Skip to content

กรุงไทย ชี้เป้า 9 กองทุนเด่น หลังประกาศผลเลือกตั้งสหรัฐ

31 ต.ค. 2567 | 14:08น.
กรุงไทย ชี้เป้า 9 กองทุนเด่น หลังประกาศผลเลือกตั้งสหรัฐ

บลจ.กรุงไทย ชี้เป้า 9 กองทุนเด่น หลังประกาศผลการเลือกตั้งสหรัฐ คาดจะได้ประโยชน์จากนโยบาย ‘ทรัมป์-แฮร์ริส’

นางชวินดา หาญรัตนกูล กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) กรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTAM เปิดเผยว่า ขณะนี้ทั่วโลกต่างจับตาผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐในวันที่ 5 พ.ย. 2567 ระหว่างโดนัลด์ ทรัมป์ และคามาลา แฮร์ริส ซึ่งมีคะแนนเสียงค่อนข้างใกล้เคียงกัน อย่างไรก็ตาม จากนโยบายการหาเสียงที่ต่างกัน จึงส่งผลอย่างมีนัยยะต่อทิศทางการลงทุนในอนาคตอย่างชัดเจน โดย KTAM ได้มีมุมมองหลังการประกาศผลการเลือกตั้งทั้ง 2 กรณีดังนี้

จากนโยบายที่โดดเด่นในการหาเสียงของ โดนัลด์ ทรัมป์ อาทิ การสนับสนุนให้ผู้ผลิตน้ำมันของสหรัฐเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมัน การลดภาษีนิติบุคคลในสหรัฐลงจาก 21% เหลือเพียง 15% ซึ่งจะส่งผลดีต่อกำไรต่อหุ้น (EPS) ของบริษัทจดทะเบียนในสหรัฐ

การเพิ่มภาษีสินค้านำเข้าจากจีนเป็น 60% และจากประเทศอื่น ๆ เป็น 10% เพื่อให้บริษัทต่าง ๆ หันมาลงทุนในสหรัฐมากขึ้น รวมไปถึงท่าทีที่แข็งกร้าวกับจีน อาจทำให้การส่งออกสินค้าของจีนเผชิญความลำบากมากขึ้น ซึ่งอาจส่งผลดีต่อบริษัทในญี่ปุ่นให้ก้าวเข้ามาค้าขายแทนจีนได้

อีกทั้งการมุ่งเน้นการเติบโตของสหรัฐ ทำให้หลายฝ่ายกังวลว่าเงินเฟ้อของสหรัฐจะเพิ่มสูงขึ้น โดยธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) อาจจะลดดอกเบี้ยไม่ได้ตามคาด ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้น ส่งผลให้ค่าเงินเยนอ่อนค่าลง ซึ่งดีต่อบริษัทในญี่ปุ่นด้วย จึงมองว่าหากทรัมป์ชนะการเลือกตั้ง กองทุนที่คาดว่าจะได้ประโยชน์จากนโยบายดังกล่าว ได้แก่

1.KT-ENERGY (ความเสี่ยงระดับ 7) เน้นลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุน BGF World Energy Fund (กองทุนหลัก) ซึ่งเน้นลงทุนในหุ้นของบริษัทชั้นนำทั่วโลก ซึ่งมีธุรกิจหลักในการสำรวจ พัฒนา ผลิต และจัดจำหน่ายพลังงาน นอกจากนั้น กองทุนยังอาจลงทุนในบริษัทที่มุ่งเน้นการพัฒนาและใช้ประโยชน์จากพลังงานทดแทน

2.KT-US (ความเสี่ยงระดับ 6) เน้นลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุน AB American Growth Portfolio (กองทุนหลัก) ซึ่งเน้นลงทุนในหุ้นของบริษัทในสหรัฐที่มีขนาดใหญ่ มีแนวโน้มในการเติบโตดี มีคุณภาพสูง

3.KT-Finance (ความเสี่ยงระดับ 7) เน้นลงทุนใน Fidelity Funds-Global Financial Services Fund (กองทุนหลัก) ซึ่งเน้นลงทุนในหุ้นทุนทั่วโลกของบริษัทที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการด้านการเงินแก่ผู้บริโภคและภาคอุตสาหกรรมเป็นหลัก

4.KT-JPFUND (ความเสี่ยงระดับ 6) เน้นลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุน iShares Core Nikkei 225 ETF (กองทุนหลัก) โดยกองทุนหลักเน้นลงทุนในตราสารทุนที่เป็นส่วนประกอบของดัชนีนิกเคอิ 225 ในสัดส่วนเดียวกับจำนวนหุ้นในดัชนีนิคเคอิ 225

นอกจากนี้ ยังมีกองทุนที่น่าสนใจจากการที่ทรัมป์ต้องการให้สหรัฐเป็น “Crypto Capital of the Planet” ได้แก่ KT-Blockchain (ความเสี่ยงระดับ 6) ซึ่งจะลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนรวมต่างประเทศ อาทิ หน่วย CIS และ/หรือกองทุนรวมอีทีเอฟ (กองทุนปลายทาง) ตั้งแต่ 2 กองทุนขึ้นไป ที่มีกลยุทธ์เน้นลงทุนในบริษัทสินทรัพย์ดิจิทัล (Digital Assets Companies) และ/หรือบริษัทที่ดำเนินธุรกิจและ/หรือมีความเกี่ยวข้องกับระบบสินทรัพย์ดิจิทัล และ/หรือเทคโนโลยีบล็อกเชน

ในขณะที่นโยบายการหาเสียงของแฮร์ริส มีนโยบายที่โดดเด่นคือ การกระจายรายได้ที่ดีขึ้น โดยจะมีการลดภาษีให้ธุรกิจขนาดเล็กรวมถึงคนชั้นกลาง และสนับสนุนสวัสดิการด้านต่าง ๆ โดยเฉพาะด้านการศึกษา พร้อมทั้งเพิ่มรายได้รัฐ โดยการเพิ่มภาษีนิติบุคคลในสหรัฐเป็น 28% จาก 21% และอาจมีการเพิ่มภาษี “คนรวย” อีกด้วย

นอกจากนี้ ยังสนับสนุนการใช้พลังงานสะอาด และเน้นการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน โดยกองทุนที่คาดว่าจะได้ประโยชน์หากแฮร์ริสชนะการเลือกตั้ง ได้แก่

1.KT-GREEN (ความเสี่ยงระดับ 6) เน้นลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุน Schroder International Selection Fund Global Energy Transition (กองทุนหลัก) โดยมีเป้าหมายที่จะสร้างผลตอบแทนจากการเติบโตของเงินลงทุนในหุ้นบริษัททั่วโลก ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการเปลี่ยนผ่านสู่การใช้พลังงานคาร์บอนต่ำ

2.KT-Technology (ความเสี่ยงระดับ 7) เน้นลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุน Fidelity Funds-Global Technology Fund (กองทุนหลัก) โดยเน้นลงทุนในหุ้นของบริษัททั่วโลก รวมถึงประเทศตลาดเกิดใหม่ที่มีการพัฒนา/หรือจะมีการพัฒนาด้านผลิตภัณฑ์ กระบวนการ หรือการให้บริการ หรือที่จะได้รับประโยชน์จากความก้าวหน้า หรือการพัฒนาเทคโนโลยี

3.KT-ASEAN (ความเสี่ยงระดับ 6) เน้นลงทุนใน JPMorgan Funds-ASEAN Equity Fund (กองทุนหลัก) โดยเน้นลงทุนในหุ้นของบริษัท (รวมถึงบริษัทที่มีทุนจดทะเบียนที่มีขนาดเล็กกว่า) ที่มีภูมิลำเนาอยู่ในหรือมีผลการดำเนินงานหลักของบริษัทมาจากประเทศที่เป็นสมาชิกในกลุ่มอาเซียน ซึ่งประเทศในกลุ่มอาเซียนบางประเทศอาจถูกพิจารณาให้เป็นประเทศตลาดเกิดใหม่

นอกจากนี้ ยังมีกองทุนที่น่าสนใจคือ KT-HiDiv (ความเสี่ยงระดับ 6) เน้นลงทุนในหุ้นที่จดทะเบียนใน SET ที่มีปัจจัยพื้นฐานดี มีประวัติการจ่ายปันผลที่ดี สม่ำเสมอ จากการที่คาดว่าแฮร์ริสอาจจะดำเนินนโยบายต่อเนื่องจากประธานาธิบดีไบเดน จึงส่งผลให้แนวโน้มเศรษฐกิจไทยยังอยู่ในขาฟื้นตัวตามวัฏจักร แม้ว่าจะมีปัญหาเชิงโครงสร้างที่ต้องได้รับแก้ไข แต่การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว มาตรการกระตุ้นต่าง ๆ ของภาครัฐ และความเชื่อมั่นต่อตลาดที่ค่อย ๆ ดีขึ้น น่าจะเป็นตัวผลักดันตลาดหุ้นไทยได้ในช่วงถัดไป

อย่างไรก็ตาม หากพรรคของประธานาธิบดีไม่ได้คุมเสียงข้างมากในทั้งสองสภา (Split Congress) จากการเลือกตั้งของ สส. และ สว. อาจทำให้การผลักดันนโยบายที่หาเสียงไว้ยากขึ้น

ผู้ที่สนใจสามารถสอบถามข้อมูลและขอรับหนังสือชี้ชวนได้ทุกวันทำการได้ที่ บลจ.กรุงไทย โทร. 0-2686-6100 กด 9 หรือธนาคารกรุงไทยและผู้สนับสนุนการขายหรือรับซื้อคืนหน่วยลงทุน (ถ้ามี) หรือศึกษารายละเอียดได้ที่ www.ktam.co.th สนใจเปิดบัญชีผ่านแอปพลิเคชั่น KTAM Smart Trade ได้ที่ https://bit.ly/KTSTSignIn

ปัจจัยความเสี่ยงของกองทุนที่สำคัญคือ ความเสี่ยงทางตลาด ความเสี่ยงจากการดำเนินงานของผู้ออกตราสาร ความเสี่ยงจากการขาดสภาพคล่องของหลักทรัพย์ ความเสี่ยงจากความสามารถในการชำระหนี้ของผู้ออกตราสาร ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยน ความเสี่ยงในเรื่องคู่สัญญาในการทำสัญญาป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ความเสี่ยงจากการทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้าเพื่อป้องกันความเสี่ยง ความเสี่ยงที่เกิดจากการย้ายการลงทุนไปกองทุนอื่น ความเสี่ยงที่เกิดจากการลงทุนในหลักทรัพย์เฉพาะกลุ่มธุรกิจ ความเสี่ยงของประเทศที่ลงทุน และความเสี่ยงจากข้อจำกัดการนำเงินลงทุนกลับประเทศ

คำเตือน กองทุนมีนโยบายป้องกันความเสี่ยงตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน (ยกเว้นกองทุน KT-HiDiv) ในกรณีที่กองทุนไม่ได้มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนทั้งจำนวน ผู้ลงทุนอาจจะขาดทุนหรือได้รับกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน หรือได้รับเงินคืนต่ำกว่าเงินลงทุนเริ่มแรกได้ ผู้ลงทุนต้องทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน