Skip to content
ดูทั้งหมด

ดอลลาร์แข็งค่าสูงสุดรอบ 3 เดือน จับตาดอกเบี้ย-เลือกตั้ง

25 ต.ค. 2567 | 18:35น.
ดอลลาร์

ดอลลาร์

ดอลลาร์แข็งค่าสูงสุดรอบ 3 เดือน จับตาดอกเบี้ย-เลือกตั้ง

วันที่ 25 ตุลาคม 2567 ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพรายงานว่า ภาวะการเคลื่อนไหวของตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันที่ 21-25 ตุลาคม 2567 ค่าเงินบาทเปิดตลาดวันจันทร์ (21/10) ที่ระดับ 33.14/15 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ทรงตัวจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (18/10) ที่ระดับ 33.15/16 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

โดยในช่วงต้นสัปดาห์ดอลลาร์สหรัฐปรับตัวแข็งค่าเทียบเงินสกุลหลัก สอดคล้องกับการพุ่งขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ อายุ 10 ปี สู่ระดับเหนือ 4.2% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบเกือบ 3 เดือน โดยได้รับปัจจัยหนุนจากคาดการณ์ที่ว่านายทรัมป์จะชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ นักวิเคราะห์ระบุว่า ชัยชนะของนายทรัมป์จะเป็นปัจจัยบวกต่อค่าเงินดอลลาร์ เนื่องจากแผนการปรับลดอัตราภาษี, การผ่อนคลายกฎระเบียบในภาคการเงิน รวมทั้งการตั้งกำแพงภาษีต่อการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ โดยเฉพาะจากจีน

นอกจากนี้มีการคาดการณ์ว่า มาตรการต่าง ๆ ของนายทรัมป์จะเป็นปัจจัยกระตุ้นเงินฟ้อ ซึ่งจะส่งผลให้ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ชะลอการปรับลดอัตราดอกเบี้ย และจะหนุนให้ดอลลาร์แข็งค่าขึ้น สำหรับถ้อยแถลงของประธานธนาคารกลางสหรัฐ นายลอรี โลแกน ประธานเฟด สาขาดัลลัส กล่าวในวันจันทร์ (21/10) ว่าปัจจุบันเศรษฐกิจสหรัฐอยู่ในภาวะที่แข็งแกร่งและมีเสถียรภาพ แต่ยังคงมีความไม่แน่นอนอยู่มาก ทั้งในความเสี่ยงของตลาดแรงงาน และความเสี่ยงต่อการปรับตัวของเงินเฟ้อ

ดังนั้นธนาคารกลางสหรัฐจึงควรปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพื่อบรรเทาความเสี่ยงของสมดุลทางเศรษฐกิจและเงินเฟ้อ ส่วนในประเด็นเรื่องมาตรการคุมเข้มเชิงปริมาณ (QT) เธอให้ความเห็นว่าเฟดได้ปรับลดขนาดการถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ และหลักทรัพย์ที่ได้รับการคุ้มประกันจากสัญญาจำนอง (MBS) นับตั้งแต่ปี 2022 เป็นต้นมา

และการดำเนิน QT ดังกล่าวก็ส่งผลให้ขนาดการถือครองของเฟดดิ่งลงจากจุดสูงสุดของวัฏจักรที่ระดับ 9 ล้านล้านดอลลาร์ สู่ระดับ 7.1 ล้านล้านดอลลาร์ในปัจจุบัน และเธอมองไม่เห็นความจำเป็นที่เฟดจะต้องยุติมาตรการ QT ในเร็ว ๆ นี้ เพราะถือเป็นการปรับนโยบายการเงินให้เข้าสู่ภาวะปกติเช่นเดียวกัน ซึ่งสอดคล้องกับคำกล่าวของนายเจฟฟรีย์ ชมิด ประธานเฟดสาขาแคนซัส โดยเขาสนับสนุนให้เฟดปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอย่างระมัดระวัง ควรหลีกเลี่ยงการปรับอัตราดอกเบี้ยลักษณะที่รุนแรงจนเกินไป และทำให้เกิดความผันผวนในตลาดการเงินน้อยที่สุด

ส่วนนายราฟาเอล บอสติก ประธานเฟดสาขาแอตแลนตา คาดว่าเฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอีก 0.25% ในช่วงที่เหลือของปีนี้ พร้อมทั้งคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะไม่เข้าสู่ภาวะถดถอย ในวันอังคาร (22/10) กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เปิดเผยรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลก (WEO) โดยคาดการณ์ว่า เศรษฐกิจโลกจะมีการขยายตัว 3.2% ทั้งในปี 2567 และ 2568 โดยได้แรงหนุนจากการขยายตัวของเศรษฐกิจสหรัฐที่คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะขยายตัว 2.8% ในปี 2567 ก่อนที่จะชะลอตัวสู่ระดับ 2.2% ในปี 2568 และถึงแม้เงินเฟ้อกำลังไปยังทิศทางที่ถูกต้อง แต่ยังคงต้องระวังถึงความผันผวนในตลาดการเงินและความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก

และในวันพุธที่ผ่านมา (23/10) IMF แจ้งเตือนถึงความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นจากหนี้สาธารณะ พร้อมเรียกร้องให้ผู้กำหนดนโยบายเร่งดำเนินการปรับการคลังทันที โดยนายวิตอร์ กัสปาร์ ผู้อำนวยการฝ่ายกิจการการคลังของ IMF กล่าวในการแถลงข่าวระหว่างการประชุมประจำปีของกลุ่มธนาคารโลกและ IMF ที่กรุงวอชิงตันว่า งบประมาณขาดดุลสูงและหนี้สาธารณะทั่วโลกสูงมากขึ้นเรื่อย ๆ และมีความเสี่ยงว่าหนี้สาธารณะทั่วโลกจะสูงกว่า 100 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปีนี้

สำหรับปัจจัยภายในประเทศ นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ส่งสัญญาณว่า ธปท.จะไม่เร่งปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอีกหลังจากปรับลดในสัปดาห์ที่ผ่านมา และได้ปกป้องเป้าหมายเงินเฟ้อในปัจจุบัน ขณะที่รัฐบาลเรียกร้องให้ ธปท.ปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอีก รวมถึงปรับเพิ่มเป้าหมายเงินเฟ้อ โดยการขยายตัวของสินเชื่อที่ชะลอตัวเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้ ธปท.ตัดสินใจปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 4 ปี การดำเนินการในอนาคตจะขึ้นอยู่กับแนวโน้มของเงินเฟ้อ การเติบโตทางเศรษฐกิจ และเสถียรภาพทางการเงิน

นอกจากนี้ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เปิดเผยรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลก (WEO) ในวันอังคาร (22/10) โดยในส่วนของประเทศไทยนั้น IMF คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัว 2.8% ในปี 2567 และ 3.0% ในปี 2568 ส่วนอัตราเงินเฟ้อ (CPI) ของไทยจะอยู่ที่ 0.5% ในปี 2567 และ 1.2% ในปี 2568 และอัตราว่างงานจะอยู่ที่ 1.1% ในปี 2567 และ 1.0% ในปี 2568 ทั้งนี้ ค่าเงินบาทมีการเคลื่อนไหวระหว่างสัปดาห์อยู่ในกรอบระหว่าง 33.10-33.84 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดในวันศุกร์ (25/10) ที่ระดับ 33.78/80 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

สำหรับความเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโร เปิดตลาดวันจันทร์ (21/10) ที่ระดับ 1.0867/70 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (18/10) ที่ระดับ 1.0844/46 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร โดยค่าเงินยูโรถูกกดดันจากการแข็งค่าของดอลลาร์ รวมถึงสถานการณ์เศรษฐกิจสหรัฐที่ยังไม่สู้ดีนัก

ขณะที่ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) รวมภาคการผลิต-ภาคบริการขั้นต้นของยูโรโซน จากฮัมบูร์ก คอมเมอร์เชียล แบงก์ (HCOB) และเอสแอนด์พี โกลบอล (S&P Global) เพิ่มขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 2 เดือนที่ 49.7 ในเดือน ต.ค. จากระดับ 49.6 ในเดือน ก.ย. บ่งชี้ว่ากิจกรรมทางธุรกิจอยู่ในภาวะหดตัว

ด้านดัชนี PMI ภาคการผลิตขั้นต้นของยูโรโซนเพิ่มขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 5 เดือนที่ 45.9 ในเดือน ต.ค. จากระดับ 45.0 ในเดือน ก.ย. ขณะเดียวกัน ดัชนี PMI ภาคบริการขั้นต้นของยูโรโซนลดลงแตะระดับต่ำสุดในรอบ 8 เดือน ที่ 51.2 ในเดือน ต.ค. จากระดับ 51.4 ในเดือ ก.ย. ทั้งนี้ค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 1.0760-1.0872 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดในวันศุกร์ (25/10) ที่ระดับ 1.0823/24 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร

สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยน เปิดตลาดวันจันทร์ (21/10) ที่ระดับ 149.24/26 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (18/10) ที่ระดับ 149.93/95 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ทั้งนี้ เอสแอนด์พี โกลบอล อินเทลลิเจนซ์ รายงานว่า ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตขั้นต้นจาก au Jibun Bank ลดลงมาอยู่ที่ 49.0 ในเดือน ต.ค. จาก 49.7 ในเดือน ก.ย. และอยู่ต่ำกว่าระดับ 50.0 มาแล้ว 4 เดือนติดต่อกัน บ่งชี้ว่ากิจกรรมในโรงงานอุตสาหกรรมของญี่ปุ่นยังคงซบเซาต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 4 ในเดือน ต.ค.นี้ สะท้อนจากยอดคำสั่งซื้อที่ลดลงและความต้องการสินค้าที่อยู่ในระดับต่ำ

ขณะเดียวกัน ดัชนี PMI ภาคบริการขั้นต้นจาก au Jibun Bank ลดลงมาอยู่ที่ 49.3 ในเดือน ต.ค. จาก 53.1 ในเดือน ก.ย. ถือเป็นการหดตัวครั้งแรกในรอบ 4 เดือน และถือเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือน ก.พ. 2565 โดยมีสาเหตุมาจากการที่ลูกค้าเริ่มชะลอการสั่งซื้อสินค้าและบริการใหม่ ๆ เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจที่ซบเซาทั้งในญี่ปุ่นเองและในต่างประเทศ ด้านดัชนี PMI รวมภาคการผลิต-ภาคบริการขั้นต้นจาก au Jibun Bank ลดลงมาอยู่ที่ 49.4 ในเดือน ต.ค. ถือเป็นการหดตัวครั้งแรกในรอบ 4 เดือน

โดยสาเหตุหลักมาจากเศรษฐกิจที่ยังคงอ่อนแอ ประกอบกับต้นทุนที่ยังคงอยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งคาซูโอะ อุเอดะ ผู้ว่าการธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) เตือนว่าการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยช้าเกินไปอาจส่งผลให้เศรษฐกิจญี่ปุ่นเผชิญกับความเสี่ยง พร้อมกับกล่าวว่าการหาจุดสมดุลที่เหมาะสมนั้น เป็นสิ่งสำคัญต่อการเติบโตอย่างยั่งยืนของเศรษฐกิจญี่ปุ่น

นอกจากนี้ นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมวันที่ 30-31 ต.ค.นี้ ก่อนที่จะเริ่มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือน ธ.ค.ปีนี้ หรือในเดือน ม.ค. ปีหน้า ทั้งนี้ ค่าเงินเยนมีการเคลื่อนไหวระหว่างสัปดาห์อยู่ในกรอบ 149.07-153.18 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดในวันศุกร์ (25/10) ที่ระดับ 151.98/152.00 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ