คอลัมน์ : ชั้น 5 ประชาชาติ ผู้เขียน : อำนาจ ประชาชาติ
เห็นแบงก์หลาย ๆ แห่งประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลง สอดรับกับการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ลง 0.25% จาก 2.50% เหลือ 2.25%
ซึ่งกรรมการ กนง.ส่วนใหญ่ (5 จาก 7 เสียง) เห็นควรให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% ต่อปี ในการประชุมครั้งล่าสุด ซึ่งจะ “ช่วยบรรเทาภาระหนี้” ได้บ้าง โดยไม่เป็นอุปสรรคต่อกระบวนการปรับลดสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อรายได้ ภายใต้บริบทที่สินเชื่อมีแนวโน้มขยายตัวชะลอลง
นับว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดีสำหรับบรรดา “ลูกหนี้” ที่จะบรรเทาภาระการจ่ายดอกเบี้ยลงไป
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่าสัดส่วนสินเชื่อรายย่อยและสินเชื่อธุรกิจที่น่าจะได้รับอานิสงส์จากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ก่อนสิ้นปี 2567 จะอยู่ที่ประมาณ 40.9% ของสินเชื่อรวมทั้งระบบแบงก์ไทย
โดยผลจากการปรับลดดอกเบี้ยเงินกู้ขาเดียวในรอบนี้ จะทำให้ภาระดอกเบี้ยของลูกหนี้รายย่อยและภาคธุรกิจปรับลดลงเกือบ 1,300 ล้านบาท (ผลของภาระดอกเบี้ยที่จะปรับลดลงเฉพาะช่วงเดือน พ.ย.-ธ.ค. 2567)
อย่างไรก็ดี ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ชี้ว่า การปรับลดดอกเบี้ยในครั้งนี้อาจไม่มีผลทำให้ค่างวดผ่อนของลูกหนี้ในแต่ละเดือนเปลี่ยนแปลง แต่ลูกหนี้จะได้รับอานิสงส์ในรูปของการปิดสัญญาหนี้ก้อนนั้นได้เร็วขึ้น
อันนี้เข้าใจว่าเป็นการกล่าวถึงผู้ที่ผ่อนชำระได้ตามปกติ ที่ไม่ได้มีการปรับเงินงวดอะไร
แต่หากมองในมุมของคนที่อาการหนักขึ้นหน่อย ที่ต้องมีการปรับโครงสร้างหนี้ แน่นอนว่าน่าจะเห็นถึงภาระที่ลดลงได้ชัดเจนกว่านั้น
ขณะที่การรายงานงบการเงินของธนาคารพาณิชย์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ล่าสุด ยังคงเห็นทิศทางการเพิ่มขึ้นของ “หนี้เสีย”
โดยภาพรวม 11 แบงก์คือ ธนาคารกรุงเทพ, ธนาคารไทยพาณิชย์, ธนาคารกสิกรไทย, ธนาคารกรุงไทย, ธนาคารกรุงศรีฯ, ธนาคารทหารไทยธนชาต, ธนาคารทิสโก้, ธนาคารเกียรตินาคินภัทร, ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย, ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ และธนาคารไทยเครดิต มีหนี้เสียรวมกันอยู่ที่ 545,009 ล้านบาท ณ สิ้นไตรมาส 3 ปี 2567 ปรับเพิ่มขึ้นจากสิ้นไตรมาสก่อนที่อยู่ที่ 517,117 ล้านบาท
ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคิน (KKP) บอกว่า คุณภาพสินทรัพย์ในระบบแบงก์ยังคงไหลเป็นหนี้เสียเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งในไตรมาส 4 ปีนี้ก็น่าจะเห็นหนี้เสียยังคงเพิ่มขึ้นอีก เพราะตัวเลขหนี้ที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ (SM) ยังสูง
“ยังไม่เห็นสัญญาณว่าหนี้เสียจะลดลง” ดร.พิพัฒน์ย้ำ
ก็ต้องบอกว่าปัญหาหนี้ยังไม่จบ ดังนั้น การลดดอกเบี้ยก็คงจะยังไม่จบ รวมถึงความจำเป็นที่ต้องทำให้คนไทยมีรายได้เพิ่มขึ้น เพื่อเพิ่มศักยภาพในการชำระหนี้ ก็ยังต้องทำ แต่จะทำอย่างไรให้ยั่งยืน ช่างเป็นโจทย์ที่ท้าทายยิ่งนัก