Skip to content
ดูทั้งหมด

เมื่อ ‘ภาคบริการ’ คือหมัดเด็ดที่ทำให้ไทยโดดเด่นใน Medical Tourism โลก

11 มิ.ย. 2569 | 08:40น.

ผู้เขียน : รีวิน เพทายบรรลือ 
PrimeStreet Group

ในโลกของธุรกิจ มีคำกล่าวว่า “ความสำเร็จไม่ใช่เรื่องบังเอิญ” โดยเฉพาะเมื่อเราพูดถึงสถานะของไทยบนแผนที่สาธารณสุขโลก คำถามคือ “ทำไมคนทั้งโลกถึงเลือกเดินเข้ามาที่ประเทศไทยเพื่อฝากชีวิตไว้ในมือหมอไทย?” ทั้งที่รอบตัวเรามีคู่แข่งที่เทคโนโลยีล้ำหน้ากว่า หรือมีงบประมาณมหาศาลกว่า

บทความนี้จะพาไปลงรายละเอียดถึงความได้เปรียบของไทยในธุรกิจนี้ที่จะเป็นอาวุธพาเราขยับจาก Medical Tourism ไปสู่การลุ้นเป็น New S-Curve ของประเทศในฐานะ Medical Hub

Decoding the Ranking: ตัวเลขที่บอกว่าเราไม่ได้ ‘มโน’ ไปเอง

เพื่อให้เห็นภาพรวมของสนามแข่งขันนี้ Medical Tourism Index (MTI) ปี 2020-2021 ซึ่งจัดทำโดย International Healthcare Research Center ให้ไทยเราอยู่อันดับที่ 17 จาก 46 ประเทศทั่วโลกในตารางรวม แต่จุดที่น่าทึ่งมันอยู่ตรงที่ว่า ถ้าเราตัดปัจจัยอื่นออก แล้ววัดกันแค่ในมิติของ “ความน่าดึงดูดใจของจุดหมายปลายทาง” (Destination Attractiveness) และ “ความคุ้มค่าของค่าใช้จ่าย” (Patient Cost) ประเทศไทยเรากระโดดขึ้นมาอยู่ใน อันดับที่ 5 ของโลก ทันที!

ตัวเลขนี้บอกว่าภาคบริการของเราคืออาวุธลับ เรามีสิ่งที่เรียกว่า End-to-End Service Chain ที่แข็งแกร่งมาก ตั้งแต่กระบวนการก่อนการรักษา การรักษาในโรงพยาบาล ไปจนถึงการท่องเที่ยวพักฟื้นหลังการรักษา ซึ่งทั้งห่วงโซ่นี้ถูกหลอมรวมให้กลายเป็น “ประสบการณ์” ที่มีคุณภาพระดับสากล แต่มาในราคาที่สุดจะคุ้ม

JCI Standard: มาตรฐานทองคำที่สร้างความเชื่อมั่นระดับโลก

ความสำเร็จของ Medical Destination ไม่ได้วัดกันที่บริการอย่างเดียวแต่วัดกันที่มาตรฐานความปลอดภัยด้วย (Safety & Quality) ปัจจุบันไทยมีโรงพยาบาลถึง 62 แห่งที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน JCI (Joint Commission International) ซึ่งเป็นมาตรฐานสูงสุดที่ทั่วโลกให้การยอมรับ ซึ่งประเทศไทยมีจำนวนโรงพยาบาลมาตรฐาน JCI มากเป็น อันดับ 4 ของโลก และที่สำคัญคือ 52 แห่งในนั้นคือ “โรงพยาบาลเอกชน”

นี่คือหัวใจสำคัญครับ เพราะโรงพยาบาลเอกชนเหล่านี้ไม่ได้มีแค่เครื่องมือแพทย์ที่ล้ำสมัย แต่มี “International Connectivity” มีแผนกประสานงานผู้ป่วยต่างชาติโดยเฉพาะ มีล่ามภาษาหลักของคนไข้ นี่คือการออกแบบบริการที่ “เอาคนไข้เป็นศูนย์กลาง” (Patient-Centric Design) อย่างแท้จริง

Clinical Excellence & Technology Adoption: ความเก่งที่บวกด้วยวัฒนธรรม

เมื่อพูดถึงความพร้อมของบุคลากร แพทย์ไทยเรามีชื่อเสียงระดับโลกในหลายสาขาเฉพาะทาง ไม่ว่าจะเป็นศัลยกรรมความงามและการแปลงเพศ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านหัวใจ โรคกระดูก ทันตกรรม หรือแม้แต่การรักษาภาวะมีบุตรยาก (IVF)

ประเทศไทยเราอาจจะยังไม่ใช่ “ผู้ผลิต” เทคโนโลยีรายใหญ่ของโลก แต่เราคือ “Great Adopter” หรือผู้ที่นำเทคโนโลยีมาใช้งานได้อย่างยอดเยี่ยม โรงพยาบาลชั้นนำในกรุงเทพฯ ใช้เครื่องมือแพทย์และหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัดเทคโนโลยีเดียวกับโรงพยาบาลดีๆในสหรัฐฯ หรือสิงคโปร์ แต่สิ่งที่ทำให้เราต่างออกไปคือ “The Human Touch”

เราผสานเทคโนโลยีกับวัฒนธรรมการบริการที่อบอุ่นตามแบบฉบับคนไทย การออกแบบบริการให้เข้ากับบริบทของผู้ป่วย (Personalized Service) ทำให้คนไข้ต่างชาติรู้สึกว่าเขาได้รับการดูแลแบบ “คนในครอบครัว” นี่คือจุดที่เราทำให้ไทยเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวาง

Competitive Pricing: ของดี เข้าถึงง่าย ราคาย่อมเยา

เมื่อเราพูดถึงชัยชนะของไทย เราจะข้ามเรื่อง “ราคา” ไปไม่ได้เลย ในหลายๆประเทศ การผ่าตัดใหญ่ครั้งหนึ่งอาจทำให้คนไข้ต้องล้มละลายหรือต้องรอคิว นานเป็นปีๆ แต่ที่ประเทศไทย คนไข้สามารถเข้าถึงการรักษาในระดับมาตรฐานชั้นนำ แต่มีค่ารักษาที่มักถูกกว่าประเทศพัฒนาแล้วถึง 30–70% ในเชิงเศรษฐศาสตร์สุขภาพ นี่คือ Arbitrage ที่คนไข้ใช้ส่วนต่างของค่าครองชีพมาแลกกับคุณภาพการรักษาที่ดีกว่าระดับปกติที่เขาจะได้รับ

ระบบนิเวศที่เชื่อมต่อการแพทย์และการท่องเที่ยวอย่างไร้รอยต่อ (Seamless Ecosystem)

หมัดเด็ดที่ทำให้ไทยชนะในยกนี้ คือการเป็นประเทศที่ “ผสานการรักษากับการท่องเที่ยวได้เด่นที่สุด” บริการนักท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ของเราไม่ได้อยู่ในแค่รั้วโรงพยาบาล แต่มันเริ่มตั้งแต่:

  • Connectivity: การเดินทางที่มีเที่ยวบินตรงจากทั่วโลก และการรับส่งในประเทศ
  • Policy Support: นโยบายวีซ่าเพื่อการแพทย์ที่อำนวยความสะดวกอย่างชัดเจน
  • Service Synergies: โรงพยาบาลดีลกับโรงแรมหรือเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์เพื่อการพักฟื้นแบบ 5 ดาว
  • Wellness Extension: การมีโปรแกรมดูแลสุขภาพ ชะลอวัย (Anti-Aging) สปาการแพทย์ และโภชนาการที่ออกแบบมาเฉพาะบุคคล

ประเทศไทยสามารถ “ประกอบแพ็กเกจบริการ” (Service Bundling) ให้ยืดหยุ่นและเข้าถึงง่าย จนทำให้คนไข้มักจะพาครอบครัวมาด้วยในลักษณะ “Medical-Wellness + Leisure” ซึ่งสร้าง Multiplier Effect ให้กับเศรษฐกิจมหาศาล

Quick Big Win: จาก Medical สู่ Wellness Tourism

เมื่อเทรนด์ของโลกขยับตัวจาก “การรักษาเมื่อป่วย” (Cure) ไปสู่ “การป้องกันก่อนจะป่วย” (Prevention) ข้อมูลจาก Global Wellness Institute ประเมินขนาดตลาด Wellness Tourism ในปี 2024 อยู่ที่ USD 894 พันล้าน และคาดการณ์การเติบโตต่อปีที่ 9.1% ใน 5 ปีข้างหน้า นี่เป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นของประเทศไทย

Global Market Size and Growth Projections, 2017 -2029

ด้วยจุดแข็งที่เรามีอยู่แล้ว ตลาด Wellness จะเป็นโอกาสการเติบโตที่เรามีความพร้อมในการเข้าสมรภูมิเร็วที่สุด ในปัจจุบัน Wellness Tourism ของไทยด้รับการยอมรับโดย Global Wellness Institute จัดให้เราอยู่อันดับ 15 ของโลก ภาคเอกชนเริ่มขยับจากแค่การเป็นโรงพยาบาล ไปสู่การเป็น Wellness & Longevity Center เราเริ่มเห็นการลงทุนใน Wellness Resort เห็นการให้บริการตรวจสุขภาพเชิงลึก (Deep Screening) การตรวจระดับ DNA ไปจนถึงการใช้เวชศาสตร์ชะลอวัย Wellness Tourism จะเป็นตลาดที่กว้างกว่า มูลค่าสูงกว่าและมีอัตราการ “ซื้อซ้ำ” หรือกลับมารับบริการต่อเนื่องบ่อยกว่ากลุ่มคนป่วยทั่วไป

เราไม่สามารถชนะสงครามในอนาคตด้วยอาวุธจากอดีต

แม้ Wellness Tourism จะเป็นแสงสว่างที่เห็นได้ในอนาคตอันใกล้ แต่เราคงต้องมองความจริงอีกด้านบ้าง

วันนี้เราชนะด้วยรอยยิ้ม เราชนะด้วยความคุ้มค่า และเราชนะด้วยการบริการที่ยอดเยี่ยม แต่ในวันที่คู่แข่งอย่างสิงคโปร์ เกาหลีใต้ หรือแม้แต่เวียดนามเริ่มขยับขึ้นมาไล่กวดเราในด้านบริการ และถ้าเขาสามารถนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มา Disrupt เราได้ก่อน… “รอยยิ้ม” อย่างเดียวคงไม่พอ

นอกจาก Wellness แล้วโลกของ Medical Tourism ก็ยังมีเทรนด์ใหม่เกิดขึ้นอีกมากมายที่เราต้องใช้ความพยายามมากกว่าที่จะตามให้ทัน ในบทต่อไปของซีรีส์นี้จะพาไปสำรวจความท้าทายนี้ เพราะความสำเร็จที่ยั่งยืน… ไม่ได้วัดกันที่ว่าวันนี้เราเก่งแค่ไหน แต่วัดกันที่ว่าเราจะก้าวไปในอนาคตอย่างไร