จุฬาฯ เปิดตัว “ChulaGENIE” แอป AI ใช้ในมหาวิทยาลัย พัฒนาจาก Vertex AI ของ Google Cloud หนุนนิสิต-บุคลากรใช้ AI อย่างถูกต้อง รองรับหลายภาษา-ข้อมูลหลายประเภท พร้อมใช้งานเฟสแรก ม.ค. 2568
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และกูเกิล คลาวด์ (Google Cloud) ประกาศเปิดตัว “ChulaGENIE” (Chula’s Generative AI Environment for Nurturing Intelligence and Education) แอปพลิเคชั่น Generative AI สำหรับใช้ภายในมหาวิทยาลัย ช่วยให้นิสิต-บุคลากรมีเครื่องมือ AI ใช้ในการสืบค้นข้อมูลอย่างถูกต้องและปลอดภัย
ChulaGENIE พัฒนาด้วย Model Garden บน Vertex AI เปิดโอกาสให้ผู้ใช้สามารถค้นหาและเลือกใช้โมเดล AI พื้นฐานที่ได้รับการคัดสรรมาแล้ว ซึ่งแต่ละโมเดลมีจุดเด่นและความเหมาะสมกับงานที่แตกต่างกัน ในระยะแรกผู้ใช้สามารถใช้งาน Gemini 1.5 Flash หรือ Gemini 1.5 Pro ของ Google และเร็ว ๆ นี้จะมีตัวเลือกในการใช้โมเดล Claude จาก Anthropic และโมเดล Llama จาก Meta ด้วย
รองรับการใช้งานหลายภาษา (Multilinguality) ช่วยอธิบายหัวข้อที่ซับซ้อนให้เข้าใจได้ง่าย รวมถึงสร้างเนื้อหาในภาษาไทย ภาษาอังกฤษ และภาษาอื่น ๆ ด้วยความรวดเร็วและความแม่นยำ อีกทั้งความสามารถในการรองรับข้อมูลหลายประเภท (Multimodality) และขอบเขตการประมวลผลช่วงบริบทที่ยาว (Long Context Window) ของโมเดล Gemini ยังช่วยให้ผู้ใช้สามารถอัพโหลดเอกสารที่มีความยาวและซับซ้อน เช่น เอกสารที่มีความยาว 1.4 ล้านคำ พร้อมตาราง แผนภูมิ และภาพประกอบ รวมถึงไฟล์ PDF ต่าง ๆ
โมเดล Gemini สามารถประมวลผลเนื้อหาและองค์ประกอบภาพในเอกสารต่าง ๆ เพื่อช่วยให้ผู้ใช้ดึงข้อมูลหรือวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งมีประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับนักวิจัยที่ต้องการสรุปวรรณกรรมทางวิชาการหรือวิเคราะห์ชุดข้อมูลขนาดใหญ่
นอกจากนี้ จุฬาฯ ยังนำระบบกรองเนื้อหาของ Vertex AI และนโยบาย AI ของจุฬาฯ มาใช้เพื่อออกแบบ ChulaGENIE ไม่ให้ตอบหรือสร้างเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมหรือเป็นอันตราย และเตรียมเพิ่มความแม่นยำในการตอบคำถามด้วยการเปิดใช้งานการ Grounding ด้วย Google Search ซึ่งเป็นฟีเจอร์พิเศษที่พัฒนาโดย Google Cloud
หลังบ้านของ ChulaGENIE ยังใช้เทคโนโลยีการเข้ารหัสข้อมูลและการควบคุมการเข้าถึงระดับองค์กรของ Google Cloud เพื่อมอบประสบการณ์ AI ที่มีความเป็นส่วนตัวและปลอดภัย ช่วยให้มั่นใจว่าคำสั่งหรือข้อมูลที่ผู้ใช้งานป้อนรวมถึงคำตอบของ AI จะไม่ถูกผู้พัฒนาโมเดลภายนอกจุฬาฯ นำไปใช้ในการฝึกโมเดลพื้นฐานที่อยู่เบื้องหลัง ซึ่งเป็นการรักษาความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้งาน
ขณะเดียวกันจุฬาฯ ยังสามารถวิเคราะห์แนวโน้มการใช้งานโดยรวมของ ChulaGENIE เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพของแอป และระบบยังช่วยป้องกันไม่ให้ ChulaGENIE เผยแพร่ข้อมูลงานวิจัยที่เป็นความลับหรือทรัพย์สินทางปัญญาที่มีความอ่อนไหวโดยไม่ตั้งใจได้อีกด้วย
ทั้งนี้ จุฬาฯ ได้เตรียมเพิ่มฟังก์ชั่นใหม่บน ChulaGENIE โดยบุคลากรจะสามารถสร้างตัวช่วยเฉพาะทางที่ปรับแต่งได้สำหรับงานเฉพาะด้าน เช่น
- ตัวช่วยด้านการวิจัย ที่ถูกปรับแต่งในประเด็นเฉพาะ เช่น ประสิทธิภาพของเทคนิคการกักเก็บคาร์บอนต่าง ๆ ในวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม หรือการปรับปรุงการจราจรในเขตเมืองในด้านวิศวกรรมโยธา ซึ่งจะช่วยให้อาจารย์และนิสิตสามารถเชื่อมโยงหรือค้นหาความเชื่อมโยงในงานวิจัย รวมถึงเสนอคำถามหรือสมมุติฐานใหม่ ๆ ได้
- ตัวช่วยด้านการศึกษา ที่พัฒนาจากตำรา หรือฐานข้อมูลด้านการศึกษาและอาชีพ พร้อมข้อมูลแนวปฏิบัติที่เป็นเลิศและข้อพิจารณาด้านจริยธรรม ช่วยให้นิสิตได้รับคำแนะนำที่ปรับให้เหมาะสมและเป็นเฉพาะบุคคลในการเลือกหลักสูตรและการวางแผนเส้นทางอาชีพได้
- ตัวช่วยด้านการบริหารและธุรการ ที่สามารถเข้าใจและตอบคำถามในประเด็นต่าง ๆ เช่น การสมัครเรียน การลงทะเบียน ทุนการศึกษา การจัดการอาคารสถานที่ หรือการสนับสนุนด้าน IT เป็นต้น
และในอนาคต จุฬาฯ มีแผนที่จะขยายความร่วมมือกับ Google Cloud เพื่อพัฒนาโมเดลภาษาไทยขนาดใหญ่แบบโอเพ่นซอร์ซที่เน้นเฉพาะด้านสำหรับการศึกษาในระดับอุดมศึกษา โมเดลนี้สามารถนำไปใช้ในการพัฒนาแอปที่ปรับให้เหมาะกับความเร็วและรูปแบบการเรียนรู้ของนิสิตแต่ละคน โดยให้แบบฝึกหัด คำอธิบาย และข้อเสนอแนะที่ปรับแต่งได้ตามความต้องการ รวมถึงยังสามารถสนับสนุนแอปที่วิเคราะห์หลักสูตรที่มีอยู่ เพื่อค้นหาช่องว่างหรือจุดที่ควรปรับปรุง พร้อมเสนอแนวทางแก้ไขโดยอ้างอิงจากงานวิจัยล่าสุดและแนวโน้มด้านการศึกษาในปัจจุบัน
อย่างไรก็ตาม ChulaGENIE จะเปิดให้คณาจารย์และบุคลากรใช้งานได้ในช่วงแรกประมาณเดือนมกราคม 2568 จากนั้นจะให้ใช้งานอย่างเต็มรูปแบบในเดือนมีนาคม 2568