เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

ดอลลาร์แข็งค่าต่อเนื่อง จับตาผลการเลือกตั้งสหรัฐ

22 ต.ค. 2567 | 18:50น.
dollar money

dollar money

ดอลลาร์แข็งค่าต่อเนื่อง จับตาผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ ล่าสุด FedWatch Tool ของ CME Group ชี้นักลงทุนให้น้ำหนัก 87% ที่เฟดจะปรับลดดอกเบี้ย 0.25% สู่ระดับ 4.50-4.75% ในการประชุมเดือน พ.ย.นี้

ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพรายงานว่า สภาวะการเคลื่อนไหวตลาดปริวรรเงินตราประจำวันอังคารที่ 22 ตุลาคม 2567 ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้านี้ที่ระดับ 33.46/47 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันจันทร์ (21/10) ที่ระดับ 33.43/44 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

ภายหลังอัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวของสหรัฐปรับตัวสูงขึ้นที่ระดับ 4.17% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 12 สัปดาห์ รวมทั้งนักลงทุนบางส่วนมองว่า อดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จากพรรครีพับลิกันซึ่งมีนโยบายด้านการเพิ่มภาษีนำเข้า และ “America First” นั้นจะคว้าชัยในศึกเลือกตั้ง ปธน.สหรัฐ

นอกจากนั้นเมื่อคืนวานนี้ (21/10) ลอรี โลแกน ประธานเฟดสาขาดัลลัส กล่าวว่า เจ้าหน้าที่เฟดควรดำเนินนโยบายการเงินอย่างระมัดระวัง ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจที่ยังคงอยู่ในระดับสูง

พร้อมกับกล่าวว่า “หากพัฒนาการทางเศรษฐกิจเป็นไปตามที่คาดการณ์ในปัจจุบัน การปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอย่างค่อยเป็นค่อยไปจนสู่ระดับที่เป็นปกติหรือระดับที่เป็นกลางนั้น จะช่วยให้เราสามารถจัดการกับความเสี่ยงและทำให้เราบรรลุเป้าหมายไปพร้อมกัน ถึงแม้ว่าทาง Conference Board จะมีการเปิดเผย ดัชนีชี้นำเศรษฐกิจ Leading Economic Index (LEI) ที่ปรับตัวลดลง 0.5% ในเดือน ก.ย. ขณะที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะลดลง 0.3% หลังจากปรับตัวลง 0.3% ในเดือน ส.ค.

โดยข้อมูลจาก FedWatch Tool ของ CME Group บ่งชี้ว่า นักลงทุนให้น้ำหนัก 87% ที่เฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ย 0.25% สู่ระดับ 4.50-4.75% ในการประชุมเดือน พ.ย. รวมทั้งให้น้ำหนัก 13% ที่เฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ย 0.25% สู่ระดับ 4.25-4.50% ในการประชุมเดือน ธ.ค. โดยนักลงทุนยังคงจับตาถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่เฟดคืนวันนี้ (22/10)

ด้านปัจจัยภายในประเทศ นายฉันทานนท์ วรรณเขจร เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า แนวโน้มเศรษฐกิจการเกษตรในปี’67 คาดว่าจะอยู่ในช่วง -0.8 ถึง 0.2% เนื่องจากปรากฏการณ์เอลนีโญที่ทำให้เกิดความแห้งแล้งในช่วงครึ่งปีแรก และปรากฏการณ์ลานีญาในช่วงครึ่งปีหลังที่ทำให้เกิดอุทกภัย

อย่างไรก็ตาม ปริมาณฝนที่มากขึ้น ยังส่งผลดีต่อการเจริญเติบโตของพืชในภาพรวม แต่นักเศรษฐศาสตร์ได้มีการประเมินว่าไทยมีความเสี่ยงจะถูกปรับลดเครดิตเรตติ้ง หากผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศขยายตัวไม่ถึง 3% และการใช้จ่ายภาครัฐมีแนวโน้มสูงขึ้นรวมถึงแผนการขาดดุลงบประมาณระยะปานกลางสูงกว่าระดับปกติ (ต่ำกว่า 3% ของ GDP) อีกทั้งสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ของไทยมีทิศทางเพิ่มขึ้น

ทั้งนี้ในระหว่างวันบาทเคลื่อนไหวในกรอบระหว่าง 33.46-33.56 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 33.48/49 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

ค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวเปิดตลาดเช้านี้ (22/10) ที่ระดับ 1.0817/21 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันจันทร์ (21/10) ที่ระดับ 1.0847/48 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร โดยเมื่อวานนี้ (21/10) สำนักงานสถิติแห่งชาติเยอรมนีรายงานว่า ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ของเยอรมนีลดลง 1.4% ในเดือน ก.ย. เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ซึ่งลดลงมากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ว่าจะลดลง 1.0% โดยปัจจัยหลักมาจากราคาพลังงานที่ลดลงถึง 6.6% ในเดือน ก.ย.

Gediminas Simkus ผู้กำหนดนโยบายกล่าวว่าธนาคารกลางยุโรป (ECB) มีแนวโน้มที่จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยมาตรฐานลงมาอยู่ในระดับ “Natural” ที่ระหว่าง 2% ถึง 3% แต่ก็อาจจำเป็นต้องลดลงไปอีกหากภาวะเงินเฟ้อเริ่มชะลอตัวมากขึ้น  ทั้งนี้ในระหว่างวันค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวในกรอบระหว่าง 1.0812-1.0837 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดที่ระดับ 1.0907/08 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร

ค่าเงินเยนเคลื่อนไหวเปิดตลาดเช้านี้ (22/10) ที่ระดับ 150.53/54 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันจันทร์ (21/10) ที่ระดับ 150.04/05 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งอ่อนค่าที่สุดนับตั้งแต่ช่วงปลายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา โดยเป็นผลจากการคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยในอัตราที่ช้าลงและการเปลี่ยนแปลงผู้นำของรัฐบาลญี่ปุ่นส่งผลทำให้เงินเยนอ่อนค่าลง

โดยนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ชิเงรุ อิชิบะ ระบุอย่างชัดเจนว่าเศษฐกิจญี่ปุ่นไม่สามารถรับมือกับการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยได้อีก ทำให้นักลงทุนเกิดข้อสงสัยว่า BOJ จะสามารถปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยได้หรือไม่ ในระหว่างวันค่าเงินเยนเคลื่อนไหวในกรอบระหว่าง 150.49-151.10 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 150.95/96 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ

ตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญ ในสัปดาห์นี้ ได้แก่ ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตขั้นต้นเดือน ต.ค. ของยูโรโซน (24/10), ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการบริการขั้นต้นเดือน ต.ค. ของยูโรโซน (24/10), ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตขั้นต้นเดือน ต.ค. ของสหราชอาณาจักร (24/10), ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการบริการขั้นต้นเดือน ต.ค.ของสหราชอาณาจักร (24/10), ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตขั้นต้นเดือน ต.ค. ของสหรัฐ (24/10),

ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการบริการขั้นต้นเดือน ต.ค.ของสหรัฐ (24/10), จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงานรายสัปดาห์ของสหรัฐ (24/10), ดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐานเขตโตเกียวของญี่ปุ่น (25/10), ยอดคำสั่งซื้อสินค้าคงทนของสหรัฐ (25/10), ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภครัฐมิชิแกนของสหรัฐ (25/10), ดัชนีอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์จากสถาบัน MI ของสหรัฐ (25/10)

สำหรับอัตราป้องกันความเสี่ยง (Swap point) ภาคเช้า 1 เดือนในประเทศอยู่ที่ -7.25/-7.00 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ และอัตราป้องกันความเสี่ยงภาคเช้า 1 เดือนต่างประเทศอยู่ที่ -4.35/-3.35 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ