เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
จับตา ‘สะพานข้ามเกาะช้าง’ หมื่นล้าน ปลุกเศรษฐกิจทะเลภาคตะวันออก
Economic จับตา ‘สะพานข้ามเกาะช้าง’ หมื่นล้าน ปลุกเศรษฐกิจทะเลภาคตะวันออก
เปิดแผน ‘ไฟฟ้ามั่นคง’ กฟผ.เตรียม SMR-เพิ่มพลังงานสะอาด
Business เปิดแผน ‘ไฟฟ้ามั่นคง’ กฟผ.เตรียม SMR-เพิ่มพลังงานสะอาด
7 อุตฯเหนื่อยสินค้านอกถล่ม กกร.ชงรัฐออกมาตรการช่วยตรงจุด
Economic 7 อุตฯเหนื่อยสินค้านอกถล่ม กกร.ชงรัฐออกมาตรการช่วยตรงจุด
ไม่กังวล ‘ฝ่ายค้าน’ จ่อเปิดเกมซักฟอกเวทีงบ แจงผลงานครึ่งปีผ่านสื่อ “คุยกับ ครม.”
Politics ไม่กังวล ‘ฝ่ายค้าน’ จ่อเปิดเกมซักฟอกเวทีงบ แจงผลงานครึ่งปีผ่านสื่อ “คุยกับ ครม.”
ประเทศไทยต้องแก้ เศรษฐกิจ K-Shape
สามัญสำนึก ประเทศไทยต้องแก้ เศรษฐกิจ K-Shape
เนื้อแท้ บาร์โคล่า
คุยกับเอกราช เนื้อแท้ บาร์โคล่า
มีผลแล้ว! ระเบียบสำนักนายกฯ ‘ว่าด้วยการแบ่งปันข้อมูลดิจิทัลฯ’
Politics มีผลแล้ว! ระเบียบสำนักนายกฯ ‘ว่าด้วยการแบ่งปันข้อมูลดิจิทัลฯ’
รู้จัก ‘Chipflation’ ภาวะต้นทุนชิปเฟ้อ สะเทือนสเป็ก-ดันราคาสินค้าไอทีพุ่ง
Tech รู้จัก ‘Chipflation’ ภาวะต้นทุนชิปเฟ้อ สะเทือนสเป็ก-ดันราคาสินค้าไอทีพุ่ง
สนามบินอุดรฯ ก้าวสู่ฮับนานาชาติ รับเที่ยวบินปฐมฤกษ์ “คุนหมิง–อุดรฯ”
เศรษฐกิจภูมิภาค สนามบินอุดรฯ ก้าวสู่ฮับนานาชาติ รับเที่ยวบินปฐมฤกษ์ “คุนหมิง–อุดรฯ”
CPAXT ปิดดีล 1.3 หมื่นล้าน ซื้อ ‘The Food Purveyor’ รุกตลาดพรีเมียมมาเลเซีย
Business CPAXT ปิดดีล 1.3 หมื่นล้าน ซื้อ ‘The Food Purveyor’ รุกตลาดพรีเมียมมาเลเซีย
ดูทั้งหมด

ครบรอบ 1 เดือน “บัสนักเรียนไฟไหม้” สภาผู้บริโภคจี้รัฐพัฒนาระบบเทียบต่างชาติ

01 พ.ย. 2567 | 11:45น.

สภาผู้บริโภค จัดเวทีคลี่ปมปัญหา “รถบัสทัศนศึกษาไฟไหม้” ทั้งมิติด้านการขนส่ง-พลังงาน-การศึกษา เสนอพัฒนาระบบตรวจสอบรถโดยสาร ยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยเทียบเท่าต่างประเทศ ด้าน สพฐ.เตรียมยกระดับมาตรการเพื่อความปลอดภัยนักเรียน

สภาผู้บริโภคจัดเวทีประชุมแลกเปลี่ยน “ครบรอบ 1 เดือนรถบัสทัศนศึกษาไฟไหม้ มาตรฐานความปลอดภัยรถโดยสารอยู่ที่ไหน” โดยมีผู้แทนจากสำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจ กรมการขนส่งทางบก สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน พรรคการเมือง นักวิชาการด้านพลังงาน รวมถึงอนุกรรมการด้านการขนส่งและยานพาหนะ อนุกรรมการด้านบริการสาธารณะพลังงานและสิ่งแวดล้อม และคณะทำงานด้านการศึกษา ของสภาผู้บริโภคร่วมแลกเปลี่ยน เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2567

นางสาวบุญยืน ศิริธรรม ประธานสภาผู้บริโภค กล่าวว่า สังคมไม่ควรลืมเหตุการณ์รถบัสทัศนศึกษาไฟไหม้เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2567 รวมถึงเหตุการณ์อื่น ๆ ที่เคยเกิดขึ้นและทำให้มีผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิต ขณะที่หน่วยงานต่าง ๆ และผู้ที่เกี่ยวข้องต้องร่วมกันหาทางป้องกันปัญหาดังกล่าวอย่างจริงจัง โดยเฉพาะเรื่องมาตรฐานความปลอดภัยของรถสาธารณะ การมองว่าเป็นอุบัติเหตุเพียงอย่างเดียวไม่ใช่ทางออก ทั้งนี้ เรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีความรับผิดชอบมากขึ้น เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำซาก เพราะความปลอดภัยของผู้โดยสารเป็นหน้าที่ของทุกองค์กรที่ต้องร่วมกันป้องกัน

“สิ่งที่เราไม่อยากเห็นเลยคือการพัฒนามาตรฐานที่ต้องแลกด้วยชีวิต เพราะควรจะมีมาตรฐาน มีการป้องกันก่อนเกิดเหตุ เราต้องไม่ยอมรับว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นอุบัติเหตุ แต่ถือเป็นความจงใจให้เกิดของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพราะคุณรู้อยู่แล้วว่าถ้าละเว้นหรือปล่อยปละละเลยในเรื่องนี้ อาจเกิดเหตุการณ์บางอย่างขึ้นในอนาคต แต่ก็ยังปล่อยแล้วก็หวังลม ๆ แล้ง ๆ ว่ามันไม่น่าจะเกิด และพอเกิดก็ค่อยมาถามหาความรับผิดชอบกัน และถึงแม้จะมีคนรับผิดชอบแต่เราก็เอาชีวิตใครคืนกลับมาไม่ได้” ประธานสภาผู้บริโภคกล่าว
รถโดยสาร “ต้อง” ได้มาตรฐาน

พ.ต.อ.อุดมศักดิ์ พาลี เจ้าหน้าที่ตำรวจพิสูจน์หลักฐาน แสดงความเห็นเพิ่มเติมว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นสิ่งที่สามารถป้องกันได้และไม่ควรเกิดขึ้น และหากผู้ที่เกี่ยวข้องไม่ช่วยกันแก้ไขปัญหา รถโดยสารที่ไม่ได้มาตรฐานเหล่านี้ก็จะเป็นเหมือน “ระเบิดเวลา” เกิดที่ไหนหรือเมื่อไหร่ก็ได้ และไม่รู้ว่าบนท้องถนนยังมีรถบัสอีกที่ไม่ได้มาตรฐานอีกมากน้อยเพียงใด

อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าทุกหน่วยมีมาตรฐานในการทํางาน แต่ปัญหาหลักคือจะควบคุมระบบให้เป็นไปตามมาตรฐานได้อย่างไร มาตรฐานในที่นี้หมายถึงทั้งมาตรฐานของบุคลากรในองค์กรและมาตรฐานของระบบการทำงาน การตรวจสอบเรื่องความปลอดภัยของรถยนต์ ซึ่งหมายความรวมระบบเครื่องยนต์ทั้งหมด เช่น เรื่องการติดตั้งและความปลอดภัยถังแก๊ส การกำหนดระยะเวลาใช้งานโครงสร้างรถ ทั้งนี้เชื่อว่า “คนดีระบบก็จะดี” เพราะหากมีการควบคุม ประเมินสมรรถนะ การควบคุมมาตรฐาน และการตรวจสอบภายในที่ดี ระบบการทำงานก็จะมีประสิทธิภาพ

“รถโดยสารจะประจําทางหรือไม่ประจําทาง นิยามของมันคือมีผู้โดยสารจํานวนมาก เพราะฉะนั้นมันต้องมีมาตรฐานมากกว่ารถส่วนบุคคล และมาตรฐานต้องไม่ดูแค่เอกสาร ต้องกลับไปดูระบบการตรวจสอบ ว่าได้มาตรฐานไหม ล้าสมัยเกินไปไหม ผมพูดในฐานะของผู้ตรวจและประชาชนคนหนึ่ง เพราะผมก็มีลูกเหมือนกัน ทุกคนต้องการความปลอดภัย ยกตัวอย่างเรื่องอายุการใช้งานของโครงสร้างรถยนต์ หากไม่มีการระบุถ้าผมเป็นผู้ประกอบการไม่มีคุณธรรมก็คงใช้จนกว่าจะพัง เพราะฉะนั้นอะไรที่ ‘ต้องทำ’ ก็ต้องระบุให้ชัดเจนว่า ‘ต้องทำ’ ไม่ใช่ ‘ควรทำ'” พ.ต.อ.อุดมศักดิ์ระบุ

พ.ต.อ.อุดมศักดิ์ กล่าวเพิ่มเติมถึงความคืบหน้าของคดีนี้ว่า ปัญหาที่พบคือรถบัสมีการดัดแปลงโครงสร้าง ติดตั้งถังก๊าซเกินที่ระบุ และบางส่วนหมดอายุ เพลาหัก และยังมีรายละเอียดอื่น ๆ ซึ่งเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานได้เก็บวัตถุพยานบางส่วนและส่งให้พนักงานสอบสวนไปตรวจเชิงลึกเพื่อวิเคราะห์หาสาเหตุที่แท้จริงต่อไป ซึ่งตอนนี้อยู่ในขั้นตอนการรวบรวมทําสํานวนของพนักงานสอบสวน
ชงกำหนดอายุการใช้งานรถโดยสารไม่ประจำทาง

ด้านอิฐบูรณ์ อ้นวงษา รองเลขาธิการสำนักงานสภาผู้บริโภค กล่าวถึงข้อมูลที่ได้รวบรวมจากสื่อต่าง ๆ โดยระบุว่า รถบัสคันที่เกิดเหตุจดทะเบียนมาตั้งแต่ปี 2513 หรือใช้งานมาแล้วประมาณ 54 ปี ส่วนต้นตอของอุบัติเหตุคือเพลาหัก พบการหักครูดบนพื้นถนน ซึ่งอาจเป็นสาเหตุของประกายไฟหรือไม่ ข้อเท็จจริงอีกประการหนึ่งที่พบคือ มีการติดตั้งถังก๊าซกระจายไปทั่วทุกจุดของตัวรถ ทำให้ระบบของท่อมีความซับซ้อน ซึ่งอาจจะเป็นสาเหตุที่ทำให้ท่อก๊าซหลุด ซึ่ง ขบ.ก็ยอมรับว่าสาเหตุที่ทําให้ก๊าซรั่วออกคือท่อหลุด นำไปสู่คำถามว่าการติดตั้งถังก๊าซและวางท่อของรถคันดังกล่าวได้รับการรับรองจากวิศวกรหรือไม่

นอกจากนี้ ยังมีข้อมูลเกี่ยวกับหลักเกณฑ์ว่าด้วยความแข็งแรงของโครงตัวถังรถ โดยในทางปฎิบัติตามมติคณะกรรมการขนส่งทางบกกลาง 3/2558 วันที่ 11 มีนาคม 2558 ระบุว่า โดยสารประจำทางที่มีระยะทางไม่เกิน 300 กม. กำหนดให้มีอายุการใช้งานของแชสซีรถไม่เกิน 40 ปี รถโดยสารประจำทางที่มีระยะทางไม่เกิน 300-500 กม. จะกำหนดอายุแชสซีไม่เกิน 35 ปี รถโดยสารประจำทางที่มีระยะทางเกิน 500 กม. จะกำหนดอายุแชสซีไม่เกิน 30 ปี ส่วนรถหมวด 1 ที่วิ่งในเมือง อายุแชสซีไม่เกิน 50 ปี มีอายุการใช้งาน 10 ปี ขณะที่รถโดยสารไม่ประจำทางไม่มีการกำหนดอายุการใช้งานของแชสซี จึงเป็นโจทย์ที่ต้องหารือและทบทวนต่อไปว่าจะแก้ช่องโหว่ดังกล่าวอย่างไร และควรใช้เกณฑ์ใดในการกำหนดอายุการใช้งานรถโดยสารไม่ประจำทาง

เร่งตรวจรถโดยสาร พบไม่ได้มาตรฐานแล้วกว่า 200 คัน

ขณะที่ผู้แทนจากกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) อธิบายว่า กรมการขนส่งทางบก มีกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับรถที่ใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิง ตั้งแต่เริ่มแรกเลยการที่จะติดตั้งถังก๊าซที่เป็นเชื้อเพลิงที่จะนํามาใช้กับรถ ตั้งแต่ขั้นตอนของการติดตั้งที่ต้องเป็นไปตามข้อกำหนดและเงื่อนไข รวมทั้งต้องผ่านการตรวจสอบจากผู้ตรวจที่ได้รับการเห็นชอบหรือได้รับการอนุญาตจาก ขบ. นอกจากนี้การติดตั้งถังก๊าซเพิ่มเติมก็ต้องถูกตรวจสอบโดยผู้ที่ได้รับความเห็นชอบจาก ขบ.ก่อน และเมื่อติดตั้งไปแล้วจะต้องมีการตรวจสอบถังทุกปีก่อนที่จะมีการชําระภาษีประจําปี

ทั้งนี้ ปัจจุบัน ขบ.เร่งนํารถโดยสารที่ติดตั้งก๊าซซีเอ็นจี (CNG) เข้าตรวจสภาพ มีจำนวนทั้งหมด 13,426 คัน โดยเริ่มตรวจตั้งแต่วันตั้ง 4-28 ตุลาคม มีรถเข้าตรวจแล้ว 3,356 คัน คงเหลือ 10,070 คัน โดยเป็นรถที่เป็นเช่าเหมา 956 คัน รถประจําทาง 2,400 คัน ในจำนวน 3 พันกว่าคันมีรถที่ไม่ผ่าน และพ้นห้ามใช้จํานวน 210 คัน และมีการแก้ไขแล้วนํารถเข้าตรวจใหม่จํานวนทั้งสิ้น 141 คัน คงเหลือพ่นห้ามใช้จํานวนทั้งสิ้น 69 คัน
ส่วนลักษณะของรถที่ถูกพ่นห้ามใช้ เช่น พบถังก๊าซหมดอายุ จํานวนถังก๊าซไม่ถูกต้อง เครื่องอุปกรณ์และส่วนควบชํารุด เกิดก๊าซรั่วซึม น้ำหนักเกินที่จดทะเบียน (เนื่องจากถ้าเป็นการติดตั้งถังก๊าซเพิ่มน้ำหนักของรถก็จะเกินจากที่ขอรับการจดทะเบียนไว้) หรือประตูขึ้นลงฉุกเฉินไม่สามารถใช้การได้ นอกจากนี้ ขบ.ยังกำหนดไม่ให้นำรถบัสโดยสารที่ติดตั้งก๊าซไปใช้ในการรับส่งเด็กหรือนักเรียน ในช่วงนี้ถึง 30 พฤศจิกายน 2567

แนะใช้มาตรฐานต่างประเทศ-ติดเรือนกักก๊าซ เพื่อความปลอดภัย

ทางด้าน มล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี นักวิชาการด้านพลังงาน ชี้ให้เห็นถึงปัญหามาตรฐานความปลอดภัยของประเทศไทย โดยระบุว่า ปัจจุบันมาตรฐานของประกาศของกรมการขนส่งทางบกสำหรับรถที่ติดตั้งก๊าซให้เลือกได้ 3 มาตรฐาน คือ 1) EU Regulation-10 2) ISO-15501 และ 3) มอก.2333 แต่มาตรฐานที่มีปัญหาคือ มอก.2333 ที่ระบุให้มีวาล์วอัตโนมัติหรือวาล์วมืออย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้ ขณะที่มาตรฐานต่างประเทศที่กำหนดให้ติดตั้งวาล์วหัวถังอัตโนมัติในทุกรถเพื่อความปลอดภัยของผู้ใช้งาน

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นเรื่องจุดที่ติดตั้งถังก๊าซ โดยในต่างประเทศมักจะติดตั้งถังก๊าซ CNG ไว้บนหลังคาเนื่องจากเป็นก๊าซที่เบากว่ามวลอากาศ เมื่อเกิดการรั่วไหลจะลอยขึ้นด้านบน ทำให้ช่วยลดโอกาสในการเกิดไฟไหม้รถได้ สำหรับในประเทศไทยอาจติดปัญหาเรื่องโครงสร้างของรถที่ถูกออกแบบให้ติดตั้งถังก๊าซไว้ในตัวรถหรือด้านล่าง ซึ่งได้ผิดกฎหมาย แต่ปัญหาคือโครงสร้างของรถที่ใช้ในปัจจุบันไม่มีสิ่งที่เรียกว่า “เรือนกักก๊าซ” เมื่อเกิดอุบัติเหตุจึงทำให้ก๊าซสามารถลอยขึ้นสู่ห้องโดยสารและทำให้เกิดไฟไหม้ได้

“หลายคนอาจจะเคยได้รับข้อมูลมาว่า ก๊าซ CNG ปลอดภัยติดไฟยาก แต่ความจริงคือทางทฤษฎีถ้าไม่มีประกายไฟจะต้องให้ความร้อนสูงถึง 650 องศาจึงจะวาบไฟเอง แต่ในความเป็นจริงอุบัติเหตุมีประกายไฟแน่นอน ดังนั้น หากมีเรือนกักก๊าซ เมื่อเกิดอุบัติเหตุก๊าซที่รั่วออกมาถูกผลักออกด้านล่างไปด้านข้างของตัวรถ ในทางกลับกันรถที่ไม่มีเรื่องกักก๊าซก็มีโอกาสเกิดไฟไหม้ตัวรถได้มากกว่า”

ทั้งนี้ มล.กรกสิวัฒน์เน้นย้ำถึงข้อเสนอ 3 ข้อต่อกรมการขนส่งทางบก คือ 1) ควรยกเลิกมาตรฐาน มอก.2333 และกลับไปใช้มาตรฐานต่างประเทศคือ EU Regulation-10 หรือ ISO 15501 ซึ่งแนวทางการดำเนินการต้องให้ผู้ประกอบการปรับเปลี่ยนติดตั้งถังก๊าซที่มีวาล์วอัตโนมัติและวาล์วมือ แต่ไม่ใช่การยกเลิกรถโดยสารติดตั้งก๊าซ 2) การเข้าไปควบคุมและกำกับดูแลเรื่องจุดติดตั้งถังก๊าซที่เหมาะสม รวมถึงการติดตั้งเรื่องกักก๊าซในตัวถังของรถยนต์ด้วย และ 3) การออกแบบระบบหรือกำหนดให้คนขับหรือพนักงานขับรถต้องเปิดประตูและประตูฉุกเฉินได้เมื่อเกิดอุบัติเหตุ เนื่องจากหากใช้ระบบอัตโนมัติเพียงอย่างเดียวอาจทำให้ไม่สามารถใช้งานได้เมื่อเกิดไฟไหม้

ยกระดับมาตรการเข้มงวดเพื่อความปลอดภัยนักเรียน

นายเดชา ปาณะสี รองผู้อำนวยการศูนย์บริหารความสุขและความปลอดภัย สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กล่าวถึงความสำคัญของการป้องกันและจัดการเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เนื่องจากการสูญเสียครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการสูญเสียบุคคลากรเท่านั้น แต่ยังเป็นการสูญเสียทุนมนุษย์ที่มีคุณค่าสำหรับการพัฒนาประเทศ ทั้งนี้ สพฐ.และกระทรวงศึกษาธิการมีการวางแผนการเผชิญเหตุและการจัดการภัยพิบัติอย่างต่อเนื่อง โดยโรงเรียนทุกแห่งมีการวิเคราะห์เหตุการณ์ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในแต่ละปี เช่น โรงเรียนที่อยู่ใกล้แหล่งน้ำ หรือพื้นที่เสี่ยงภัย เช่น สึนามิ จะมีการจัดทำแผนเผชิญเหตุและซักซ้อมอย่างจริงจัง ทั้งในรูปแบบการซ้อมแห้งและการซ้อมจริงเพื่อเตรียมความพร้อมให้กับนักเรียน

“เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ถือเป็นบทเรียนที่มีค่า แม้จะมีความเจ็บปวด แต่เราจะใช้โอกาสนี้ในการปรับปรุงมาตรการความปลอดภัยให้ดียิ่งขึ้น” เดชากล่าว พร้อมกับยืนยันว่าทาง สพฐ.ได้ปรับปรุงมาตรการความปลอดภัยในการทัศนศึกษาอย่างสม่ำเสมอ โดยมีการประกาศแนวทางการดำเนินการเพื่อป้องกันเหตุการณ์ซ้ำซาก เช่น การเลือกสถานที่ที่ใกล้โรงเรียนสำหรับนักเรียนในระดับอนุบาล พร้อมมีผู้ปกครองร่วมเดินทางไปด้วย นอกจากนี้ยังเน้นย้ำถึงการตรวจสอบความปลอดภัยของรถยนต์โดยสารอย่างเข้มงวด และต้องมีการตรวจสอบสภาพรถไม่เกิน 30 วันก่อนออกเดินทาง

นอกจากนี้จะมีการจัดการเรียนรู้เกี่ยวกับความปลอดภัยบนท้องถนน และสร้างความเข้าใจให้กับนักเรียนเรื่องอันตรายที่อาจเกิดขึ้น ควบคู่ไปกับการปรับปรุงมาตรการเพื่อให้เกิดความปลอดภัยสูงสุดในการเดินทางของนักเรียน

“หากเราทำให้ทุกฝ่ายมีความตระหนักรู้และปฏิบัติตามมาตรการอย่างเคร่งครัด ก็จะสามารถลดอุบัติเหตุและเพิ่มความปลอดภัยให้กับนักเรียนได้ ทั้งนี้ หวังว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นแรงผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นในระบบการศึกษาต่อไป” นายเดชากล่าวทิ้งท้าย