รัฐบาลพรรคแรงงานของอังกฤษเอาจริง เพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำในสหราชอาณาจักรอีก 6.7% ให้แซงอัตราเงินเฟ้อ อย่างไรก็ตาม ธนาคารอังกฤษและภาคอุตสาหกรรมต่างแสดงความกังวลว่าการขึ้นค่าจ้างจะทำให้อัตราเงินเฟ้อและอัตราว่างงานสูงขึ้น
บลูมเบิร์ก (Bloomberg) รายงานว่า ค่าจ้างขั้นต่ำของสหราชอาณาจักรจะเพิ่มขึ้น 6.7% ปีหน้า เป็นการเพิ่มในอัตราที่มากกว่าอัตราเงินเฟ้อ ซึ่งช่วยให้ราเชล รีฟส์ (Rachel Reeves) รัฐมนตรีคลังอังกฤษอ้างในแผนงบประมาณฤดูใบไม้ร่วงที่ออกวันที่ 30 ตุลาคมนี้ได้ ว่ารัฐบาลกำลังปกป้องคนทำงาน อย่างไรก็ตาม ค่าจ้างที่เพิ่มขึ้นอาจสร้างความยุ่งยากต่อการจัดการเงินเฟ้อของธนาคารกลางอังกฤษ (Bank of England)
จากรายงานของกระทรวงการคลังอังกฤษในวันที่ 29 ตุลาคม ค่าจ้างขั้นต่ำจะเพิ่มจาก 11.44 ปอนด์ต่อชั่วโมง (ราว 502 บาท) เป็น 12.21 ปอนด์ต่อชั่วโมง (ราว 535 บาท) ซึ่งเทียบเท่าฐานเงินเดือนเพิ่มขึ้น 1,400 ปอนด์ต่อปี (ราว 61,450 บาท) สำหรับพนักงานประจำ โดยจะมีผลบังคับใช้ในเดือนเมษายน 2025
นอกจากนี้ ยังปรับค่าจ้างขั้นต่ำสำหรับคนทำงานอายุ 18 ถึง 20 ปีเพิ่มขึ้นอีกด้วย จาก 8.60 ปอนด์ต่อชั่วโมง (ราว 377 บาท) เป็น 10 ปอนด์ต่อชั่วโมง (ราว 439 บาท) นับเป็นการเพิ่มขึ้นมากสุดเป็นประวัติการณ์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนที่พรรคแรงงานต้องการปรับอัตราค่าจ้างของผู้ใหญ่ให้มีอัตราเดียว และจะทำให้แรงงานอายุน้อยมีรายได้เพิ่มขึ้น 2,500 ปอนด์
รีฟส์กล่าวไว้ในแถลงการณ์ว่า รัฐบาลพรรคแรงงานให้คำสัญญาว่าจะมอบค่าจ้างเพื่อชีวิต (Living Wage) ให้กับคนทำงาน ซึ่งการเพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำในครั้งนี้เป็นย่างก้าวสำคัญต่อการมอบคำสัญญาดังกล่าว
ผลจากการปรับเพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำครั้งนี้จะทำให้แรงงานกว่า 3 ล้านคนมีค่าแรงสูงกว่าอัตราเงินเฟ้ออีกครั้ง ซึ่งนักเศรษฐศาสตร์จากบลูมเบิร์ก อีโคโนมิกส์ (Bloomberg Economics) คาดว่าอัตราเงินเฟ้อในปีงบประมาณปัจจุบันและ 2025-26 จะอยู่ที่ราว ๆ 2% ขณะที่อัตราการเติบโตของค่าจ้างจะชะลอลงต่ำกว่า 5% ในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงสิงหาคม ขณะที่ปีต่อไปค่าจ้างของภาครัฐจะเพิ่มขึ้นระหว่าง 4.5% ถึง 6.5%
ไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ราเชล รีฟส์ รัฐมนตรีคลัง และเคียร์ สตาร์เมอร์ (Keir Starmer) นายกรัฐมนตรีอังกฤษ ชี้ว่าความสำคัญหลักของงบประมาณฤดูใบไม้ร่วงคือการช่วย “คนทำงาน” ที่กังวลเกี่ยวกับปัญหาปากท้อง
แม้ว่าความเคลื่อนไหวดังกล่าวจะช่วยให้ผู้มีรายได้ต่ำสามารถรับมือกับวิกฤตค่าครองชีพจากราคาอาหารและพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นได้ แต่ก็อาจทำให้ภาคธุรกิจต้องรับมือกับค่าจ้างและการจ่ายเงินสมทบประกันสังคมที่สูงขึ้น
นอกจากนี้ ธนาคารกลางอังกฤษยังมองถึงความเสี่ยงอื่น ๆ เช่น ปัญหาขาดแคลนแรงงานในภาคส่วนที่ใช้แรงงานทักษะต่ำ และเร่งให้แรงกดดันด้านเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นอย่างยาวนาน แม้ว่าอัตราดอกเบี้ยจะอยู่ในระดับสูง ในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ผู้เชี่ยวชาญหลายคนออกมาเตือนว่า แผนการเพิ่มค่าแรงของพรรคแรงงานอาจส่งผลกระทบสำคัญต่อทั้งอัตราเงินเฟ้อและอัตราการว่างงาน
จอห์น ฟอสเตอร์ (John Foster) หัวหน้าฝ่ายนโยบายและการรณรงค์ของสมาพันธ์อุตสาหกรรมอังกฤษ (CBI) กล่าวว่า ด้วยผลิตภาพ (productivity) ที่หยุดนิ่ง บรรดาภาคธุรกิจต่างต้องรับมือกับความท้าทายของภาวะเศรษฐกิจและแรงกดดันต่อผลกำไรสุทธิที่เพิ่มขึ้น การลงทุนในเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่จำเป็นต่อการเพิ่มผลิตภาพและช่วยให้เพิ่มค่าจ้างได้อย่างยั่งยืนจึงยากขึ้นตามไปด้วย
จากการรายงานของบลูมเบิร์กก่อนหน้านี้ ในวันที่ 29 ตุลาคม โดยอิงตัวเลขล่าสุดจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ (ONS) พบว่าแรงงานอังกฤษที่ทำงานค่าจ้างต่ำมีสัดส่วนน้อยลงต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 3.4% ลดลงจากระดับ 21.3% ในปี 2014 เป็นผลมาจากค่าจ้างขั้นต่ำที่เพิ่มสูงขึ้น
อย่างไรก็ตาม แม้แรงงานค่าจ้างต่ำจะมีน้อยลง แต่อัตราเงินเฟ้อยังคงส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพอยู่ดี อัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้นในช่วงปีหลัง ๆ มานี้ ซ้ำเติมความเดือดร้อนที่ประชาชนเผชิญมาก่อนหน้านี้จากการตัดงบประมาณระบบสวัสดิการตั้งแต่ปี 2010 ส่งผลให้จำนวนการใช้บริการธนาคารอาหารเพิ่มขึ้นอย่างมากเป็น 3.1 ล้านครั้งตลอดช่วงเวลาดังกล่าว จาก 60,000 ครั้ง ในช่วงก่อนตัดงบประมาณสวัสดิการ
ในขณะเดียวกัน สัดส่วนของแรงงานที่ได้ค่าจ้างสูงก็ลดลงด้วย บ่งชี้ถึงการเปลี่ยนระดับรายได้ไปสู่ระดับปานกลาง นอกจากนี้ ช่องว่างค่าจ้างระหว่างเพศลดลงเหลือ 7% สะท้อนถึงความเท่าเทียมของค่าจ้างที่ก้าวหน้าขึ้น