าแฮร์ริสไม่เคยไปเยี่ยมรัฐที่อยู่ชายแดนเลยด้วยซ้ำ ทางเดโมแครตพยายามจะแก้จุดอ่อนตรงนี้ แต่ว่ามีประเด็นหลักฐานค่อนข้างชัดพอสมควร
ในช่วงรัฐบาลไบเดน มีจุดพีกที่สุดคือประมาณปี 2023 พบว่ามีผู้อพยพทั้งที่เข้ามาแบบถูกกฎหมายและผิดกฎหมายเข้ามาในพรมแดนสูงสุดเป็นประวัติการณ์ประมาณกว่า 300,000 คน และที่อยู่หน้าด่านชายแดนอีกนับล้านคน ซึ่งสมัยทรัมป์ไม่มากเท่านี้ และทรัมป์มองว่าผู้อพยพแย่งระบบสาธารณสุขและที่สำคัญการก่ออาชญากรรม จึงกระทบใจคนที่มองว่า “อเมริกันเฟิรสต์” คือต้องดูแลคนอเมริกันก่อน
ขณะที่แฮร์ริสบอกว่า ผู้อพยพจะได้สิทธิประโยชน์จากเฮลแคร์ด้วยซ้ำไป ทรัมป์พยายามอย่างมากในปี 2016 ที่จะยกเลิก “โอบามาแคร์” แต่ทำไม่สำเร็จ ครั้งนี้ทรัมป์ไม่ได้ชูประเด็นนี้ และนี่คือจุดยืนที่ต่างกันระหว่างสองพรรคในเรื่องการให้มียูนิเวอร์เซลเฮลท์แคร์ (Universal Healthcare) หรือนโยบายที่คนทุกคนควรจะต้องมีแผนประกันสุขภาพ
3.นโยบายสิ่งแวดล้อม อีกประเด็นหลักที่ต่างจากแฮร์ริส กล่าวคือในรัฐหลักที่เรียกว่าสะวิงสเตตอย่างรัฐเพนซิลเวเนีย เป็นรัฐที่มีอุตสาหกรรมขุดเจาะน้ำมันใหญ่เป็นอันดับสองรองจากรัฐเทกซัส ทรัมป์มองในแง่สิ่งแวดล้อม คือทรัมป์ไม่เชื่อเรื่องโลกร้อนอยู่แล้ว จะเห็นได้จากการถอนตัวออกจากข้อตกลงปารีส โดยจุดต่างสำคัญ ทรัมป์พยายามบอกว่าแฮร์ริสโปรเรื่องสิ่งแวดล้อมเกินไปและทรัมป์พยายามหาเสียงว่า ตกลงแล้วการขุดเจาะน้ำมันในเพนซิลเวเนียจะยังให้มีอยู่หรือไม่
4.ปัญหาที่ทรัมป์แก้ไม่ตก คือสิทธิในการทำแท้ง กล่าวคือ แม้ว่าทรัมป์บอกว่า ผมไม่ได้จะสนับสนุนเรื่องนี้อย่างจริงจังนัก แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าปัญหาที่ถือเป็นตราบาปของทรัมป์นี้เกิดมาจากสมัยที่ทรัมป์ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี แต่งตั้งผู้พิพากษาศาลสูงสุด (Supreme Court) 3 คน จาก 6 คน ซึ่งทั้ง 3 คนออกเสียงยกเลิกการสนับสนุนการทำแท้งทั้งสิ้น กล่าวคือทั้งสามผู้พิพากษาคว่ำคำตัดสินคดีโรและเวด (Roe v Wade) ที่ศาลสูงสุดเคยพิพากษาเมื่อปี 1973 ว่าการทำแท้งเป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญ และถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่สนับสนุนให้การทำแท้งเป็นเสรีภาพของคนทั้งประเทศ จุดนี้เป็นจุดสำคัญที่ทำให้แฮร์ริสจะได้ฐานเสียงสำคัญจากผู้หญิงไป
5.ใครที่ชอบทรัมป์ คือผู้ชายผิวขาวเป็นส่วนใหญ่ ถือเป็นคุณลักษณะร่วมของคนที่ชอบทรัมป์ แต่ที่น่าสนใจคือแล้วผู้ชายผิวดำ กลายเป็นโจทย์ใหญ่ของแฮร์ริส เพราะผู้ชายผิวดำไม่ได้จะเลือกแฮร์ริส ด้วยความที่แฮร์ริสเป็นผู้หญิง และถามว่าจะไปเลือกทรัมป์หรือไม่ ก็อาจจะไม่ได้เลือก แต่คนเหล่านี้คือจะไม่ออกไปใช้สิทธิ ซึ่งปกติคนผิวดำออกไปใช้สิทธิน้อยอยู่แล้ว ซึ่งจะเห็นว่า 2-3 วันที่ผ่านมา อดีตประธานาธิบดีบารัก โอบามา ออกมากระตุ้นกันเลยทีเดียว
นอกจากผู้ชายผิวขาวแล้ว หากพูดถึงกลุ่มประชากร ประชากรกลุ่มใหญ่ที่สุดที่สนับสนุนรีพับลิกันอย่างเหนียวแน่นคือกลุ่มศาสนา และคนเหล่านี้มีอิทธิพลต่อความคิดของประชากรอย่างมาก
จุดต่างที่สำคัญอีกข้อระหว่างสองพรรคคือ คนที่อยู่ในเมืองกับคนที่อยู่ในชนบทหรือชานเมือง กลุ่มชานเมืองและคนในชนบทเป็นฐานคะแนนสำคัญของทรัมป์ หากมองกลุ่มประชากรสหรัฐอเมริกาเป็นสามเหลี่ยมพีระมิดแล้ว กลุ่มที่สนับสนุนทรัมป์หรือรีพับลิกันคือกลุ่มบนสุดที่เป็นผู้ประกอบการ กลุ่มทุนทั้งหลายที่จะได้ประโยชน์จากการลดภาษีของทรัมป์จาก 21 เปอร์เซ็นต์ลงมาอีกราว 5 เปอร์เซ็นต์ และทรัมป์เสนอด้วยว่า คนที่ได้ประโยชน์จากกองทุนบำเหน็จบำนาญไม่ต้องเสียภาษีด้วย ดังนั้น ตรงนี้ตรงใจทั้งคนส่วนบนสุดและล่างสุด ในขณะที่ตรงกลาง คือชนชั้นกลางสนับสนุนเดโมแครต
6.คนที่ไม่ชอบทรัมป์ แม้ทราบกันดีว่าทรัมป์มีแฟนคลับเหนียวแน่น แต่ในขณะเดียวกันคนที่ไม่ชอบทรัมป์ก็มีอยู่จำนวนมากจริง ๆ คนเหล่านี้มองว่าทรัมป์เป็นภัยต่อประชาธิปไตย ดังนั้น สิ่งที่ทีมหาเสียงแฮร์ริสเลือกใช้ในทางยุทธศาสตร์คือเลี่ยงการพูดว่าทรัมป์เป็นภัยประชาธิปไตย คือพยายามทำให้ทรัมป์ลดความน่ากลัวลง โดยมีทิม วอลซ์ รันนิ่งเมตของแฮร์ริสมีบทบาทนำในเรื่องนี้ กล่าวคือแทนที่จะมองว่าทรัมป์เป็นภัยก้อนใหญ่มหึมาที่สร้างความกลัว เทคนิคที่ทีมหาเสียงแฮร์ริสใช้คือ มองว่าทรัมป์เป็นมนุษย์ประหลาดแทน
7.คดีความของทรัมป์ ทั้งคดีที่มีการตัดสินไปแล้วและคดีที่รอการตัดสิน ในส่วนคดีที่ตัดสินไปแล้ว เป็นคดีอาญาตัดสินโดยศาลรัฐนิวยอร์ก คือคดียักยอกเงินบริจาคให้พรรคการเมืองในการหาเสียงปี 2016 และคดีที่รอการตัดสินได้แก่ คดียักยอกเงินการปลอมแปลงเอกสาร ซึ่งอย่างหลังคณะลูกขุนตัดสินไปแล้วว่าทรัมป์มีความผิดอย่างเป็นเอกฉันท์ จริง ๆ แล้วศาลจะมีคำพิพากษาในเดือนกันยายน แต่ตอนนี้เลื่อนไปเป็นเดือนพฤศจิกายนนี้ หลังการเลือกตั้งไปแล้ว
อีกคดีที่เรียกสั้น ๆ ว่าคดี 6 มกรา ซึ่งคดีนี้ล่าสุดศาลสูงสุดบอกว่าประธานาธิบดีมีเอกสิทธิ์ความคุ้มครอง แต่ทั้งนี้ ไม่ได้หมายความว่าคำวินิจฉัยจะทำให้ทรัมป์ปลอดภัยได้ทั้งหมด เพราะคดีเกิดในวอชิงตัน ดี.ซี. ดังนั้น ศาลวอชิงตัน ดี.ซี. ต้องเป็นผู้วินิจฉัยว่าสิ่งที่ทรัมป์ทำนั้นทำในนามประธานาธิบดีหรือทำในนามส่วนตัว ถ้าทำในนามส่วนตัวก็จะไม่ได้เอกสิทธิ์ความคุ้มครอง และคดีอื่น ๆ เช่น เอาเอกสารลับของทางราชการมาไว้ที่บ้าน
คดีฉ้อโกงทางธุรกิจ ซึ่งอยู่ภายใต้อำนาจศาลรัฐนิวยอร์ก ประเด็นหลักคือ ถ้าเป็นคดีที่เกิดในระดับรัฐ ทรัมป์ไม่มีสิทธิที่จะเข้าไปเกี่ยวข้องเลยตามหลักระบอบสหพันธรัฐ (Federalism) แต่ถ้าเป็นคดีที่เกิดในระบบรวมทั้งประเทศ อันนี้ทรัมป์สามารถใช้อำนาจของประธานาธิบดีทำให้คดีหายไปได้ ดังนั้น เป็นคดีที่ทรัมป์ไม่สามารถแทรกแซงได้ อย่างมากก็ขอให้ชะลอ
8.มองความเป็นไปได้ โอกาสที่จะชนะ โดยอาศัยการพิจารณาจากตอนนี้สะวิงสเตตเหลือประมาณ 7 รัฐ จากเมื่อก่อนที่มี 14-15 รัฐ แต่หากดูจริง ๆ จะเห็นว่าเหลือราว 3 รัฐ เช่น เนวาดา มิชิแกน และอาจมีโอไฮโอ ซึ่งโอไฮโอเป็นพื้นที่ของแคนดิเดตรองประธานาธิบดีแวนซ์ เนื่องจากทรัมป์ไปพูดว่าผู้อพยพผิดกฎหมายในรัฐนี้กินหมาแมว จึงทำให้ไม่ได้เป็นพื้นที่ของรีพับลิกันเท่าไรนัก
อาจารย์สิริพรรณชวนมองว่า เวลาดูเลือกตั้งประธานาธิบดีต้องดูการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาประกอบกันด้วย เนื่องจากใครจะได้คุมสภาคองเกรสมีผลอย่างมากต่อการทำงาน ถ้าจะให้คาดเดามันจะเกิดการพลิก ตอนนี้รีพับลิกันคุมสภาผู้แทนราษฎร เชื่อว่าจะกลับเป็นเดโมแครตที่คุมสภาผู้แทนราษฎร และรีพับลิกันจะคุมวุฒิสภา ซึ่งจะกลายเป็นโจทย์ใหญ่ของแฮร์ริสหากแฮร์ริสชนะขึ้นมา เพราะโอกาสที่จะแต่งตั้งผู้พิพากษาศาลสูงสุดอาจจะถูกขัดขวางได้
9.ผลกระทบต่อโลกเป็นอย่างไร มาจากนโยบายการขึ้นอัตราภาษีสินค้าระหว่างประเทศ เรียกว่าสงครามการค้า (Trade War) ที่มีความสำคัญมากขึ้น ทำให้เปลี่ยนโฉมระเบียบโลกทางการค้าใหม่ เพราะการขึ้นภาษีการค้าเป็น 10-20 เปอร์เซ็นต์กระทบทั่วทั้งโลก สิ่งที่น่าสนใจคือการที่ทรัมป์หาเสียงโดยบอกว่าจะขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากทุกประเทศราว 10-20 เปอร์เซ็นต์ (ยกเว้นจีนในอัตรา 60 เปอร์เซ็นต์) ซึ่งเป็นอัตราที่สูงมาก เพราะปัจจุบันเก็บที่ 3 เปอร์เซ็นต์
อัตราภาษีต่อจีน ทรัมป์เริ่มใช้ตั้งแต่ปี 2018 เมื่อไบเดนขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีในปี 2020 พบว่าไบเดนคงไว้ทั้งหมด ดังนั้น จริง ๆ แล้วทั้งทรัมป์ ไบเดน หรือแฮร์ริสมองเหมือนกันคือ จีนเป็นภัยคุกคามสำคัญทั้งในเชิงเศรษฐกิจและการเมืองของโลกด้วย ดังนั้น สิ่งที่ไบเดนทำนั้นไม่ได้ต่างจากสมัยทรัมป์เป็นประธานาธิบดี และเชื่อว่าแฮร์ริสก็จะคงนโยบายดังกล่าวไว้เช่นกัน
หากทรัมป์ชนะส่งผลต่อการจัดระเบียบโลกในทางความมั่นคงอย่างแน่นอน ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐกับองค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือหรือนาโตจะเป็นแบบไหน เพราะทรัมป์บอกว่าสมาชิกนาโตต้องจ่ายค่าสมาชิก อย่าหวังพึ่งพาอเมริกาฝ่ายเดียวจนเกินไปนัก
ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐกับรัสเซีย แม้ปูตินจะออกมาบอกว่าผมเชียร์แฮร์ริส เพราะผมชอบเสียงหัวเราะของเธอ แต่ถ้ามองจริง ๆ ทำไมปูตินพูดแบบนั้น อาจารย์รัฐศาสตร์ จุฬาฯมองว่า เพราะลึก ๆ แล้วปูตินต้องการให้ทรัมป์ขึ้นมา เพื่อจะได้ลดเงินช่วยเหลือยูเครนลง
สำหรับสงครามอิหร่านกับอิสราเอล ตนเชื่อว่าอิหร่านอยากให้แฮร์ริสขึ้นมามากกว่า เพราะทรัมป์น่าจะมีทิศทางที่แข็งกร้าวกับอิหร่าน
10.นโยบายภาษีสินค้าระหว่างประเทศ ส่งผลกระทบต่อไทยพอสมควร อาจารย์จุฬาฯ กล่าวอย่างกว้าง ๆ ว่า ทรัมป์เสนอจะเก็บ 10-20 เปอร์เซ็นต์ ถือเป็นอัตราที่สูงมาก กระทบต่อผู้ส่งออกไทยที่ต้องจ่ายค่าภาษีนำเข้ามากขึ้น และผู้ประกอบการไทยอาจขึ้นราคาสินค้า ทำให้ราคาสินค้าสูงขึ้น กระทบต่อผู้บริโภค