Skip to content

ส่องพื้นที่ War Zone หลักของโลก นัยต่อการค้าไทย

25 ต.ค. 2567 | 12:39น.
ส่องพื้นที่ War Zone หลักของโลก นัยต่อการค้าไทย
คอลัมน์ : Next Normal
ผู้เขียน : ดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร EXIM BANK

เข้าสู่เดือนตุลาคม 2567 ที่แม้หลายประเทศรวมถึงไทยจะเริ่มเข้าสู่ช่วงปลายฝนต้นหนาวกันบ้างแล้ว แต่ดูเหมือนจะมีบางพื้นที่ของโลกที่อุณหภูมิความขัดแย้งยังร้อนระอุต่อเนื่อง โดยเฉพาะตะวันออกกลางที่เพิ่งจะครบ 1 ปีเต็มของสงครามระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มฮามาส

ล่าสุดต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมาก็ได้เกิด Trigger ใหม่ ที่อาจทำให้สงครามขยายวงกว้างมากขึ้น หลังอิหร่านยิงขีปนาวุธกว่า 180 ลูก ตอบโต้อิสราเอลที่สังหารผู้นำกลุ่มฮามาสและฮิซบอลเลาะห์ ซึ่งอิหร่านหนุนหลังอยู่ นอกจากนี้ยังมีความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มกบฏฮูตี ในเยเมน และสงครามรัสเซียกับยูเครนที่ยังไม่มีทีท่าจะยุติ สถานการณ์ที่เกิดขึ้นล้วนส่งผลกระทบต่อการค้าของไทยในพื้นที่ดังกล่าวไม่มากก็น้อย

วันนี้ ผมเลยอยากจะชวนท่านผู้อ่านมา Update และแชร์มุมมองที่น่าสนใจบางประการ ดังนี้

-ไทยส่งออกไปพื้นที่ War Zone มากแค่ไหน ก่อนอื่นผมต้องขอแบ่งพื้นที่ War Zone หลักของโลกเป็น 2 แห่ง คือ 1.พื้นที่ตะวันออกกลาง ได้แก่ อิสราเอล ปาเลสไตน์ อิหร่าน เลบานอน และเยเมน 2.พื้นที่ยุโรปตะวันออกบริเวณรัสเซียและยูเครน สังเกตว่าทั้ง 7 ประเทศ/รัฐข้างต้นกระจายตัวอยู่ในภูมิภาคตลาดเกิดใหม่ที่ไทยพยายามส่งเสริมการส่งออกมาโดยตลอด

อย่างไรก็ตาม หากเจาะลึกลงไปเฉพาะพื้นที่ War Zone ข้างต้นจะพบว่า 10 ปีที่ผ่านมา สัดส่วนการส่งออกไทยไปพื้นที่ดังกล่าวรวมกันลดลงจาก 1.25% มาอยู่ไม่ถึง 0.8% ของการส่งออกรวม โดยเป็นการลดลงแทบทุกตลาด ซึ่งหากมองในแง่ดีก็อาจสะท้อนว่า ผู้ส่งออกไทยมีการกระจายความเสี่ยงเพื่อลดผลกระทบทางตรงจากสงครามได้ดี

-ไทยเกินดุลหรือขาดดุล ปกติไทยมักขาดดุลกับประเทศในตะวันออกกลางเป็นส่วนใหญ่ เนื่องจากไทยต้องนำเข้าน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติที่มีมูลค่าสูงจากหลายประเทศ ทั้ง UAE ซาอุดีอาระเบีย กาตาร์ แต่กับ 5 ประเทศ/รัฐข้างต้น ไทยกลับเกินดุลการค้าต่อเนื่อง เพราะ 4 ใน 5 ประเทศ/รัฐข้างต้น ทั้งอิสราเอล ปาเลสไตน์ เลบานอน และเยเมน มีการผลิตน้ำมันน้อยกว่าไทยด้วยซ้ำ ขณะที่แม้อิหร่านจะเป็นผู้ผลิตน้ำมัน Top 10 ของโลก แต่ไทยก็แทบไม่ได้นำเข้าน้ำมันจากอิหร่านเลย หลังอิหร่านถูก Sanction อย่างไรก็ตาม ไทยกลับขาดดุลการค้ากับรัสเซียและยูเครนเป็นส่วนใหญ่

เนื่องจากทั้งสองประเทศเป็นผู้ผลิตสินค้าเกษตร/สินค้าเกี่ยวเนื่องที่ไทยผลิตไม่เพียงพอ อาทิ ปุ๋ย สินแร่ ผลิตภัณฑ์จากพืชและสัตว์ พูดง่าย ๆ คือ เราพึ่งเขามากกว่าเขาพึ่งเรา หาก War Zone กลุ่มนี้รุนแรงขึ้น ไทยก็อาจได้รับผลกระทบทางตรงมากกว่าผ่านต้นทุนนำเข้าวัตถุดิบที่สูงขึ้น

-โอกาสท่ามกลางความเสี่ยง คงปฏิเสธไม่ได้ว่า สงครามที่เกิดขึ้นล้วนส่งผลต่อการส่งออกไทยไปพื้นที่ War Zone อย่างเลี่ยงไม่ได้ แต่จากสถิติที่ผ่านมาพบว่า หากสงครามเกิดขึ้นไประยะหนึ่งแล้ว ไม่ได้มีชนวนเหตุใหม่ ๆ ที่เร่งให้สงครามขยายวงกว้างมากขึ้น การส่งออกไทยไปหลายตลาดกลับฟื้นตัวได้เร็ว โดยเฉพาะรัสเซียและยูเครนที่หดตัวเพียงปีเดียว คือ ปี 2565 ที่สงครามปะทุรุนแรง แต่หลังจากนั้นในปี 2566 ต่อเนื่องมาถึง 8 เดือนแรกปี 2567 การส่งออกไทยไปตลาดดังกล่าวกลับขยายตัวเป็นตัวเลขสองหลัก

เช่นเดียวกับอิสราเอลที่เป็นตลาดใหญ่ที่สุดในพื้นที่ War Zone ข้างต้น ที่โมเมนตัมระยะสั้นดูจะฟื้นตัวดีใน 3 เดือนล่าสุด (มิถุนายน-สิงหาคม 2567) โดยหนึ่งในข้อสังเกตที่การส่งออกไทยไป War Zone ฟื้นตัวได้เร็ว เนื่องจากสินค้าส่งออกไทยมีสัดส่วนสินค้าจำเป็นสูง อาทิ อาหารทะเลกระป๋อง ผักผลไม้ ข้าว สิ่งปรุงรส เครื่องดื่ม เครื่องใช้ไฟฟ้า เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตามว่า ชนวนเหตุล่าสุดระหว่างอิหร่านกับอิสราเอลจะบั่นทอนโมเมนตัมข้างต้นมากน้อยเพียงใด

-Side Effect รุนแรงกว่า ที่ผ่านมาแม้การส่งออกไทยโดยรวมอาจได้รับผลกระทบทางตรงจากสงครามไม่มากนัก เนื่องจากสัดส่วนการส่งออกไปพื้นที่ดังกล่าวยังค่อนข้างน้อย แต่สิ่งที่สร้างแรงกระเพื่อมมากกว่าคือ ผลกระทบทางอ้อม เพราะหลายพื้นที่ War Zone ข้างต้นถือเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในหลายมิติ โดยเฉพาะเส้นทางขนส่งทางทะเลระหว่างเอเชียกับยุโรปบริเวณช่องแคบ Bab-El-Mandeb ที่ยังถูกโจมตีจากกบฏฮูตีต่อเนื่อง ส่งผลให้ค่าระวางเรือ 1 ปีที่ผ่านมาเคยขยับขึ้น 3-4 เท่าจากก่อนเกิดความไม่สงบ

นอกจากนี้ ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลกับอิหร่าน ที่ล่าสุดแม้อิสราเอลจะยังไม่ตอบโต้กลับ แต่ราคาน้ำมันก็ปรับขึ้นแล้วเกือบ 10% ในสัปดาห์เดียว โดย Goldman Sachs คาดว่า หากอิสราเอลโจมตีแหล่งผลิตน้ำมันของอิหร่านอาจทำให้ราคาน้ำมันขยับขึ้น $20 ต่อบาร์เรล ขณะเดียวกันหลายฝ่ายก็คาดว่า หากมีการโจมตีโรงงานนิวเคลียร์หรือบีบให้อิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซ

ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันราว 20% ของโลก อาจทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงกว่าจุดพีกที่ $150 ต่อบาร์เรลในปี 2551 ยังไม่นับหากสงครามรัสเซียกับยูเครนมี Trigger ใหม่ ๆ ที่เร่งให้สถานการณ์รุนแรงขึ้นก็อาจส่งผลต่อราคาสินค้าโภคภัณฑ์อื่น ๆ ที่ทั้งสองประเทศเป็นผู้ผลิตสำคัญ อาทิ ข้าวสาลี นิกเกิล น้ำมันดอกทานตะวัน ซึ่งจะทำให้เงินเฟ้อโลกกลับมาเร่งตัวขึ้น ส่งผลต่อทิศทางดอกเบี้ยและค่าเงินทั่วโลกให้กลับทิศอีกครั้งก็เป็นได้

ทั้งนี้ ผู้ประกอบการต้องติดตามสถานการณ์ และผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมต่าง ๆ อย่างใกล้ชิด เพื่อที่จะบริหารจัดการความเสี่ยงให้ได้อย่างทันท่วงทีนะครับ