เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

บาทเคลื่อนไหวในกรอบแคบ ขณะที่ BOJ คงดอกเบี้ยระยะสั้นที่ 0.25%

31 ต.ค. 2567 | 19:25น.
เงินบาท

เงินบาท

เงินบาทเคลื่อนไหวในกรอบแคบ ขณะที่ BOJ คงอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นที่ 0.25% นักลงทุนรอดูตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐประจำเดือน ต.ค. รวมถึงผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐในสัปดาห์หน้า

ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพรายงานว่า สภาวะการเคลื่อนไหวตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันพฤหัสบดีที่ 31 ตุลาคม 2567 ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้านี้ (31/10) ที่ระดับ 33.79/80 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าจากระดับปิดตลดเมื่อวันพุธ (30/10) ที่ระดับ 33.68/69 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

โดยดัชนีดอลลาร์สหรัฐเมื่อเทียบกับตะกร้าสกุลเงินแกว่งตัวผันผวนในช่วงคืนวันพุธ (30/10) โดยนักลงทุนส่วนใหญ่ยังรอดูตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐประจำเดือน ต.ค. ที่ กระทรวงแรงงานสหรัฐจะรายงานออกมาในวันศุกร์ (1/11) และรอดูผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐในสัปดาห์หน้า (5/11)

ทั้งนี้เมื่อคืนที่ผ่านมา (30/10) ดอลลาร์สหรัฐ ได้รับแรงหนุนหลังบริษัท ADP รายงานว่า การจ้างงานภาคเอกชนของสหรัฐพุ่งขึ้น 233,000 ตำแหน่งในเดือน ต.ค. หลังจากปรับขึ้น 159,000 ตำแหน่งในเดือน ก.ย. โดยตัวเลขของเดือน ต.ค.อยู่สูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักเศรษฐศาสตร์ในโพลล์รอยเตอร์ที่ 114,000 ตำแหน่ง พร้อมทั้งเปิดเผยว่า ตัวเลขค่าจ้างเพิ่มขึ้น 4.6% ในเดือน ต.ค. เมื่อเทียบรายปี หลังจากเพิ่มขึ้น 4.7% ในเดือน ก.ย.

อย่างไรก็ตาม ดอลลาร์สหรัฐได้รับแรงกดดันหลังสำนักงานวิเคราะห์เศรษฐกิจ (BEA) ในกระทรวงพาณิชย์สหรัฐรายงานว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ของสหรัฐปรับขึ้น 2.8% ในไตรมาสสามเมื่อเทียบเป็นตัวเลขเต็มปี (annualized) ซึ่งต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักเศรษฐศาสตร์ในโพลล์รอยเตอร์ที่ระดับ 3.0% และชะลอตัวลงจากอัตราการเติบโตที่ 3.0% ในไตรมาสสอง

ทั้งนี้การอ่อนค่าของดอลลาร์สหรัฐและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐยังมีอยู่จำกัด หลังได้รับแรงหนุนจากการคาดการณ์ที่ว่า นายโดนัลด์ ทรัมป์ อาจจะชนะการเลือกตั้งชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐในวันที่ 5 พ.ย.

สำหรับปัจจัยในประเทศ เมื่อวานนี้ (30/10) มีรายงานเปิดเผยว่า ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) ในเดือนกันยายน 2567 อยู่ที่ระดับ 92.44 หดตัว 3.51% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่งผลให้ช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้ (ม.ค.-ก.ย. 67) หดตัวเฉลี่ย 1.75% โดยได้รับแรงกดดันจากยอดการผลิตยานยนต์ที่ปรับตัวลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 14 ต้นทุนพลังงานทรงตัวอยู่ในระดับสูง และปัญหาสินค้านำเข้าราคาถูกมีแนวโน้มเติบโตเพิ่มขึ้น

ระหว่างวันค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 33.65-33.81 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 33.76/77 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

สำหรับความเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโรเปิดตลาดเช้าวันนี้ (31/10) ที่ระดับ 1.0854/55 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร แข็งค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันพุธ (30/10) ที่ 1.0839/40 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร โดยค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวในเชิงแข็งค่าหลังจากที่เมื่อวานนี้ (30/10) สำนักงานสถิติแห่งชาติเยอรมนีเปิดเผยว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของเยอรมนี ขยายตัว 0.2% ในไตรมาสที่ 3/2567 เมื่อเทียบกับช่วงสามเดือนก่อนหน้า สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้

โดยการสำรวจของรอยเตอร์คาดการณ์ว่า GDP เยอรมนีจะหดตัว 0.1% ในไตรมาสที่ 3/2567 โดยได้รับแรงหนุนจากการใช้จ่ายของรัฐบาลและภาคครัวเรือน ซึ่งช่วยให้เศรษฐกิจเยอรมนีสามารถหลีกเลี่ยงภาวะถดถอยมาได้ โดยภาวะเศรษฐกิจถดถอยหมายถึงการที่ GDP หดตัวลงสองไตรมาสติดต่อกัน ทั้งนี้ เศรษฐกิจเยอรมนีหดตัว 0.3% ในไตรมาสที่ 2/2567 โดยระหว่างวันค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 1.0842-1.0863 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดที่ระดับ 1.0857/58 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร

สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยนเปิดตลาดเช้านี้ (31/10) ที่ระดับ 153.29/30 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันพุธ (30/10) ที่ 152.89/90 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ โดยธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ได้ปิดการประชุมนโยบายการเงินในวันนี้ (31/10) ด้วยการตัดสินใจที่จะคงอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นไว้ที่ 0.25% ท่ามกลางความไม่สงบทางการเมืองและความผันผวนของตลาด

โดยธนาคารกลางได้ส่งสัญญาณถึงจุดยืนที่จะระมัดระวังต่อการเปลี่ยนแปลงในโครงการกระตุ้นทางการเงิน เนื่องจากการสูญเสียเสียงข้างมากในรัฐสภาหลังการเลือกตั้งได้จุดประกายความกังวลเกี่ยวกับความขัดแย้งทางนโยบายที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งทำให้โอกาสในการขึ้นอัตราดอกเบี้ยในอนาคตซับซ้อนขึ้น โดยนักวิเคราะห์แนะนำว่า BOJ มีแนวโน้มที่จะหลีกเลี่ยงการเคลื่อนไหวเชิงรุกในการเพิ่มเงินกู้ยืมของญี่ปุ่นเนื่องจากไม่มีแรงกดดันด้านเงินเฟ้ออย่างมีนัยสำคัญและการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่ละเอียดอ่อนของญี่ปุ่น

การคงอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวเป็นไปตามที่ตลาดคาดการณ์ไว้ และ BOJ ได้คงคาดการณ์ว่า อัตราเงินเฟ้อจะทรงตัวใกล้เป้าหมาย 2% ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณความพร้อมที่จะถอนมาตรการกระตุ้นทางการเงินขนาดใหญ่ต่อไป

อย่างไรก็ตาม ค่าเงินเยนได้กลับมาแข็งค่าในระหว่างวันหลังนายคาซูโอะ อุเอดะ ผู้ว่าการธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ได้จัดแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนภายหลังเสร็จสิ้นการประชุมนโยบายการเงินในวันนี้ (31/10) และส่งสัญญาณถึงความจำเป็นในการประเมินพัฒนาการทางเศรษฐกิจทั่วโลกอย่างรอบคอบ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า BOJ มุ่งเน้นไปที่การจับตาความเสี่ยงที่จะมีต่อการฟื้นตัวของเศรษบกิจภายในประเทศ ก่อนที่จะตัดสินใจดำเนินนโยบายคุมเข้มด้านการเงินครั้งต่อไป พร้อมส่งสัญญาณว่า BOJ จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก หากเศรษฐกิจและเงินเฟ้อเคลื่อนไหวในทิศทางที่สอดคล้องกับการคาดการณ์

สำหรับตัวเลขเศรษฐกิจ ญี่ปุ่นได้เผยผลผลิตภาคอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นสูงกว่าคาดในเดือน ก.ย. โดยผลผลิตภาคอุตสาหกรรมของญี่ปุ่นเพิ่มขึ้น 1.4% ในเดือน ก.ย. จากเดอนก่อน เทียบกับที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 1.0% โดยผู้ผลิตในผลสำรวจของกระทรวงเศรษฐกิจ, การค้าและอุตสาหกรรมคาดว่า ผลผลิตที่ปรับตามฤดูกาลแล้วจะพุ่งขึ้น 8.3% ในเดือน ต.ค. และจะลดลง 3.7% ในเดือน พ.ย.

นอกจากนี้ ในรายงานอีกฉบับพบว่า ยอดค้าปลีกเพิ่มขึ้น 0.5% ในเดือน ก.ย. จากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ต่ำกว่าที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 2.3% โดยระหว่างวันค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 152.91-153.57 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 152.49/50 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ

ส่วนตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญในสัปดาห์นี้ ได้แก่ จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ (31/10), ดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) เดือน ก.ย. (31/10), ตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรเดือน ต.ค. (1/11), ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตขั้นสุดท้ายเดือน ต.ค. จาก S&P Global (1/11), ดัชนีภาคการผลิตเดือน ต.ค. จากสถาบันจัดการด้านอุปทานของสหรัฐ (ISM) (1/11) และการใช้จ่ายด้านการก่อสร้างเดือน ก.ย. (1/11)

สำหรับอัตราป้องกันความเสี่ยง (Swap point) ภาคเช้า 1 เดือนในประเทศอยู่ที่ -6.75/-6.40 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ และอัตราป้องกันความเสี่ยงภาคเช้า 1 เดือน ต่างประเทศอยู่ที่ -4.00/-2.20 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ