กระทรวงการท่องเที่ยวฯ เล็งเก็บ “ภาษีท่องเที่ยว” หรือที่เรารู้จักกันมานานในนาม “ค่าเหยียบแผ่นดิน” เร่งศึกษาก่อนชงเข้า ครม. ภายในมกราคม 2568 และเริ่มเก็บหลัง ครม.ไฟเขียว 6 เดือน พร้อมส่องราคาและวัตถุประสงค์ที่หลายประเทศเรียกเก็บ
จากการเปิดเผยล่าสุดของนายสรวงศ์ เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ระบุว่า จะเสนอการจัดเก็บภาษีท่องเที่ยว (Traveling Tax) จากนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทยเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาภายในเดือนมกราคม 2568 และจะมีประกาศบังคับใช้ในอีก 6 เดือนหลังผ่าน ครม. ซึ่งจะเรียกเก็บในราคา 150-300 บาทต่อคน และอาจเก็บในอัตราเดียวกันทั้งการเดินทางประเภททางบก ทางเรือ และทางอากาศ
ซึ่งรายงานข่าวจากกระทรวงการท่องเที่ยวฯ ระบุว่า ตอนนี้กำลังเร่งเตรียมความพร้อมด้านต่าง ๆ
- การจัดการระบบ Outsource โดยผู้เชี่ยวชาญ
- เปิดประมูลบริษัทประกันที่จะมาดำเนินการประกันภัยให้กับนักท่องเที่ยว ในกรณีเสียชีวิตวงเงิน 1 ล้านบาท และกรณีบาดเจ็บวงเงิน 5 แสนบาท ซึ่งจะเป็นเงินที่เพิ่มให้จากวงเงินประกันนักท่องเที่ยวทำเองอยู่แล้ว ส่วนในกรณีขาดเหลือสามารถเบิกเพิ่มจากกองทุนนี้ได้ โดยประกันที่จัดเก็บจากภาษีนักท่องเที่ยวจะครอบคลุมการเดินทางไม่เกิน 30 วัน
นอกจากนี้ยังมีข้อเสนอแนะเพิ่มเติมคือ การจัดเก็บภาษีท่องเที่ยว 2 อัตรา สำหรับทางบก ทางน้ำ และทางอากาศตามมติ ครม.เดิม แต่อาจพิจารณาให้จัดเก็บในอัตราเดียวกันในมติของรัฐบาลชุดใหม่ เพื่อป้องกันการเลือกปฏิบัติ
ซึ่งแผนการเรียกเก็บภาษีประเภทนี้ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้น เนื่องจากประเทศไทยมีแผนจะเรียกเก็บตั้งแต่ปี 2565 โดยมีจุดประสงค์ที่จะนำเงินจำนวนนี้ไปใส่ในกองทุนเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวแห่งชาติ และมีการตั้งขึ้นตาม พ.ร.บ.นโยบายการท่องเที่ยวแห่งชาติ พ.ศ. 2562
“ประชาชาติธุรกิจ” พาไปรู้จักคำว่าภาษีท่องเที่ยว และราคาค่าธรรมเนียมที่ต่างประเทศเรียกเก็บ
ภาษีนักท่องเที่ยว หรือที่เรียกติดปากกันว่า ค่าเหยียบแผ่นดิน คือ ค่าธรรมเนียมการท่องเที่ยวที่เรียกเก็บจากนักท่องเที่ยวต่างชาติเมื่อเดินทางเข้ามาสู่ประเทศไทยทั้งทางบก ทางน้ำ และทางอากาศ ในประเทศไทยยังไม่มีการจัดเก็บอย่างจริงจัง
แต่สำหรับภาษีท่องเที่ยวของต่างประเทศถูกนำมาใช้นานแล้ว โดยเฉพาะรัฐหรือเมืองที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวหลัก ซึ่งมีเป้าหมายที่คล้ายคลึงกัน คือ เพื่อนำเงินจำนวนนั้นมาพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว รักษาสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ รวมถึงพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการท่องเที่ยวของประเทศ
ขณะที่ประเทศไทยมีวัตถุประสงค์เพื่อนำเงินร้อยละ 50 เข้ากองทุนส่งเสริมการท่องเที่ยว และจำนวนร้อยละ 20 เพื่อซื้อประกันภัยสำหรับนักท่องเที่ยว โดยมีระยะเวลาความคุ้มครอง 45 วัน และเงินที่เหลือจะถูกนำมาใช้จ่ายค่าจ้างบริษัทที่มาบริหารจัดการให้เกิดประสิทธิภาพ
ทั้งนี้ประเทศที่มีการเรียกเก็บภาษีท่องเที่ยว ได้แก่
เม็กซิโก :
- รัฐบาฮากาลิฟอร์เนียซูร์มีการเรียกเก็บภาษีนักท่องเที่ยวภาคบังคับ 25 ดอลลาร์หรือประมาณ 843 บาท ซึ่งเป็นค่าธรรมเนียมที่สมัครใจ เริ่มตั้งแต่เดือนตุลาคม
- รัฐกินตาโร เรียกเก็บภาษี 5 ดอลลาร์สำหรับผู้โดยสารที่เดินทางโดยเรือสำราญ เริ่มในปี 2568 และภาษีนักท่องเที่ยวที่มีอายุ 4 ปีขึ้นไปมีการเรียกเก็บอยู่ที่ 10-11 ดอลลาร์ต่อคน
อินโดนีเซีย : เมืองบาหลีเรียกเก็บภาษีนักท่องเที่ยวขาเข้าใหม่ทั้งหมดจำนวน 150,000 รูเปียห์ หรือประมาณ 321 บาท รวมถึงพื้นที่โดยรอบด้วย และนำไปใช้กับทุก ๆ ด้านของการเดินทาง (ทางบก เรือ หรือทางอากาศ)
เกาะอารูบา : เรียกเก็บค่าธรรมเนียม 20 ดอลลาร์หรือประมาณ 674 บาท สำหรับนักท่องเที่ยวอายุ 8 ปีขึ้นไป โดยจะนำเงินที่ได้ไปใช้พัฒนาโรงบำบัดน้ำเสียและโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่ เพื่อรองรับความต้องการในอนาคต
สเปน : เมืองบาร์เซโลนามีการเรียกเก็บภาษีล่องเรือ 7 ยูโรหรือประมาณ 255 บาท ภาษีนักท่องเที่ยวมีการเรียกเก็บตั้งแต่ปี 2555 จำนวน 4 ยูโรหรือประมาณ 145 บาท สำหรับผู้มาเยือน นอกจากนี้ยังมีภาษีนักท่องเที่ยวในภูมิภาคโดยเรียกเก็บเงินจากการเข้าพักในโรงแรม
สกอตแลนด์ : มีการเรียกเก็บภาษีท่องเที่ยวในเมืองหลวงอย่างเอดินบะระจำนวน 5% และมีผลบังคับใช้ในปี 2569 โดยจะปรากฏอยู่ในค่าเข้าพักโรงแรม อาหารเช้า โฮสเทล และการเช่าบ้านพัก Airbnb
เกาะกาลาปากอส : มีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมเพิ่มขึ้น 2 เท่าเป็น 200 ดอลลาร์หรือประมาณ 6,747 บาท และลดค่าธรรมเนียมสำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 12 ปี
กรีซ : มีการเรียกเก็บภาษีสภาพภูมิอากาศใหม่สำหรับนักท่องเที่ยวเพื่อใช้สนับสนุนโครงการฟื้นฟูภัยพิบัติในประเทศ โดยเรียกเก็บจากค่าเข้าพักทุกประเภทราคาตั้งแต่ 50 เซนต์ถึง 4 ยูโรต่อคืน คิดเป็นเงินไทยประมาณ 18-153 บาท
โปรตุเกส : เพิ่งมีการอนุมัติการเรียกเก็บภาษีนักท่องเที่ยวซึ่งมีผลบังคับใช้ไปเมื่อกันยายนที่ผ่านมา นักท่องเที่ยวต้องจ่ายค่าธรรมเนียม 4 ยูโรหรือประมาณ 145 บาท (จาก 2 ยูโร) ขณะเดียวกันมีการเรียกเก็บภาษีเรือสำราญเพิ่มขึ้นจาก 1 ยูโร เป็น 2 ยูโร หรือประมาณ 72 บาท
นิวซีแลนด์ : มีการเก็บค่าธรรมเนียมเรือสำราญ 21.54 ดอลลาร์นิวซีแลนด์หรือประมาณ 434 บาท สูงขึ้นถึง 88% ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคมเป็นต้นไป ค่าธรรมเนียมการดำเนินการต่อผู้โดยสารเรือสำราญจะเปลี่ยนจาก 11.48 ดอลลาร์นิวซีแลนด์ ถึง 21.54 ดอลลาร์นิวซีแลนด์
สหราชอาณาจักร : มีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมวีซ่า ETA ตั้งแต่วันที่ 8 มกราคม 2568 ของชาวอเมริกันและแคนาดามีราคา 10 ปอนด์
สหรัฐอเมริกา : เกาะเวอร์จินมีการเรียกเก็บภาษีเรือสำราญเป็นจำนวน 5 ดอลลาร์หรือประมาณ 168 บาท สำหรับ Royal Caribbean Group ทั้งหมดที่เทียบท่าที่ท่าเรือ
อิตาลี : มีการเรียกเก็บภาษีเดินทางแบบไปเช้า-เย็นกลับจำนวน 5 ยูโร หรือประมาณ 182 บาท ตั้งแต่เดือนเมษายนถึงกรกฎาคม 2024
ญี่ปุ่น : มีการเรียกเก็บภาษีท่องเที่ยวที่เรียกว่า Sayonara Tax ตั้งแต่มกราคม 2562 ราคา 1,000 เยน หรือประมาณ 290 บาท รวมไว้กับค่าโดยสารเครื่องบินและค่าโดยสารทางเรือของผู้โดยสารต่างชาติทุกคนเมื่อจองตั๋ว โดยไม่คำนึงถึงสัญชาติ
ภูฏาน : มีการเรียกเก็บภาษีท่องเที่ยว 2 ช่วง ได้แก่
- 250 ดอลลาร์สหรัฐ/คืน หรือประมาณ 8,300 บาท ตั้งแต่เดือนมีนาคม-พฤษภาคม
และเดือนกันยายน-พฤศจิกายน - 200 ดอลลาร์สหรัฐ/คืน หรือประมาณ 6,640 บาท ตั้งแต่เดือนธันวาคม-กุมภาพันธ์ และมิถุนายน-สิงหาคม
มาเลเซีย : เรียกเก็บ 2.45 ดอลลาร์สหรัฐหรือประมาณ 82 บาท
ขอบคุณข้อมูลจาก travelmarketreport