23 ตุลาคม 2453 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เสด็จสวรรคต หลังทรงครองราชย์ 42 ปี พระราชบันทึกของ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ทรงเล่าพระอาการสำคัญก่อนถึงวันสวรรคต
หนังสือ “ประวัติต้นรัชกาลที่ 6” ซึ่งเป็นเป็นพระราชนิพนธ์โดย “ราม วชิราวุธ” หรือ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ทรงเสวยราชย์ระหว่าง พ.ศ. 2453-2469 ทรงบันทึกเรื่องราวประวัติศาสตร์ในช่วงปลายรัชสมัยรัชกาลที่ 5 ต่อเนื่องถึงต้นรัชกาลที่ 6
“ราม วชิราวุธ” หรือพระนามแฝง ของรัชกาลที่ 6 ทรงบันทึกเหตุการณ์ ก่อนวันสวรรคต ของพระบรมชนกนาถ ไว้ตอนปลายรัชกาลที่ 5 เริ่มต้นจากตอน “ฐานะของฉัน” ตอนหนึ่งทรงบันทึกว่า “มิต้องให้ผู้ใดสงสัยได้เลยว่าฉันคือรัชทายาทผู้ที่จะสืบสันตติวงศ์สนองพระองค์ต่อไป” พร้อมข้อความว่า “บัดนี้ จะขอเล่าถึงการประชวรและสวรรคตของพระเจ้าหลวงต่อไป”
ในบทดังกล่าว “ราม วชิราวุธ” ตั้งชื่อตอนว่า “ทูลกระหม่อมเริ่มประชวร” มีข้อความ ดังนี้
“ทูลกระหม่อมเริ่มประชวร”
ถ้าดูกันเผินก็ดูเหมือนว่าพระเจ้าหลวงประชวรอยู่ได้เพียง 4 วันเท่านั้น ก็สวรรคต, แท้จริงหาเปนเช่นนั้นไม่, เพราะเมื่อก่อนเสด็จพระราชดำเนิรประพาศยุโรปนั้นได้เริ่มทรงพระประชวรแล้ว, แต่ปิดกันนักจึ่งมิได้มีใครได้รู้, ในการเสด็จไปยุโรปก็ว่าจะไปให้หมอตรวจพระอาการ, และได้ตรวจจริง, ทั้งได้พยายามรักษาด้วย,
แต่ในรายงานที่โปรดเกล้าฯ ให้ลงพิมพ์ในราชกิจจานุเบกษานั้น หาได้ลงตามที่หมอตรวจและออกความเห็นไม่, มีแต่ว่ามีพระอาการประชวรเล็กน้อย ที่ในช่องพระนาสิกและพระศอ, กับว่าพระเส้นประสาทไม่ค่อยจะแขงแรงเพราะทรงทำงานกลางคืนและทรงพระโอสถสูบมากเกินไป,
ส่วนความเห็นของหมอที่ว่ามีพระอาการพระวักกะพิการเรื้อรัง, ซึ่งแท้จริงเป็นพระอาการสำคัญต้องวิกตกนั้น, หาได้ลงพิมพ์ให้ผู้ใดทราบไม่, แต่ผู้ที่รู้ก็ย่อมจะได้นึกระแวงอยู่, เพราะตามข่าวคราวที่ได้มาจากประเทศยุโรปถึงการรักษาพระองค์นั้น ย่อมจะเห็นได้อยู่ว่าเปนการใหญ่กว่าที่จำเป็นเพื่อเยียวยาหรือบำบัดพระอาการเล็กน้อยเท่าที่ได้โฆษณาไว้,
ตั้งแต่เสด็จพระราชดำเนิรกลับจากยุโรปมาแล้วก็สังเกตเห็นได้ว่า ทูลกระหม่อมมีพระอาการประชวรอย่างน่าวิตก, พูดกันอย่างศัพท์สามัญว่า เห็นชัดว่าทรงทุพพลภาพทีเดียว พระองค์ท่านเองก็ทรงทราบดีอยู่เช่นนั้น จึ่งได้ทรงพยายามบริหารพระองค์มากทีเดียว, มีเสด็จประพาศบ่อย ๆ และออกไประทับอยู่ที่เพชรบุรี (ตามคำแนะนำของพวกเจ้าจอม “ก๊ก อ.”)
และเมื่อเสด็จอยู่ในกรุงก็ไม่ใคร่จะเสด็จออกในการงานพิธีต่าง ๆ มักโปรดเกล้าฯ ให้ฉันไปแทนพระองค์เสียเป็นพื้น แต่ก็นับว่ายังประทะประทังอยู่ได้จนทรงประสพโศกอันใหญ่, คือองค์อุรุพงศ์เจ็บและตายลง ณ วันที่ 20 กันยายน พ.ศ.2452, องค์อุรุพงศ์นั้น ทูลกระหม่อมท่านโปรดของท่านมาก, เพราะเป็นพระราชโอรสองค์เล็กและขี้โรค, จึ่งได้ทรงโฆษณาว่าจะเอาไว้ใช้เปนธารพระกร, คือเปนอุปถากส่วนพระองค์, ไม่ให้รับราชการแผ่นดินเช่นลูกเธอองค์อื่น ๆ
องค์อุรุพงศ์เจ็บครั้งที่สุดนั้นหลายวัน, ทูลกระหม่อมทรงเปนห่วงและเสด็จลงไปพยาบาลอยู่เองโดยมากที่ตำหนักราชฤทธิ์รุ่งโรจน์, ต้องอดพระบรรทมและทรงเหน็ดเหนื่อยมากอยู่, ครั้นเมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2452 มีสวดเสดาะ เนื่องในงานเฉลิมพระชนมพรรษา, ทูลกระหม่อมได้เสด็จไปตามธรรมเนียม, พอเริ่มสวดมนตร์และโหรบูชาพระนพเคราะห์ ทูลกระหม่อมก็เสด็จลุกขึ้นจากพระบัลลังก์ในพระที่นั่งไพศาล เพื่อเสด็จเข้าไปเสวยที่ชานพักตามเคย,
พอเสด็จกลับไปก็ได้ยินเสียงตุบ, และเสียงผู้หญิงร้อง ฉันรีบวิ่งเข้าไปที่ชานพัก, เห็นทูลกระหม่อมประทับกับพื้น, ท่านรับสั่งให้ฉันช่วยพยุงพระองค์ท่านขึ้นและพาไปประทับเหยียดบนพระเก้าอี้, แล้วจึงรับสั่งเล่าว่า ในเวลาที่ทรงก้าวลงจากพื้นพระที่นั่งไพศาลไปสู่ชานพักนั้น, ได้ทรงเอาธารพระกรยัน, ปลายธารพระกรลื่นไปกับพื้นศิลาพระบาทก็เลยลื่นตามไป, จึ่งได้ทรงกระแทกลง,
และในที่สุดตรัสว่า “แล้วก็นางพวกเหล่านั้นก็นั่งเฉยกันหมด, ไม่มีใครมีแก่ใจมาช่วยพ่อจนคนเดียว.” ฉันกราบทูลว่า ได้เคยนึกวิตกอยู่นานแล้วเมื่อเห็นทรงธารพระกรเล็ก ๆ ว่าถูกแล้ว, แต่เวลานี้ผู้ที่ได้ตั้งพระราชหฤทัยเอาไว้ใช้เปนไม้ธารพระกรก็มาทำน่าที่ไม่ได้เสียแล้ว, ฉันเห็นท่าทางว่าท่านทรงเป็นห่วงองค์อุรุพงศ์อยู่มาก, ฉันก็หมอบนิ่งอยู่จนรับสั่งให้ฉันออกไปนั่งตามที่ก่อน, ฉันจึ่งออกไป,
ตั้งแต่วันนั้นต่อมาเห็นว่าทรงกะปลกกะเปลี้ยมากขึ้นเปนลำดับ, ซึ่งเปนธรรมดาอยู่, เพราะการล้มกระแทกเปนของแสลงนักสำหรับโรคไตพิการ, ในตอนหลังนี้ออกจะไม่มีใครเข้าใจผิดอยู่แล้วว่าทูลกระหม่อมมีพระอาการอันบอกเหตุว่าย่างเข้าขั้นที่สุดแห่งพระชนมพรรษา, เปนแต่ยังหวังอยู่ว่า การบริหารพระองค์ได้ทรงกระทำดีอยู่เสมอ อาจที่จะทำให้พระชนมายุยืนได้อีกหลายปี
7 วัน ก่อนวันสวรรคต ฉบับไกรฤกษ์ นานา
นิตยสารศิลปวัฒนธรรม ปีที่ 31 ฉบับที่ 12 ตุลาคม 2553 เผยแพร่บทความของ “ไกรฤกษ์ นานา” นักวิชาการอิสระ และนักเขียนชื่อดังได้เรียบเรียงลำดับพระอาการ ก่อนสวรรคตของรัชกาลที่ 5 ไว้ดังนี้
ตั้งแต่วันอาทิตย์ที่ 16 ตุลาคม ซึ่งเป็นวันแรกที่ทรงมีพระอาการประชวร ภายหลังทรงขับรถไฟฟ้าออกไปประพาสฟาร์มเลี้ยงไก่ที่ทุ่งพญาไท แต่มิได้เสด็จลงจากรถพระที่นั่ง รับสั่งว่า “ท้องไม่ค่อยสบายจะรีบกลับ”
ต่อมาระหว่าง 17-19 ตุลาคม มีงานบำเพ็ญพระราชกุศลประจำปีถวายรัชกาลที่ 4 ในพระบรมมหาราชวัง แต่เนื่องจากพระนาภี (ท้อง) ยังไม่ปกติ จึงโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระบรมฯ เสด็จแทน
วันที่ 20 ตุลาคม พระอาการกำเริบหนักขึ้น สมเด็จพระบรมราชินีนาถมีรับสั่งให้ตามหมอฝรั่ง มีนายแพทย์เบอร์เมอร์ นายแพทย์ไรเตอร์ และนายแพทย์ปัวซ์ เข้ามารักษา และอยู่เฝ้าอาการประจำ
วันที่ 21 ตุลาคม เวลาย่ำรุ่งบรรทมตื่น ตรัสว่าพระศอแห้ง แล้วเสวยพระสาธุรสเย็น รับสั่งว่าอยากจะเสวยอะไรให้ชุ่มพระศอ สมเด็จพระบรมราชินีนาถ ถวายน้ำเงาะคั้น 1 ลูก พอเสวยได้ครู่เดียวก็ทรงพระอาเจียนออกมาหมด ในวันนี้ทรงพระราชดำรัสเพียง 2 ประโยคว่า
“การเจ็บครั้งนี้จะรักษากันอย่างไร ก็ให้รักษาเถิด” และ “การรักษาเดี๋ยวนี้เป็นอย่างใหม่เสียแล้ว”
ตอนค่ำวันนี้มีพระบังคนเบา (ปัสสาวะ) ประมาณ 1 ช้อนชา และเป็น “ครั้งสุดท้าย”
วันที่ 22 ตุลาคม พิษของพระบังคนเบาซึมไปตามเส้นพระโลหิตทั่วพระองค์ ทำให้มีพระอาการเซื่องซึมบรรทมหลับอยู่เสมอ
วันนี้พระองค์เจ้าสายสนิทวงศ์ แพทย์แผนไทย มาเข้าเฝ้าเพื่อตรวจพระอาการ ทรงพระราชดำรัสเป็น “ครั้งสุดท้าย” ว่า “หมอมาหรือ” แล้วก็มิได้รับสั่งอะไรอีกต่อไป
เย็นวันนี้พระหทัยเต้นอ่อนลง ลืมพระเนตรได้ แต่หายพระทัยทางพระโอษฐ์ พ่นแรง ๆ จนเห็นพระมัสสุไหวได้แต่ไกล
สมเด็จพระบรมราชินีนาถกราบทูลว่า เสวยน้ำ ยังทรงพยักพระพักตร์ได้ แล้วยกพระหัตถ์ขวาและซ้ายที่สั่นขึ้นเช็ดน้ำพระเนตรคล้ายทรงพระกันแสง แบบน้อยพระทัยพระองค์เองว่าทำไมหมดเรี่ยวแรง
หลัง 2 ยามเพียง 45 นาที ก็เสด็จสวรรคตในลักษณะที่ยังบรรทมหลับอยู่
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จสวรรคตด้วยพระโรคพระวักกะ (ไต) พิการ บนชั้นที่ 3 พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต สิริรวมพระชนมพรรษา 57 พรรษา
***ภาษาการเขียน เป็นไปตามต้นฉบับในหนังสือ “ประวัติต้นรัชกาลที่ ๖” โดย ราม วชิราวุธ