รธน.ใน “นิติสงคราม” กลับมาที่ “รายมาตรา”
หาทางออกหลัง “ทางตัน”
การยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่เจอทางตัน อาจจะทำไม่ทันในวาระของรัฐบาลที่เหลืออยู่ 3 ปี
อีกทางเลือกที่รัฐบาลพรรคเพื่อไทยกำลังคิดกันอยู่ คือการขอแก้ไขแบบ “รายมาตรา”
หลายคนอาจนึกถึงคำ Deja Vu หรือเป็นภาพคุ้น ๆ ว่าเคยเกิดมาแล้ว หลังเลือกตั้งปี 2562 ที่เต็มไปด้วยความวุ่นวายในการประกาศผลเลือกตั้ง การคำนวณ สส.บัญชีรายชื่อ ฯลฯ
เรียกว่าเปิดตำราคณิตศาสตร์ นับกันไปคนละทิศคนละทาง นักข่าวสอบถาม กกต. ว่าทำไมล่าช้า ได้คำตอบว่าไม่มีเครื่องคิดเลข
กว่าจะประกาศผล รับรองผล จัดตั้งรัฐบาล ใช้เวลานับเดือน
ทำให้เกิดกระแสแรง เสนอให้แก้รัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อยกเครื่อง “กกต.” เสียใหม่
หลังเลือกตั้ง มีการตั้งแท่นเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ ทั้งยกร่างทั้งฉบับ และรายมาตรา
เสนอเข้าที่ประชุมรัฐสภา สว.ซึ่งเป็นชุด 250 คน ถูกตีตกหมด
ผ่านมาได้ เฉพาะการแก้ไขรายมาตรา ให้มีบัตรเลือกตั้ง 2 ใบ แยกกันระหว่าง สส.เขตกับบัญชีรายชื่อ
ไม่อย่างนั้นเลือกตั้ง 2566 อาจจะฉายหนังซ้ำ เรื่องติดหล่มการนับ สส.ปาร์ตี้ลิสต์อีกก็ได้
รื้อรัฐธรรมนูญ
หรับการแก้ไขรัฐธรรมนูญแบบยกร่างใหม่ทั้งฉบับ ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยไว้ว่า ให้ทำประชามติก่อน และเข้าใจกันว่าต้องทำถึง 3 รอบ
1.คือก่อนเสนอแก้ไขมาตรา 256 นำไปสู่การแก้ไขทั้งฉบับ 2.หลังแก้ไข มาตรา 256 3.หลังร่างรัฐธรรมนูญใหม่ผ่านความเห็นชอบ
การทำประชามติจึงเป็นเรื่องสำคัญขึ้นมา เพราะ พ.ร.บ.การออกเสียงประชามติกำหนดให้ใช้ระบบเสียงข้างมาก 2 ขั้น คือจำนวนผู้มาใช้สิทธิลงประชามติต้องเกิน 50% และผู้ลงมติที่จะถือเป็นประชามติต้องเกิน 50%
จึงเกิดการแก้ไขให้ใช้ระบบชั้นเดียว คือใช้เสียงข้างมากของผู้มาลงประชามติ ถือเป็นประชามติร่าง พ.ร.บ.นี้ผ่านสภาผู้แทนฯ แต่ สว.ชุดใหม่โหวตเปลี่ยนกลับไปใช้ระบบสองชั้น กลายเป็นเรื่องวุ่น ๆ ขึ้นมา เพราะกระบวนการที่สภาผู้แทนฯ จะยืนยันให้ใช้ระบบชั้นเดียวอาจต้องใช้เวลาถึงครึ่งปี
ทำให้โปรแกรมของรัฐบาลที่วางไว้ ว่าจะให้ลงประชามติพร้อมกับการเลือก อปท. ต้นปี 2568 ต้องล้มไป
แก้ไขรายมาตราก็ต้อง “ประชามติ”
ฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 256 (8) กำหนดว่า หากแก้ไขรัฐธรรมนูญ หมวด 1 บททั่วไป หมวด 2 พระมหากษัตริย์ หรือหมวด 15 การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ หรือเรื่องที่เกี่ยวกับคุณสมบัติ หรือลักษณะต้องห้ามของผู้ดำรงตำแหน่งต่าง ๆ ตามรัฐธรรมนูญ หรือที่เกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของศาล หรือองค์กรอิสระ หรือเรื่องที่ทำให้ศาลหรือองค์กรอิสระไม่อาจปฏิบัติตามหน้าที่หรืออำนาจได้
ให้จัดให้มีการออกเสียงประชามติ หลังรัฐสภาเห็นชอบร่างแก้ไขในวาระ 3 ก่อนนำขึ้นทูลเกล้าฯ
ตอกย้ำอีกครั้งว่า “ประชามติ” กลายเป็นเรื่องที่มีเดิมพันสูงในทางการเมือง
บทบัญญัติ ม.256 มีขึ้นเพื่อปกป้องผู้ดำรงตำแหน่งต่าง ๆ ตามรัฐธรรมนูญ ศาล และองค์กรอิสระ สะท้อนแนวคิดของผู้ยกร่างรัฐธรรมนูญ
ซึ่งรู้ดีอยู่แล้ว ที่มาและอำนาจขององค์กรอิสระ เป็นเรื่องที่ฝ่ายการเมืองมีข้อสังเกตเชิงไม่เห็นด้วยมากที่สุด
หากต้องการแก้ไขรายมาตรา ก็ยังต้องมานั่งพิจารณาว่า ประเด็นที่จะแก้ไขเข้าข่ายตามมาตรา 256 (8) แค่ไหน อย่างไร
การแก้ไขรายมาตราอาจจะเป็นทางออก หรือทางเลือก หากการยกร่างทั้งฉบับเกิดติดขัด ไม่ผ่านด่านข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
แต่เส้นทางการแก้ไขน่าจะวิบากอยู่ไม่น้อย
เพราะเส้นทางนี้จะพาดผ่านเข้าไปในใจกลางของ “นิติสงคราม”
อันเป็นสงครามที่ฝ่ายการเมืองหาชัยชนะไม่ค่อยเจอ